คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ ๕/๒๕๖๘ เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของนายสมชาย เล่งหลัก สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะต้องห้าม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕) หรือไม่ [ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง นายสมชาย เล่งหลัก สมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูกร้อง]
ไม่ระบุวันที่
ไฟล์ PDF ต้นฉบับจาก ratchakitcha.soc.go.th
ข้อความด้านล่างสกัดจากชั้นข้อความของไฟล์ PDF ต้นฉบับ ไม่ใช่การอ่านด้วย OCR — ให้ยึดไฟล์ PDF เป็นหลักฐานอ้างอิง
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริยศาลรัฐธรรมนูญคําวินิจฉัยที่ ๕/๒๕๖๘ เรื่องพิจารณาที่ ๓๘/๒๕๖๗วันที่ ๒๖ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผูรองนายสมชาย เลงหลัก สมาชิกวุฒิสภา ผูถูกรองเรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของ นายสมชาย เลงหลัก สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔)ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕) หรือไมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผูรอง) สงคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๒ วรรคสี่ ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบคํารอง สรุปไดดังนี้เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ มีพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๗ผูรองมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เรื่อง กําหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กําหนดใหวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๗ เปนวันเลือกระดับอําเภอวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ เปนวันเลือกระดับจังหวัด และวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ เปนวันเลือกระดับประเทศ ใหสมัครไดเพียงกลุมเดียวจากทั้งหมดยี่สิบกลุม วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ระหวาง หนา ๕๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
นายสมชาย เลงหลัก (ผูถูกรอง) สมัครเพื่อเขารับเลือกในกลุมที่ ๑๙ กลุมผูประกอบวิชาชีพผูประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน ตอมาผูรองมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เรื่อง ผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ประกาศรายชื่อผูถูกรองเปนผูไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา กลุมที่ ๑๙ ลําดับที่ ๗ภายหลังประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผูรองไดรับคํารองวาผูถูกรองมีลักษณะตองหามเปนสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพราะอยูระหวางถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๘ (๕)อันเปนเหตุใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๑๑ (๔)ผูรองดําเนินการตรวจสอบขอเท็จจริงแลวไดความวา ศาลฎีกามีคําพิพากษาคดีหมายเลขดําที่ลต สส ๔/๒๕๖๗ คดีหมายเลขแดงที่ ลต สส ๓๓๘/๒๕๖๗ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๗ วาในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อป ๒๕๖๖ ผูถูกรองซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๙จังหวัดสงขลา เปนผูกอ สนับสนุน หรือรูเห็นเปนใจ ใหบุคคลอื่นจัดเตรียมเพื่อจะใหทรัพยสิน หรือผลประโยชนอื่นใดอันอาจคํานวณเปนเงินไดแกผูมีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจใหผูมีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนใหแกผูถูกรอง ซึ่งเปนการทุจริตในการเลือกตั้ง อันเปนการฝาฝนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๑๓๘ วรรคหนึ่ง ใหเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเปนเวลาสิบปนับแตวันที่มีคําพิพากษา ผูรองมีมติคําวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ ๒๑๑/๒๕๖๗วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๗ วา ผูถูกรองเปนบุคคลผูมีลักษณะตองหามเปนสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) ประกอบมาตรา ๙๘ (๕) เปนเหตุใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ใหสงเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยผูรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสี่ ดังนี้๑. ใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔)ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕)๒. มีคําสั่งใหผูถูกรองหยุดปฏิบัติหนาที่จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลง ใหผูนั้นพนจากตําแหนงนับแตวันที่หยุดปฏิบัติหนาที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสองหนา ๕๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
๓. มีคําสั่งใหตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองวางลงนับแตวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอานคําวินิจฉัยใหแกคูกรณีฟงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๔๕ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่งประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบื้องตนมีวา ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับคํารองไววินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ หรือไม เห็นวา คํารองถูกตองครบถวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๒ ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบคํารองเปนกรณีที่ความปรากฏตอผูรองวาผูถูกรองมีลักษณะตองหามเปนสมาชิกวุฒิสภาเนื่องจากศาลฎีกามีคําพิพากษาใหเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเปนเวลาสิบปนับแตวันที่มีคําพิพากษา ผูรองมีมติใหยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสี่ วาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองมีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕) กรณีเปนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒วรรคสี่ ประกอบวรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๕) จึงสั่งรับคํารองไวพิจารณาวินิจฉัย และใหผูถูกรองยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหาสําหรับคําขอใหผูถูกรองหยุดปฏิบัติหนาที่สมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสองเห็นวา ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบคํารอง กรณีปรากฏเหตุอันควรสงสัยวามีกรณีตามที่ถูกรองจึงมีคําสั่งใหผูถูกรองหยุดปฏิบัติหนาที่สมาชิกวุฒิสภาตั้งแตวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยผูถูกรองยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหา สรุปไดวา๑. คําพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ ลต สส ๓๓๘/๒๕๖๗ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๗ที่เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเปนเวลาสิบปนับแตวันที่มีคําพิพากษา ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๖ วรรคเจ็ด และระเบียบของที่ประชุมใหญศาลฎีกาวาดวยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่กําหนดใหการพิจารณาของศาลฎีกาตองใชระบบไตสวนแตศาลฎีกากลับใชระบบกลาวหาในการพิจารณาคดี ทําใหการรับฟงขอเท็จจริงคลาดเคลื่อนไมชอบดวยกฎหมายหนา ๕๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
๒. ผูรองไมมีอํานาจสงเรื่องใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวา สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสี่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๖ วรรคเจ็ดและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘กําหนดใหการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลฎีกาตองเปนไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญศาลฎีกาวาดวยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดําเนินการเกี่ยวกับการเลือก และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ การวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะตองหามหรือสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ตองดําเนินการตามระเบียบดังกลาว แตตามคํารองผูรองกลับอางคําพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ ลต สส ๓๓๘/๒๕๖๗ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๗เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเปนเวลาสิบปนับแตวันที่มีคําพิพากษา ซึ่งดําเนินการตามระเบียบของที่ประชุมใหญศาลฎีกาวาดวยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ การที่ผูรองกลาวอางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๕) ซึ่งเปนบทบัญญัติที่ใชบังคับแกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาใชบังคับแกผูถูกรอง เปนการนํากฎหมายคนละฉบับมาอางเพื่อใหครบเงื่อนไขหรือองคประกอบของกฎหมายเปนการเลือกปฏิบัติและบังคับใชกฎหมายที่ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ๓. กรณีของผูถูกรองไมอยูในบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๕) มาตรา ๑๐๘ ข.ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๑๑๑ (๔) ขณะที่ผูถูกรองสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา และมีการประกาศใหเปนสมาชิกวุฒิสภานั้น ผูถูกรองไมไดเปนบุคคลผูมีลักษณะตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๕)และมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๔ (๕) ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๕) บัญญัติหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไวเปนการเฉพาะ ไมไดบัญญัติหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาในเวลาดังกลาวผูถูกรองไมไดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ผูรองนําคําพิพากษาศาลฎีกาดังกลาวมาเปนเหตุใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลง เปนการใชกฎหมายยอนหลังเปนผลรายแกผูถูกรองดังนั้น สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองจึงยังไมสิ้นสุดลงหนา ๕๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
๔. ผูถูกรองดําเนินการรองทุกขกลาวโทษและฟองคดีอาญาตอบุคคลที่เกี่ยวของในคดีที่ทําใหศาลฎีการับฟงขอเท็จจริงไดวาบุคคลดังกลาวกระทําการใหหรือสัญญาวาจะใหทรัพยสินเพื่อจูงใจใหผูมีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนใหแกผูถูกรองอันเปนเหตุใหผูถูกรองถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และจะนําพยานหลักฐานตาง ๆ ยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญตอไปผูรองยื่นคําแถลงการณปดคดีตอศาลรัฐธรรมนูญ มีสาระสําคัญเพิ่มเติมจากคํารองวา ขอเท็จจริงตามคําพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ ลต สส ๓๓๘/๒๕๖๗ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๗ถือเปนที่สุด และมีผลผูกพันผูถูกรองซึ่งเปนคูความในคดีเลือกตั้งดังกลาว ขออางของผูถูกรองตามคําชี้แจงแกขอกลาวหาไมอาจเปลี่ยนแปลงขอเท็จจริงและผลตามกฎหมายของคําพิพากษาศาลฎีกาได ผูถูกรองจึงเปนบุคคลที่อยูระหวางถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อันเปนเหตุใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑)และมาตรา ๙๘ (๕) ดังนั้น จึงมีเหตุใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยผูถูกรองยื่นคําแถลงการณปดคดีตอศาลรัฐธรรมนูญ มีสาระสําคัญเพิ่มเติมจากคําชี้แจงแกขอกลาวหาวาการตีความลักษณะตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๘ (๕) หมายถึงในขณะใชสิทธิสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาจะตองไมมีลักษณะตองหาม๒ กรณี คือ กรณีที่หนึ่งตองไมใชบุคคลที่อยูระหวางถูกระงับการใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนการชั่วคราวและกรณีที่สองตองไมใชบุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แตการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเกิดขึ้นภายหลังจากที่ผูถูกรองไดสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาและมีฐานะเปนสมาชิกวุฒิสภาดังนั้น ผูถูกรองไมเปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตามมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑)สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองจึงไมสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๑๑ (๔)ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคํารอง คําชี้แจงแกขอกลาวหา คําแถลงการณปดคดีของคูกรณีและเอกสารประกอบแลวเห็นวา คดีเปนปญหาขอกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยไดจึงยุติการไตสวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง กําหนดประเด็นที่ตองพิจารณาวินิจฉัยวา สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑)และมาตรา ๙๘ (๕) หรือไม นับแตเมื่อใด หนา ๕๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
พิจารณาแลวเห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ บัญญัติวา “บุคคลผูมีลักษณะดังตอไปนี้เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ... (๕) อยูระหวางถูกระงับการใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ...” มาตรา ๑๐๘บัญญัติวา “สมาชิกวุฒิสภาตองมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้ ... ข. ลักษณะตองหาม (๑)เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ...”และมาตรา ๑๑๑ บัญญัติวา “สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เมื่อ ... (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๘ ...”บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) เปนบทบัญญัติวาดวยเหตุที่ทําใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง หากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๘ โดยมาตรา ๑๐๘ ข.ลักษณะตองหาม (๑) บัญญัติลักษณะตองหามของผูดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาวาตองไมเปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามมาตรา ๙๘ (๕) กลาวคือ บุคคลที่อยูระหวางถูกระงับการใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) ประกอบมาตรา ๙๘ (๕) มีเจตนารมณกําหนดลักษณะตองหามของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อใหผูดํารงตําแหนงดังกลาวตองมีคุณสมบัติที่เหมาะสมเพื่อเปนหลักประกันวาผูที่จะไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาตองไมฝกใฝหรือยอมตนอยูภายใตอาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ และตองปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนสวนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแหงผลประโยชน บุคคลที่ดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาตองไมเปนบุคคลที่มีลักษณะตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเมื่อบุคคลใดไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาแลว รัฐธรรมนูญกําหนดมาตรการควบคุมหลังการดํารงตําแหนงเพื่อมิใหสมาชิกวุฒิสภากระทําการอันทําใหขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามที่มีผลใหสมาชิกภาพสิ้นสุดลงเพื่อใหไดบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถวน ปราศจากเหตุมลทินมัวหมองในการปฏิบัติหนาที่เพื่อประโยชนสวนรวมและไมทําใหเกิดความเสื่อมเสียแกเกียรติและศักดิ์ศรีของวุฒิสภา ลักษณะตองหามตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๘ (๕) อาจเกิดขึ้นจากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลไวเปนการชั่วคราว หรือกรณีศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อันเปนมาตรการที่มีวัตถุประสงคเพื่อจํากัดสิทธิของบุคคลที่ทําใหการเลือกตั้งหรือการเลือกผูดํารงตําแหนงทางการเมืองมิไดเปนไปโดยสุจริตหนา ๕๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
หรือเที่ยงธรรม การที่สมาชิกวุฒิสภาผูใดกระทําความผิดจนศาลมีคําสั่งใหเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอันตองดวยลักษณะตองหามของสมาชิกวุฒิสภาตามที่กําหนดไวในมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑)และมาตรา ๙๘ แลว สมาชิกวุฒิสภาผูนั้นไมอาจอยูในฐานะที่จะไดรับความไววางใจในความสุจริตไดและไมสมควรใหเขามามีอํานาจทางการเมืองขอเท็จจริงฟงไดวา เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ มีพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๗ ผูถูกรองสมัครเพื่อเขารับเลือกในกลุมที่ ๑๙ กลุมผูประกอบวิชาชีพ ผูประกอบอาชีพอิสระหรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน ตอมาผูรองมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗เรื่อง ผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ประกาศรายชื่อผูถูกรองเปนผูไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา กลุมที่ ๑๙ลําดับที่ ๗ ภายหลังประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผูรองมีมติและคําวินิจฉัยวาผูถูกรองตองคําพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดําที่ ลต สส ๔/๒๕๖๗ คดีหมายเลขแดงที่ ลต สส ๓๓๘/๒๕๖๗ ลงวันที่๒๓ กันยายน ๒๕๖๗ วา ผูถูกรองเปนผูกอ สนับสนุน หรือรูเห็นเปนใจ ใหบุคคลอื่นจัดเตรียมเพื่อจะใหทรัพยสินหรือผลประโยชนอื่นใด อันอาจคํานวณเปนเงินไดแกผูมีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจใหผูมีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนใหแกผูถูกรอง ซึ่งเปนการทุจริตในการเลือกตั้ง อันเปนการฝาฝนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๓ วรรคหนึ่ง (๑)ประกอบมาตรา ๑๓๘ วรรคหนึ่ง ใหเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเปนเวลาสิบปนับแตวันที่มีคําพิพากษา มีลักษณะตองหามเปนสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑)เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพราะอยูระหวางถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๘ (๕) อันเปนเหตุใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๑๑ (๔)ดังนั้น มีมูลกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงดวยเหตุอยูระหวางถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔)ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕) หรือไมขอโตแยงของผูถูกรองที่วา คําพิพากษาศาลฎีกาที่เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเปนเวลาสิบปนับแตวันที่มีคําพิพากษา พิจารณาคดีโดยไมใชระบบไตสวนแตกลับใชระบบกลาวหา ทําใหการรับฟงขอเท็จจริงคลาดเคลื่อนไมชอบดวยกฎหมาย ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๖ วรรคเจ็ด นั้นหนา ๕๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
เห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเปนอํานาจของศาล ซึ่งตองดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย”และวรรคสอง บัญญัติวา “ผูพิพากษาและตุลาการยอมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายใหเปนไปโดยรวดเร็ว เปนธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง” การที่ผูถูกรองไมเห็นดวยกับคําพิพากษาดังกลาวเปนการโตแยงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีซึ่งเปนการใชอํานาจตุลาการของศาลฎีกาที่ผูพิพากษามีอิสระในการพิจารณาคดีและพิพากษาตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งตองพิจารณาคดีโดยรวดเร็วเปนธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง ประกอบกับเมื่อพิจารณาระเบียบของที่ประชุมใหญศาลฎีกาวาดวยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๓ กําหนดวา “ในระเบียบนี้ ...“การไตสวน” หมายความวา การตรวจพยานหลักฐาน การนั่งพิจารณา การสืบพยาน หรือกระบวนพิจารณาใด ๆของศาลเพื่อใหไดมาซึ่งขอเท็จจริงและพยานหลักฐาน” ขอ ๔๔ กําหนดวา “ในการพิจารณาคดีของศาลใหนําสํานวนการสืบสวนหรือไตสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนหลักในการพิจารณา และเพื่อประโยชนแหงความยุติธรรม ใหศาลมีอํานาจไตสวนขอเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได” ขอ ๔๕ วรรคหนึ่งกําหนดวา “คูความทั้งสองฝายอาจอางตนเอง บุคคล หรือพยานหลักฐานอื่นเปนพยานไดตามที่ศาลเห็นสมควรและมีสิทธิขอตรวจพยานหลักฐานและคัดสําเนาพยานหลักฐานของตนเองหรือของคูความอีกฝายได”ขอ ๔๖ วรรคหนึ่ง กําหนดวา “ในวันตรวจพยานหลักฐาน ใหคูความสงพยานเอกสาร พยานวัตถุหรือพยานหลักฐานอื่นตอศาลเพื่อใหอีกฝายตรวจสอบ เวนแตศาลจะมีคําสั่งเปนอยางอื่นเนื่องจากสภาพและความจําเปนแหงพยานหลักฐานนั้น หลังจากนั้น ใหคูความแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานตอศาลและใหศาลสอบถามคูความถึงความเกี่ยวของกับประเด็นและความจําเปนที่ตองสืบพยานหลักฐานที่อางอิงตลอดจนการยอมรับพยานหลักฐานของอีกฝายหนึ่ง” และขอ ๕๕ กําหนดวา “ในกรณีที่ศาลเห็นวาคดีใดมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได ศาลจะงดการไตสวนก็ได” เห็นไดวา การพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง ศาลพิจารณาจากสํานวนการสืบสวนหรือไตสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนหลักวามีขอเท็จจริงเพียงพอที่จะลงโทษผูถูกรองหรือไมเพื่อประโยชนแหงความยุติธรรม ศาลยังมีอํานาจไตสวนขอเท็จจริงและรับฟงพยานหลักฐานเพิ่มเติมไดในการตอสูคดีหากคูความประสงคจะอางตนเอง บุคคล หรือพยานหลักฐานอื่นเปนพยานก็ยอมทําไดหนา ๕๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
ตามที่ศาลเห็นสมควร เพื่อใหไดมาซึ่งขอเท็จจริงและพยานหลักฐาน เปนการเปดโอกาสใหคูความทั้งสองฝายไดตอสูคดีกันอยางเต็มที่ ทั้งนี้ หากศาลเห็นวาคดีใดมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยไดศาลจะงดการไตสวนก็ได ซึ่งคดีของศาลฎีกาดังกลาวปรากฏวา ในชั้นไตสวนคูความแถลงรับขอเท็จจริงเกี่ยวกับพยานหลักฐานของกลาง เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติใหศาลฎีกาใชวิธีพิจารณาระบบไตสวนในการพิจารณาคดีเลือกตั้งซึ่งเปนวิธีพิจารณาที่แตกตางไปจากวิธีพิจารณาระบบกลาวหาที่ศาลยุติธรรมใชในคดีทั่วไปศาลฎีกายอมตองใชวิธีพิจารณาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว ศาลฎีกาสามารถรับฟงพยานหลักฐานตาง ๆที่ผูรองนําสืบมาได ประกอบกับหากผูถูกรองประสงคที่จะโตแยงกระบวนพิจารณาชอบที่จะใชสิทธิโตแยงในระหวางการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อศาลฎีกามีคําพิพากษาในคดีของผูถูกรองอันถึงที่สุดแลวคําพิพากษาศาลฎีกามีผลผูกพันผูถูกรองและมีสภาพบังคับเด็ดขาดทางกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญไมมีหนาที่และอํานาจเขาไปตรวจสอบคําพิพากษาในปญหาที่เปนอํานาจของศาลฎีกาได ขอโตแยงของผูถูกรองฟงไมขึ้นสวนขอโตแยงของผูถูกรองที่วา ผูรองไมมีอํานาจสงเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสี่ เนื่องจากผูรองจะตองดําเนินการตามระเบียบของที่ประชุมใหญศาลฎีกาวาดวยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดําเนินการเกี่ยวกับการเลือก และการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ นั้นเห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา มีสิทธิเขาชื่อรองตอประธานแหงสภาที่ตนเปนสมาชิกวาสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแหงสภานั้นสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๑ (๓) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) หรือ (๑๒) หรือมาตรา ๑๑๑ (๓) (๔) (๕) หรือ (๗)แลวแตกรณี และใหประธานแหงสภาที่ไดรับคํารอง สงคํารองนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกผูนั้นสิ้นสุดลงหรือไม” และวรรคสี่ บัญญัติวา “ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นวาสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่งใหสงเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งไดดวย” เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ผูรองมีมติในการประชุม ครั้งที่ ๗๕/๒๕๖๗ วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๗ และตรวจสอบขอเท็จจริงแลวไดความวาศาลฎีกามีคําพิพากษาในคดีหมายเลขดําที่ ลต สส ๔/๒๕๖๗ คดีหมายเลขแดงที่ ลต สส ๓๓๘/๒๕๖๗หนา ๕๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๗ ใหเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเปนเวลาสิบปนับแตวันที่มีคําพิพากษา ผูถูกรองจึงเปนบุคคลที่อยูระหวางถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อันเปนเหตุใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข.ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕) เปนกรณีที่ผูรองเห็นวาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลง ประกอบกับระเบียบดังกลาวเปนแนวปฏิบัติที่ศาลฎีกากําหนดขึ้นเพื่อใชในการพิจารณาและวินิจฉัยคดี รวมถึงการบริหารงานคดีภายในของศาลฎีกา การที่ผูถูกรองยกขึ้นโตแยงไมเกี่ยวกับขั้นตอนที่ผูรองจัดสงใหศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองเมื่อผูรองยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑและวิธีการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว การยื่นคํารองของผูรองชอบดวยรัฐธรรมนูญแลว ขอโตแยงของผูถูกรองฟงไมขึ้นสําหรับขอโตแยงของผูถูกรองที่วา กรณีของผูถูกรองไมอยูในบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๕)มาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๑๑๑ (๔) เนื่องจากขณะที่ผูถูกรองสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา ไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา และมีการประกาศใหเปนสมาชิกวุฒิสภานั้นผูถูกรองไมไดเปนบุคคลผูมีลักษณะตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๕) ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๕) บัญญัติหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไวเปนการเฉพาะ ไมไดบัญญัติหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาและในเวลาดังกลาวผูถูกรองไมไดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแตอยางใด นั้นเห็นวา รัฐธรรมนูญกําหนดใหวุฒิสภาเปนสภาแหงการตรวจสอบ เปนองคกรที่ประสานความคิดเห็นจากประชาชนที่มีความรู ประสบการณ ความหลากหลายทางอาชีพ วิถีชีวิต และความสนใจ เพื่อใหการตรากฎหมายไดรับการพิจารณาแงมุมตาง ๆ กลั่นกรองกฎหมายที่สภาผูแทนราษฎรเห็นชอบแลวควบคุมการบริหารราชการแผนดิน และใหความเห็นชอบบุคคลที่จะมาดํารงตําแหนงในองคกรสําคัญตามรัฐธรรมนูญ จึงกําหนดคุณสมบัติและลักษณะตองหามของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อใหผูที่จะมาดํารงตําแหนงดังกลาวมีคุณสมบัติที่เหมาะสม เปนหลักประกันวาผูที่จะไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต มีความเปนอิสระ มีความเปนกลางปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองไมมีผลประโยชนทับซอน ไมอยูภายใตอาณัติของพรรคการเมือง มีความประพฤติและคุณสมบัติเปนที่ยอมรับนับถือของสาธารณชน และปฏิบัติหนาที่เพื่อประโยชนของประชาชนภายในประเทศอยางแทจริงการกําหนดลักษณะตองหามจึงมีความแตกตางจากคุณสมบัติ กลาวคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๘หนา ๕๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
กําหนดคุณสมบัติและลักษณะตองหามของสมาชิกวุฒิสภา คุณสมบัติมีลักษณะที่ใชบังคับกอนวันสมัครรับเลือกซึ่งคุณสมบัติเหลานี้จะตองมีครบถวนกอนวันสมัครรับเลือก หากผูสมัครรับเลือกมีคุณสมบัติไมครบถวนตามที่กฎหมายกําหนดในขณะนั้น ผูนั้นไมอาจใชสิทธิสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาได แตลักษณะตองหามนั้นครอบคลุมไปถึงตั้งแตกอนการสมัครรับเลือก ขณะการสมัครรับเลือก และหลังการสมัครรับเลือกรวมทั้งการเขาสูการดํารงตําแหนงแลว หากภายหลังปรากฏขอเท็จจริงวาผูสมัครรับเลือกมีลักษณะตองหามเปนสมาชิกวุฒิสภา บุคคลนั้นยอมถูกเพิกถอนใหพนจากตําแหนงได เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๑ (๔) ซึ่งกําหนดลักษณะตองหามอันเปนเหตุใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕) เปนเหตุแหงการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา เห็นไดวา หากสมาชิกวุฒิสภาผูใดมีเหตุตามมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑)และมาตรา ๙๘ (๕) ระหวางการดํารงตําแหนงจะมีผลทําใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผูนั้นสิ้นสุดลงระหวางการดํารงตําแหนงได มิใชเปนเพียงลักษณะตองหามกอนหรือในขณะที่ผูถูกรองใชสิทธิสมัครรับเลือกเทานั้นแตตองไมมีลักษณะตองหามตลอดระยะเวลาที่ดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาดวย ประกอบกับการที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญใหนําลักษณะตองหามของบุคคลที่จะใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาบังคับใชแกลักษณะตองหามของสมาชิกวุฒิสภานั้น ดวยเหตุผลที่วาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตางเปนองคกรที่ใชอํานาจนิติบัญญัติรวมกัน แมวาจะมีที่มา คุณสมบัติ หรือหนาที่และอํานาจที่ตางกันออกไปบาง แตการบัญญัติถึงลักษณะตองหามของการเขาสูตําแหนงของทั้งสองตําแหนงยอมตองเปนไปในทางเดียวกันมิใชตองบัญญัติใหแตกตางกันหรือแยกออกจากกันอยางชัดเจนจนถึงขนาดไมอาจใชรวมกันได ดังนั้น ลักษณะตองหามตามมาตรา ๙๘ (๕) ตองนํามาใชบังคับกับผูถูกรองซึ่งเปนสมาชิกวุฒิสภาดวย และการพิจารณาปรับใชบทบัญญัติดังกลาวเปนไปตามรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติบังคับเชนนั้นมิใชเปนการนําเอาบทบัญญัติแหงกฎหมายมาใชยอนหลังที่เปนผลรายแกผูถูกรอง ขอโตแยงของผูถูกรองจึงฟงไมขึ้นเมื่อขอเท็จจริงในคดีนี้ฟงไดวา ผูถูกรองเปนสมาชิกวุฒิสภาตั้งแตวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือก คือ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ตอมาวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๗ ศาลฎีกามีคําพิพากษาใหเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูถูกรองเปนเวลาสิบปนับแตวันที่มีคําพิพากษาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองจึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕)หนา ๖๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
ประเด็นที่ตองพิจารณาตอไปมีวา เมื่อวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕) แลวสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงนับแตเมื่อใดเห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสอง บัญญัติวา “เมื่อไดรับเรื่องไวพิจารณาหากปรากฏเหตุอันควรสงสัยวาสมาชิกผูถูกรองมีกรณีตามที่ถูกรอง ใหศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งใหสมาชิกผูถูกรองหยุดปฏิบัติหนาที่จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแลวใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแหงสภาที่ไดรับคํารองตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกผูถูกรองสิ้นสุดลง ใหผูนั้นพนจากตําแหนงนับแตวันที่หยุดปฏิบัติหนาที่แตไมกระทบตอกิจการที่ผูนั้นไดกระทําไปกอนพนจากตําแหนง” บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราดังกลาวเปนบทบัญญัติวาดวยการพนจากตําแหนงของสมาชิกวุฒิสภาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งใหหยุดปฏิบัติหนาที่ซึ่งมิไดใหอํานาจแกศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีคําสั่งเปนอยางอื่น เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวาเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งใหผูถูกรองหยุดปฏิบัติหนาที่จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงตองสั่งใหผูถูกรองพนจากตําแหนงนับแตวันที่หยุดปฏิบัติหนาที่นั้น ดังนั้น สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองจึงสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสอง นับแตวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ เปนตนไปเมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงทําใหมีตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกวางลง ประธานวุฒิสภาตองประกาศในราชกิจจานุเบกษาเลื่อนบุคคลในบัญชีสํารองของกลุมนั้นขึ้นมาดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาแทนตามลําดับตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๕ โดยใหถือวาวันที่ตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาวางลง คือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอานคําวินิจฉัยใหแกคูกรณีฟงโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติใหคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลในวันอาน คือ วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๘อาศัยเหตุผลดังกลาวขางตน จึงวินิจฉัยวา สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของผูถูกรองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๔) ประกอบมาตรา ๑๐๘ ข. ลักษณะตองหาม (๑) และมาตรา ๙๘ (๕)นับแตวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งใหผูถูกรองหยุดปฏิบัติหนาที่ คือ วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗และใหถือวาวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอานคําวินิจฉัยใหแกคูกรณีฟงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหนา ๖๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘
วาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติใหคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลในวันอาน คือ วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๘ เปนวันที่ตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกวางลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๕นายนครินทร เมฆไตรรัตนประธานศาลรัฐธรรมนูญนายปญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายวิรุฬห แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายนภดล เทพพิทักษ นายบรรจงศักดิ์ วงศปราชญตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหนา ๖๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)