ประกาศคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดกระบี่ ฉบับที่ ๕๙ (พ.ศ. ๒๕๖๘) เรื่อง กำหนด (ปรับปรุง) เส้นทางสำหรับการขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสาร หมวด ๔ จังหวัดกระบี่ จำนวน ๕ เส้นทาง
ไม่ระบุวันที่
ไฟล์ PDF ต้นฉบับจาก ratchakitcha.soc.go.th
ข้อความด้านล่างสกัดจากชั้นข้อความของไฟล์ PDF ต้นฉบับ ไม่ใช่การอ่านด้วย OCR — ให้ยึดไฟล์ PDF เป็นหลักฐานอ้างอิง
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริยศาลรัฐธรรมนูญคําวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๖๙ เรื่องพิจารณาที่ ๘/๒๕๖๘วันที่ ๒๑ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ประธานวุฒิสภา ผูรองนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ที่ ๑พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม ที่ ๒ ผูถูกรองเรื่อง ประธานวุฒิสภาสงคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสามประกอบมาตรา ๘๒ วา ความเปนรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม และ พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔)ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) หรือไมประธานวุฒิสภา (ผูรอง) สงคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบ สรุปไดดังนี้พลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา และคณะ รวม ๙๒ คน เขาชื่อเสนอคํารองตอผูรองวา ความเปนรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการระหวาง หนา ๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
กระทรวงกลาโหม (ผูถูกรองที่ ๑) และ พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม(ผูถูกรองที่ ๒) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔)และ (๕) หรือไม กลาวอางวา ผูถูกรองทั้งสองใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทั้งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไมมีหนาที่และอํานาจดําเนินคดีเกี่ยวกับการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เทานั้นที่มีหนาที่และอํานาจดังกลาวกรมสอบสวนคดีพิเศษจะดําเนินการไดตอเมื่อ กกต. มอบหมายใหดําเนินการเทานั้น และกรณีความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเปนเรื่องที่ กกต. ตองสงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง กรมสอบสวนคดีพิเศษไมมีอํานาจรับคดีดังกลาวเปนคดีพิเศษและไมสามารถดําเนินคดีอาญาที่ตอเนื่องหรือเกี่ยวของได ผูถูกรองที่ ๑ ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ และผูถูกรองที่ ๒ ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ รวมกันเสนอเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ รองขอใหตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป พ.ศ. ๒๕๖๗ เพื่อมีมติเปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒)ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘แตที่ประชุมมีมติเลื่อนการพิจารณา เนื่องจากมีขอถกเถียงเรื่องอํานาจการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษใหกรมสอบสวนคดีพิเศษเชิญ กกต. มาชี้แจงตอที่ประชุมครั้งตอไป ตอมาวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ผูถูกรองที่ ๑ เปนประธาน และผูถูกรองที่ ๒ เปนรองประธานมีกรรมการคดีพิเศษเขารวมประชุมทั้งสิ้น ๑๘ คน ที่ประชุมมีมติรับเปนคดีพิเศษเฉพาะความผิดฐานฟอกเงินดวยเสียงเห็นชอบจากกรรมการ ๑๑ คน หรือคิดเปนกึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จํานวน ๒๒ คนภายหลังการประชุม ผูถูกรองทั้งสองพรอมกรรมการคดีพิเศษบางสวนรวมกันแถลงขาวเกี่ยวกับมติที่ประชุม กคพ. ตอสื่อมวลชน นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษเผยแพรเอกสารแถลงการณฉบับลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ สรุปวา กคพ. มีมติชี้ขาดใหกรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทําความผิดฐานเปนอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙และกฎหมายที่เกี่ยวของ เปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗หนา ๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) สวนคดีอาญาใดตอเนื่องหรือเกี่ยวของกับคดีพิเศษดังกลาว ยอมเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง ที่จะทําการสอบสวนตอไปได โดยไมตองมีมติใหคดีดังกลาวเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) การกระทําของผูถูกรองทั้งสองที่รวมกันเสนอเรื่องดังกลาวเปนการแทรกแซงหรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต. โดยใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเปนการกลั่นแกลง กดดัน ขมขู และครอบงําสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเปนฝายนิติบัญญัติ ขัดตอหลักการแบงแยกอํานาจและฝาฝนหลักนิติธรรม ถือวาผูถูกรองทั้งสองไมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ และมีพฤติกรรมเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระ รวมทั้งผูวาการตรวจเงินแผนดินและหัวหนาหนวยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ขอ ๕ ขอ ๖ ขอ ๗ ขอ ๘ ขอ ๑๑ ขอ ๑๒ ขอ ๑๓ ขอ ๑๔ ขอ ๑๖ ขอ ๑๗ ขอ ๒๑ ขอ ๒๕ขอ ๒๖ และขอ ๒๗ รวมทั้งเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของขาราชการการเมืองพ.ศ. ๒๕๖๔ ขอ ๔ (๑) (๔) (๕) ขอ ๕ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) ขอ ๖ (๑) (๒) (๕) ขอ ๗ (๒) (๓) (๕)ขอ ๘ (๒) (๕) ขอ ๙ (๑) และขอ ๑๐ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๙)ผูรองตรวจสอบลายมือชื่อของผูเขาชื่อเสนอคํารองแลวเห็นวา มีสมาชิกวุฒิสภารวมกันเขาชื่อเสนอคํารองจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง จึงสงคํารองเพื่อขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ ดังนี้๑. ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)๒. มีคําสั่งใหผูถูกรองทั้งสองหยุดปฏิบัติหนาที่จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสองประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบื้องตนมีวา ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับคํารองไววินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง หรือไม เห็นวา ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบเปนกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๙๒ คน ซึ่งเปนจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภาเขาชื่อรองตอผูรองขอใหสงคํารองไปยังหนา ๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยวา ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) กรณีเปนไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๙) ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคําสั่งรับคํารองไววินิจฉัย และใหผูถูกรองทั้งสองยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหาสําหรับคําขอใหผูถูกรองทั้งสองหยุดปฏิบัติหนาที่รัฐมนตรีนั้น เห็นวา ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบยังไมปรากฏเหตุอันควรสงสัยวามีกรณีตามที่ถูกรอง ศาลรัฐธรรมนูญไมสั่งใหผูถูกรองทั้งสองหยุดปฏิบัติหนาที่สวนคํารองเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ฉบับลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘ ผูรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวกอนการวินิจฉัย เห็นวา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๑ กําหนดใหประเภทคดีที่จะมีคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวกอนการวินิจฉัยใหเปนไปตามขอกําหนดศาลรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ ๔๐ กําหนดรูปแบบของการออกคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวกอนการวินิจฉัยตามแตละประเภทคดีซึ่งมิไดรวมถึงคดีที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยการสิ้นสุดลงของความเปนรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ อีกทั้งในชั้นนี้ พฤติการณแหงคดียังไมปรากฏความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอยางรายแรงที่ยากแกการแกไขเยียวยาในภายหลัง หรือมีความรุนแรงอันใกลจะถึง อันจะเปนเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญจะกําหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวกอนการวินิจฉัยจึงยกคําขอตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๗๑ ประกอบขอกําหนดศาลรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ ๓๘สําหรับคํารองเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ฉบับลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ผูรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งใหผูถูกรองทั้งสองหยุดปฏิบัติหนาที่จนกวาศาลจะมีคําวินิจฉัยถึงที่สุด เห็นวาผูถูกรองที่ ๑ ดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ยังไมปรากฏเหตุอันควรสงสัยวามีกรณีตามที่ถูกรอง ในชั้นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังไมสั่งใหผูถูกรองที่ ๑ หยุดปฏิบัติหนาที่สวนผูถูกรองที่ ๒ ดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม มีหนาที่และอํานาจสั่งและปฏิบัติราชการในฐานะผูบังคับบัญชาขาราชการกระทรวงยุติธรรมอันรวมไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเท็จจริงหนา ๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ตามคํารองเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ปรากฏเหตุอันควรสงสัยวา ผูถูกรองที่ ๒ มีกรณีตามที่ถูกรองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคสอง จึงใหผูถูกรองที่ ๒หยุดปฏิบัติหนาที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมเฉพาะในฐานะผูกํากับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ นับแตวันที่๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตอมาผูรองยื่นคํารองเพิ่มเติมและเอกสารประกอบมีสาระสําคัญเพิ่มเติมจากคํารอง สรุปไดดังนี้๑. ผูถูกรองทั้งสองพยายามบิดเบือนใหคดีดังกลาวเปนความผิดฐานฟอกเงินประกอบความผิดอื่น ๆตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอยูในหนาที่และอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง กําหนดใหความผิดเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหถือเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน หากเทียบเคียงตามนัยคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๘/๒๕๖๔ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวา ประมวลรัษฎากรมาตรา ๓๗ ตรี ที่กําหนดใหความผิดบางมาตราเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ยอมทําใหพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ ซึ่งคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองคกรรวมถึงผูถูกรองทั้งสอง เมื่อพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. ๒๕๔๒ มิไดบัญญัติใหการกระทําความผิดดังกลาวเปนความผิดมูลฐาน จึงถือมิไดวาการกระทําความผิดในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเปนคดีความผิดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินตามที่พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบบัญชีทายพระราชบัญญัติดังกลาว ขอ (๑๖) บัญญัติใหเปนคดีพิเศษ การกระทําของผูถูกรองทั้งสองเปนการทุจริตตอหนาที่และจงใจหรือเจตนาปฏิบัติหนาที่หรือใชอํานาจขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อยางไรก็ดีหากศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นวาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ไมขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญดังกลาว การกระทําของผูถูกรองทั้งสองหนา ๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
เปนการฝาฝนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๒ มาตรา ๒๒๔ และมาตรา ๑๓๐ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ที่กําหนดให กกต. สงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินเทานั้น มิไดใหกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูดําเนินการ ประกอบกับเมื่อพิจารณาแนวปฏิบัติที่ผานมา กรณีที่มีผูตองคําพิพากษาของศาลฎีกาหรือองคกรอื่นที่เกี่ยวของวากระทําการทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแลว ไมเคยปรากฏวากรมสอบสวนคดีพิเศษและ กคพ. จะตองเรงนําคดีเหลานั้นมาดําเนินการเปนคดีพิเศษและตั้งขอกลาวหารายแรงวาเปนการฟอกเงิน๒. ผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหดําเนินการสอบสวนคดีตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ กอนที่ กคพ. จะมีคําสั่งรับคดีไวเปนคดีพิเศษ และสั่งการให กคพ. พิจารณารับคดีดังกลาวเปนคดีพิเศษ ทั้งที่ยังมีขอสงสัยวาการคิดมูลคาความเสียหายหรือทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดฐานเปนอั้งยี่นั้นมีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปหรือไม เปนกรณีไมปรากฏพยานหลักฐานอันชัดเจนที่พิสูจนใหเห็นถึงองคประกอบความผิดและพฤติการณเขาขายการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทําความผิดฐานเปนอั้งยี่ที่เกี่ยวของกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับไวเปนคดีพิเศษได๓. ผูถูกรองที่ ๑ ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษเรงรีบดําเนินการออกขอบังคับ กคพ.วาดวยแนวทางการสอบสวนบุคคลที่เปนพยานสําคัญในคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๘ และขอบังคับ กคพ.วาดวยการปฏิบัติหนาที่ในคดีพิเศษระหวางหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘เพื่อใชในคดีนี้เปนการเฉพาะ๔. การที่ผูถูกรองทั้งสองไดรวมกันเสนอเรื่องและมีมติดังกลาว มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองกรณีสมาชิกวุฒิสภาสวนใหญไมเห็นดวยกับการเสนอรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ของพรรคเพื่อไทย ที่ผูถูกรองที่ ๑ สังกัด และผูถูกรองที่ ๒ เคยสังกัด๕. ผูถูกรองทั้งสองสมคบกันกระทําความผิดดวยการวางแผนใชอํานาจสอบสวนเปนกรณีที่ฝายบริหารใชอํานาจแทรกแซงกระบวนการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เปนการกระทําที่ขัดตอหลักการแบงแยกอํานาจอันเปนหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งผูถูกรองทั้งสองปฏิบัติหรือละเวนหนา ๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
การปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบรวมกับ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจดําเนินการสอบสวนโดยมิชอบเกี่ยวกับคดีตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗๖. การที่เจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและ กกต. นําหมายเรียกคดีซึ่งประทับชั้นความลับวา“ลับ” เปดเผยที่ประตูหองพักของสมาชิกวุฒิสภา เปนการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน อันเปนการกระทําที่ไมสุจริตและมีนัยทางการเมืองเพื่อสรางความเกลียดชังตอสมาชิกวุฒิสภาและมีลักษณะเปนการบั่นทอนฝายนิติบัญญัติ๗. พฤติการณของผูถูกรองทั้งสองที่ปรากฏตามเอกสารขาวและคลิปวิดีโอ รวมถึงการที่ผูถูกรองที่ ๒ใหขาวตอสื่อมวลชนมีลักษณะเปนการแทรกแซงหรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต. โดยใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันเปนการกลั่นแกลง กดดัน ขมขู และครอบงําสมาชิกวุฒิสภาผูถูกรองที่ ๑ ยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหา คําชี้แจงแกขอกลาวหาเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ สรุปไดดังนี้๑. การใชสิทธิเขาชื่อของสมาชิกวุฒิสภาผูเขาชื่อ จํานวน ๘๙ คน จาก ๙๒ คน เปนการใชสิทธิโดยไมสุจริตและไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากปรากฏรายชื่อในโพยรายชื่อเพื่อใหมีการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยไมสุจริตและเที่ยงธรรม อยูระหวางการถูกสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษการยื่นคํารองในคดีนี้มีเจตนาและความมุงหวังเพื่อใหการดําเนินคดีตามกฎหมายและกระบวนการสอบสวนคดีพิเศษจะตองหยุด ระงับหรือชะลอการสอบสวน เปนผลใหกลุมผูรองตลอดจนพวกพองของตนจะไมตองถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนและดําเนินคดีตอไป โดยอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเปนเครื่องมืออางวาการกระทําของผูถูกรองทั้งสองเปนเหตุใหความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เห็นไดวามีเจตนาเพื่อปกปองประโยชนของตนเองและพวกพองมิไดกระทําเพื่อประโยชนของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม เปนการกระทําอันเปนการขัดกันแหงผลประโยชน ไมชอบดวยรัฐธรรมนูญและมาตรฐานทางจริยธรรม เปนการใชสิทธิโดยไมสุจริต เมื่อมีสมาชิกวุฒิสภาเพียง ๓ คน ซึ่งไมอยูในระหวางการสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงเปนเหตุใหจํานวนสมาชิกวุฒิสภาผูเขาชื่อยื่นคํารองในคดีนี้นอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดหนา ๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
เทาที่มีอยูของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๒ขอกลาวหาของผูรอง จึงไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ๒. ผูถูกรองที่ ๑ ไดรับโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้งใหดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมตามประกาศแตงตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ใหกํากับการบริหารราชการกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรมและสวนราชการอื่น ๆ ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๓๑๓/๒๕๖๗ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๗และปฏิบัติหนาที่ประธานกรรมการคดีพิเศษตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๓๑๔/๒๕๖๗ ลงวันที่๑๖ กันยายน ๒๕๖๗ ผูถูกรองที่ ๑ จึงมีหนาที่และอํานาจในฐานะประธานการประชุม กคพ.ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๐ นอกจากนี้ กคพ. มีหนาที่และอํานาจตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา ในกรณีที่มีขอโตแยงหรือขอสงสัยวาการกระทําความผิดใดเปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)หรือไม ให กคพ. เปนผูชี้ขาด๓. พระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใชบังคับเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ตอมา กกต. ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่อง กําหนดวันเลือกและวันรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ โดยกําหนดวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาตั้งแตวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๗และกําหนดวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอําเภอ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๗ วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ และวันเลือกระดับประเทศ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗๔. กรณีมีประชาชนรองขอใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินคดีอาญากับกลุมบุคคลที่กระทําความผิดเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบดวยกฎหมาย อันเปนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ เปนเรื่องที่อยูในหนาที่และอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเปนกรณีที่แยกตางหากจากหนาที่และอํานาจของ กกต. หากพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๒ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๙ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๘ยอมแสดงใหเห็นถึงเจตนารมณของกฎหมายวา เมื่อมีการกระทําความผิดอาญาใดตามกฎหมายเกี่ยวกับหนา ๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
การเลือกตั้งและพรรคการเมืองเปนอํานาจของ กกต. ที่จะดําเนินการสืบสวน ไตสวน และดําเนินคดีเปนหลักแตเนื่องจากอํานาจการสอบสวนคดีอาญาเปนอํานาจของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายกําหนดใหผูสมัครรับเลือกตั้งหรือรับเลือกเปนผูเสียหายดวย กฎหมายมิไดตัดอํานาจของพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนคดีอาญาที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งพนักงานสอบสวนดังกลาวยอมหมายรวมถึงพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓ ประกอบมาตรา ๓ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) ดวย กรณีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ที่กําหนดใหการกระทําความผิดตามมาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) เปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยในสวนของความผิดอาญาเปนอํานาจสอบสวนของสํานักงานตํารวจแหงชาติหากความผิดอาญาดังกลาวเขาลักษณะเปนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษยอมมีอํานาจสอบสวนไดการดําเนินการตามหนาที่และอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษไมใชการสืบสวน การไตสวน และการดําเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ที่บัญญัติใหอยูในหนาที่และอํานาจของ กกต.นอกจากนี้ ในสวนการดําเนินการของ กคพ. ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ กคพ. มิไดพิจารณาความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) และมีมติรับเปนคดีพิเศษ แตเปนการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามขอสงสัยของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ วาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคล หรือคณะบุคคลที่กระทําความผิดเปนอั้งยี่ตามมาตรา ๒๐๙ แหงประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของเปนการกระทําความผิดตามบัญชีทายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม เทานั้น ดังนั้น การดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษในกรณีนี้ จึงเปนการดําเนินการเกี่ยวกับความผิดฐานฟอกเงิน อันเปนความผิดอาญาที่ไมอยูในหนาที่และอํานาจของ กกต. ที่จะทําการสืบสวน ไตสวน และดําเนินคดี แตเปนกรณีที่ กคพ. มีมติตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหาหนา ๑๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
สวนระยะเวลาการดําเนินการในเรื่องนี้ ตั้งแตมีผูรองขอความเปนธรรมเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ถึงวันที่เสนอเรื่องตอที่ประชุม กคพ. เพื่อพิจารณารับเปนคดีพิเศษ ในคราวการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๘เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ เปนระยะเวลาถึง ๘ เดือนเศษ เนื่องจากมีความสลับซับซอนในแงของพยานที่เกี่ยวของ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ วาดวยการบริหารงานคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๗ ขอ ๓๖ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษผูรับผิดชอบการสืบสวนหรือหัวหนาคณะพนักงานสืบสวน แลวแตกรณี จะตองดําเนินการเรื่องที่มีคําสั่งใหสืบสวนใหแลวเสร็จและเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสั่งการภายใน ๖ เดือน นับแตวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ซึ่งเปนวันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษออกเลขสืบสวน เวนแตการสืบสวนยังไมเสร็จสิ้นและมีเหตุจําเปนตองสืบสวนตอไป อาจขอขยายระยะเวลาการสืบสวนไดอีกไมเกิน ๓ เดือน นับแตครบกําหนดระยะเวลาขางตน สอดคลองกับหลักการพิจารณาคดีอาญาดวยความรวดเร็ว ถือวาเปนการใชระยะเวลาที่เหมาะสมแกรูปคดีแลว ไมไดเปนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเรงรีบนําคดีมาดําเนินการเปนคดีพิเศษตามขอกลาวหาของผูรอง๕. ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ไดรับการมอบหมายและมอบอํานาจใหกํากับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรีในกระทรวงยุติธรรม มีเพียงหนาที่และอํานาจกํากับการบริหารราชการแผนดินของกระทรวงยุติธรรมโดยทั่วไป ไมไดเปนผูบังคับบัญชาขาราชการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดิน การเสนอเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ใหที่ประชุม กคพ. พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ นั้น เปนการดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษมาตั้งแตตน เริ่มตั้งแตที่มีผูสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภามายื่นคํารองตอกรมสอบสวนคดีพิเศษ การพิจารณาขอเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องตน การเสนอขออนุมัติและการอนุมัติใหสืบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓เมื่อผลจากการสืบสวนไดขอเท็จจริง พยานหลักฐาน และพฤติการณในการกระทําความผิดเพียงพอที่จะเสนอใหมีการสอบสวนในรายละเอียดตอไป อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะฝายเลขานุการของ กคพ. จะเสนอเรื่องเพื่อให กคพ. พิจารณาตามกฎหมาย เรื่องดังกลาวเปนการดําเนินการตามหนาที่และอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผูถูกรองที่ ๑ ไมเคยเกี่ยวของหรือสั่งการหรือมอบหมายใหอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษคนใดดําเนินการในเรื่องดังกลาวหนา ๑๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
นอกจากนี้ ผูถูกรองที่ ๑ เปนเพียงผูไดรับมอบหมายและมอบอํานาจใหปฏิบัติหนาที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีใน กคพ. ซึ่งเปนเพียงหนึ่งใน กคพ. ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มีหนาที่และอํานาจตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งองคประกอบของ กคพ. ประกอบดวยบุคคลผูมีความรูความสามารถตลอดจนมีประสบการณสูง บางทานดํารงตําแหนงหัวหนาหนวยงานของรัฐและบางทานมีตําแหนงระดับสูงทั้งจากภาครัฐและเอกชน ผูถูกรองที่ ๑ หาไดมีอํานาจสั่งการอยางเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแตเพียงผูเดียวให กคพ. ดังกลาวมีมติรับหรือไมรับคดีใดเปนคดีพิเศษหรือกระทําการหรืองดเวนกระทําการใดไดตามอําเภอใจ ผูถูกรองที่ ๑ มิไดเขาไปครอบงํา หรือแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กคพ. การลงมติของกรรมการแตละทานเปนดุลพินิจที่ตองพิจารณาวินิจฉัยดวยตนเอง ไมเกี่ยวของหรือเกี่ยวพันอันใดกับการปฏิบัติหนาที่ของผูถูกรองที่ ๑ อีกทั้งในการประชุม กคพ. ผูถูกรองที่ ๑ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษเปดโอกาสใหกรรมการทุกทานไดพิจารณาและแสดงความเห็นโดยอิสระไมไดชี้นําหรือกดดันใหกรรมการตองกระทําการหรือละเวนกระทําการ และในการประชุม กคพ.ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ผูถูกรองที่ ๑ เปนผูเสนอตอที่ประชุมใหฝายเลขานุการนํากรณีนี้เสนอตอคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง และนํากลับมาเสนอตอ กคพ. ในคราวประชุมครั้งตอไป เพื่อใหเกิดความรอบคอบในการพิจารณาของ กคพ. โดยขอใหเชิญผูแทนของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเขารวมประชุมในวันดังกลาวดวยเพื่อใหทราบความชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับขอบเขตหนาที่และอํานาจ๖. การเสนอรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....ที่มีความเกี่ยวของกับสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ มีขึ้นเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘ ภายหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษรับดําเนินการตามหนาที่และอํานาจแลว เปนคนละกรณีกับการพบการกระทําความผิด และเจาหนาที่ของรัฐตองดําเนินการเพื่อหาตัวผูกระทําความผิดมาลงโทษ อันเปนหนาที่ของรัฐในการรักษาความสงบเรียบรอยของประชาชนในคดีนี้๗. แมกลุมผูเขาชื่อจะเปนสมาชิกวุฒิสภา หากมีการกระทําใดอันเปนความผิดอาญาตามกฎหมายยอมตองถูกตรวจสอบและดําเนินคดีเชนเดียวกับผูกระทําความผิดอาญาทั่วไป การสอบสวนและดําเนินคดีตามกฎหมายไมถือเปนการกลั่นแกลง แทรกแซง กดดัน ขมขู และครอบงําการปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกวุฒิสภาอีกทั้งสมาชิกวุฒิสภาไดรับประโยชนจากขอสันนิษฐานตามรัฐธรรมนูญวาเปนผูบริสุทธิ์อยูจนกวาจะมีคําพิพากษาถึงที่สุดวากระทําความผิด การดําเนินการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษหนา ๑๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
มิไดมีผลกระทบตอสถานภาพการปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกวุฒิสภา หากกระบวนการสอบสวนและดําเนินคดีในที่สุดปรากฏวามีสมาชิกวุฒิสภากระทําความผิดจริงและอาจตองพนจากตําแหนงก็ตองมีการดําเนินการเพื่อใหไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาคนใหม ซึ่งผูถูกรองที่ ๑ ไมมีความเกี่ยวของแตอยางใด ดังนั้น ไมมีกรณีใดอันจะถือวาผูถูกรองที่ ๑ กระทําการกลั่นแกลง แทรกแซง กดดันขมขูและครอบงําสมาชิกวุฒิสภา เพื่อประโยชนของผูถูกรองที่ ๑ และพวกพอง๘. ผูถูกรองที่ ๑ ไมมีหนาที่และอํานาจตามกฎหมายหรืออยูในฐานะที่จะรับรองไดวาการแจงขอกลาวหาและเรียกสมาชิกวุฒิสภาไปชี้แจงแกขอกลาวหาของเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและเจาหนาที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนไปโดยถูกตองและสุจริตหรือไม เนื่องจากผูถูกรองที่ ๑มิใชผูมีสวนรูเห็นเหตุการณ และขอเท็จจริงดังกลาวยังมิไดผานกระบวนการสืบสวนสอบสวนดําเนินคดีตามกฎหมายจนมีขอยุติ๙. เอกสารขาวและคลิปวิดีโอที่จัดทําขึ้นโดยสํานักขาวหลายสํานัก ไมมีขอความตอนใดในเอกสารขาวหรือคลิปวิดีโอแสดงวาผูถูกรองที่ ๑ เปนผูใหสัมภาษณขาวหรือแพรขาวหรือกระทําการใดผูถูกรองที่ ๑ ไมรับรู รับทราบ และไมอาจยืนยันได สําเนาหนังสือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่แจงขอกลาวหาและเรียกสมาชิกวุฒิสภาแตละคนไปชี้แจงแกขอกลาวหานั้น ผูถูกรองที่ ๑ ไมมีหนาที่และอํานาจใดตามกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งผูถูกรองที่ ๒ ยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหา คําชี้แจงแกขอกลาวหาเพิ่มเติม และเอกสารประกอบสรุปไดดังนี้๑. ผูถูกรองที่ ๒ ไดรับโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้งใหดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม มีหนาที่และอํานาจในการสั่งและปฏิบัติราชการในฐานะผูบังคับบัญชาขาราชการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษตามกฎหมายวาดวยการบริหารราชการแผนดินและเปนผูรักษาการตามกฎหมายวาดวยการสอบสวนคดีพิเศษ รับผิดชอบการบริหารราชการแผนดินและการกํากับดูแลการบังคับใชกฎหมายใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเจตนารมณของกฎหมาย อีกทั้งผูถูกรองที่ ๒ ยังเปนรองประธานกรรมการคดีพิเศษโดยตําแหนงตามที่กฎหมายบัญญัติไวและอยูภายใตบังคับและตองปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ และมาตรา ๑๖๔ ในการบริหารหนา ๑๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ราชการแผนดิน คณะรัฐมนตรีตองดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย รวมถึงนโยบายที่ไดแถลงไวตอรัฐสภา๒. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มิไดตัดอํานาจของหนวยงานอื่นของรัฐหรือพนักงานสอบสวนที่มีอํานาจสืบสวนหรือสอบสวนคดีอาญาตามกฎหมายในการรับเรื่องลักษณะดังกลาว หรือเรื่องที่เปนการกระทําอันเปนกรรมเดียวซึ่งเปนความผิดตอกฎหมายหลายบททั้งที่เกี่ยวของและไมเกี่ยวของกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือเรื่องที่มีการกระทําหลายกรรมตอเนื่องกัน เพียงแตกรณี กกต. เห็นวาเปนการสมควรที่จะดําเนินการเอง ให กกต. มีหนังสือแจงใหหนวยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนนั้นโอนเรื่องหรือสงสํานวนการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทําความผิดนั้นมาให กกต. ดําเนินการตอไปตามมาตรา ๔๙แสดงใหเห็นถึงการปฏิบัติงานในลักษณะการรวมมือระหวาง กกต. และพนักงานสอบสวน เปดชองทางใหหนวยงานที่เกี่ยวของกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปฏิบัติหนาที่ในลักษณะสนับสนุนและเกื้อกูลกันเพื่อใหการปองกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขอกลาวอางของผูรองที่นําคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๘/๒๕๖๔ มาเทียบเคียงกับกรณีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง นั้น นอกจากจะไมมีผลผูกพันพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวแลว ในการประชุมของ กคพ. ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ วินิจฉัยประเด็นขอสงสัยวามีกรณีมีมูลอันนาเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวของกับการกระทําความผิดฐานฟอกเงินตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปหรือไม โดยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙เปนความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ (๑๐)ไมใชการอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง การพิจารณาและมติของ กคพ. เปนไปตามหนาที่และอํานาจที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา ประกอบกับในการดําเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินนั้นไมมีบทบัญญัติของกฎหมายใดหามพนักงานสอบสวนดําเนินการสืบสวนหรือสอบสวน หรือกําหนดใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินเพียงหนวยงานเดียวเทานั้นที่มีอํานาจดําเนินคดีอาญาได และการดําเนินคดีความผิดฐานฟอกเงินเปนคดีที่สามารถแยกดําเนินการไดจากความผิดมูลฐานตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๗๒/๒๕๖๖ และคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๖๕/๒๕๖๓หนา ๑๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
พนักงานสอบสวนหรือหนวยงานที่มีกฎหมายใหอํานาจในการสอบสวนคดีอาญาฐานฟอกเงินยอมมีอํานาจสอบสวนและดําเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินที่มีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองเปนความผิดมูลฐานไดดวย อีกทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษรายงานความคืบหนาในการสืบสวนตอสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอยางใกลชิดและมีการสงพนักงานสอบสวนคดีพิเศษรวมเปนคณะอนุกรรมการหรือเจาพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนขอมูลในการไตสวนและสืบสวน ที่ผานมาไมเคยมีการโตแยงหรือคัดคานการดําเนินการดังกลาวของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยองคกรใด หากกรมสอบสวนคดีพิเศษทําการสอบสวนคดีดังกลาวไดผลเปนประการใดหรือพบวามีการกระทําความผิดอันอยูในหนาที่และอํานาจของ กกต. แลว กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนาที่ตองแจงให กกต. ทราบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ อยูแลว๓. ผูถูกรองที่ ๒ ไมไดอนุมัติหรือสั่งการใหบรรจุเรื่องที่เกี่ยวของกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ในระเบียบวาระการประชุมของ กคพ. เนื่องจากเมื่อมีคํารองขอความเปนธรรมและการขอใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรับดําเนินการสอบสวนเปนคดีพิเศษ การตรวจสอบคํารองขอความเปนธรรมการสืบสวนเพื่อแสวงหาขอเท็จจริงเบื้องตน และการจัดทําเรื่องเพื่อเสนอบรรจุเปนระเบียบวาระในการประชุม กคพ. เปนการดําเนินการในชั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งสิ้น อันเปนการปฏิบัติราชการประจําตามแบบแผนและขั้นตอนปกติของสวนราชการ แมผูถูกรองที่ ๒ มีฐานะเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมก็ไมไดมีอํานาจในการสั่งการหรือแทรกแซงการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาซึ่งเปนอํานาจโดยเฉพาะของกรมสอบสวนคดีพิเศษ การปฏิบัติหนาที่ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ มีหนาที่รวมพิจารณาวินิจฉัยหรือใหความเห็นและขอเสนอแนะที่จะเปนประโยชนตอการดําเนินงานของ กคพ.ตามหนาที่และอํานาจที่กฎหมายกําหนด ซึ่งเปนการทํางานในรูปแบบองคคณะ กรรมการคดีพิเศษสวนใหญเปนหัวหนาสวนราชการที่มีความสําคัญในกระบวนการยุติธรรม และไมอยูภายใตการบังคับบัญชาหรือการกํากับดูแลของผูถูกรองที่ ๒ โดยมีผูทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแตงตั้งอีกจํานวนเกาคนแสดงใหเห็นวากรรมการแตละคนยอมมีความเปนอิสระและมีความรูและประสบการณที่บงชี้ใหเห็นถึงความเปนมืออาชีพ สามารถใชดุลพินิจพิจารณาเรื่องตาง ๆ อยางเต็มที่ เปนไปไดยากที่กรรมการคนใดคนหนึ่งจะใชอิทธิพลครอบงําการพิจารณาของที่ประชุม ประกอบกับการรับเรื่องไวสอบสวนหนา ๑๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
เปนคดีพิเศษในกรณีนี้เปนกรณีที่เขาลักษณะความผิดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งเปนคดีที่อยูในอํานาจการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษการพิจารณาวินิจฉัยของ กคพ. ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เปนเพียงการวินิจฉัยขอสงสัยซึ่งเปนอํานาจของ กคพ. ตามมาตรา ๒๑ วรรคหา เทานั้น การประชุมดังกลาวไมไดลงมติใหคดีลักษณะอื่นเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) อีกทั้งการพิจารณาวินิจฉัยขอสงสัยเกี่ยวกับมูลคาของทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดเปนการพิจารณาตามหลักเกณฑที่กฎหมายกําหนดโดยวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ไดมาในเบื้องตนวาเพียงพอที่จะแสดงใหเห็นวามีมูลอันนาเชื่อหรือไมซึ่งฝายเลขานุการและคณะเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษไดเสนอขอมูลพยานบุคคลและพยานเอกสารที่แสดงใหเห็นอยางเพียงพอในที่ประชุม กคพ. วามีมูลอันนาเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป๔. ขอบังคับ กคพ. วาดวยแนวทางการสอบสวนบุคคลที่เปนพยานสําคัญในคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๖๘ และขอบังคับ กคพ. วาดวยการปฏิบัติหนาที่ในคดีพิเศษระหวางหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ไดรับความเห็นชอบจากที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ซึ่งเปนการพิจารณาตามระเบียบวาระที่ไมไดเกี่ยวของกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ การพิจารณาเพื่อออกขอบังคับ กคพ. วาดวยการปฏิบัติหนาที่ในคดีพิเศษระหวางหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ เปนเพียงการแกไขปญหาขอขัดของในทางปฏิบัติที่ผานมา การพิจารณาเพื่อออกขอบังคับ กคพ. วาดวยแนวทางการสอบสวนบุคคลที่เปนพยานสําคัญในคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๘เปนการนําแนวปฏิบัติมากําหนดเปนแนวทางเพื่อใหการปฏิบัติงานมีมาตรฐานและอยูภายใตหลักเกณฑเดียวกันทั้งนี้ การออกขอบังคับทั้งสองฉบับดังกลาว มีการศึกษา ยกราง และปรึกษาหารือกับหนวยงานที่เกี่ยวของมาตั้งแตกอนป พ.ศ. ๒๕๖๗๕. ผูถูกรองที่ ๒ ไมไดสังกัดพรรคเพื่อไทย แตเปนสมาชิกและผูรวมกอตั้งพรรคประชาชาติมาตั้งแตตน และไมไดเปนผูเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมตอประธานรัฐสภา ขั้นตอนการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวของกับสมาชิกวุฒิสภาเกิดขึ้นภายหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษไดพิจารณาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ขอกลาวอางของผูรองไมเปนความจริงหนา ๑๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
๖. การดําเนินการสืบสวนการกระทําความผิดอันเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยึดถือปฏิบัติหนาที่ตามที่กฎหมายบัญญัติและมีการประสานการปฏิบัติหนาที่กับสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาโดยตลอด โดยผูถูกรองที่ ๒ ไมเคยสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการเพื่อแทรกแซง หรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต. หรือใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือในการแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา๗. การปดหมายที่ผูรองอางถึงและที่ปรากฏเปนขาวในสื่อมวลชน การแจงขอกลาวหาและเชิญใหบุคคลไปชี้แจงแกขอกลาวหา เปนการดําเนินการในขั้นตอนการสืบสวนและไตสวนของ กกต.ผูถูกรองที่ ๒ ไมอยูในฐานะที่จะรับทราบรายละเอียดของขอเท็จจริง การใหขอมูลขาวสารของผูถูกรองที่ ๒ตอสื่อมวลชน เปนเพียงการใหขอมูลโดยระบุเพียงวาพนักงานสอบสวนคดีพิเศษใหความรวมมือกับ กกต.สงหนังสือแจงขอกลาวหาและหนังสือเชิญใหชี้แจงแกขอกลาวหา ดวยเหตุนี้ ผูถูกรองที่ ๒ ไมมีความเกี่ยวของกับการสงหนังสือแจงขอกลาวหาหรือการปดหมาย และขอกลาวอางของผูรองในเรื่องนี้ไมเปนประเด็นที่เกี่ยวของกับคํารองที่ขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย๘. ขอมูลที่ปรากฏในเอกสารขาวและคลิปวิดีโอ รวมถึงการใหขาวตอสื่อมวลชน กรณีตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป พ.ศ. ๒๕๖๗ นั้น ผูถูกรองที่ ๒ ใหขอมูลเพียงวา กรมสอบสวนคดีพิเศษอยูระหวางการประสานกับ กกต. ซึ่งเปนองคกรหลักที่จะพิจารณาตรวจสอบการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไปตรวจสอบการกระทําความผิด เปนการสอดคลองกับขอเท็จจริงที่ไดมีการแตงตั้งคณะพนักงานสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เปนเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานในเบื้องตนเพื่อนํามาประกอบการพิจารณาวาเปนกรณีที่สมควรเสนอให กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษหรือไม ผูถูกรองที่ ๒ ใหขอมูลเกี่ยวกับหลักกฎหมายประเด็นการรับเรื่องเปนคดีพิเศษและขอมูลในเรื่องที่จะมีการเสนอ กคพ. พิจารณาในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ดวยเหตุนี้ยังไมมีการรับคดีใดเปนคดีพิเศษ ผูถูกรองที่ ๒ ไมเคยใหขอมูลที่ทําใหสาธารณชนหลงเชื่อวาไดมีการรับเรื่องเปนคดีพิเศษกอนวันดังกลาวผูรองยื่นคัดคานคําชี้แจงแกขอกลาวหาของผูถูกรองทั้งสองและเอกสารประกอบ สรุปไดดังนี้๑. พยานเอกสารประกอบคําชี้แจงแกขอกลาวหาของผูถูกรองทั้งสอง แสดงวาผูถูกรองทั้งสองรวมกันใชอํานาจของรัฐมนตรีสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องรองเรียนเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหนา ๑๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ในป พ.ศ. ๒๕๖๗ ไวดําเนินการโดยปราศจากอํานาจตามกฎหมาย ทั้งที่ผูถูกรองทั้งสองทราบดีวากฎหมายกําหนดให กกต. เปนองคกรผูมีอํานาจสอบสวนไตสวนความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยเฉพาะอันเปนการฝาฝนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ รวมถึงละเมิดแนวทางการปฏิบัติในการดําเนินคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่ง กกต. กําหนดไวเปนการทั่วไปผูถูกรองทั้งสองจึงทําลายหลักความเปนองคกรอิสระและหลักลําดับศักดิ์กฎหมายอยางรายแรงนอกจากนี้ การลงมติใหรับคดีตามเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ไวเปนคดีพิเศษดวยคะแนนเสียงขางมากทั้งที่ขอหาที่อางเปนกรณี “คดีอาญาอื่น” ที่ตองใชเสียงไมต่ํากวาสองในสามของกรรมการตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) เปนการละเมิดกฎหมายโดยตรง๒. พยานเอกสารประกอบคําชี้แจงแกขอกลาวหาของผูถูกรองทั้งสอง แสดงวาผูถูกรองที่ ๒ออกคําสั่งผานสํานักงานรัฐมนตรีใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรับดําเนินการและรายงานผลคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง ผูถูกรองทั้งสองสนับสนุนใหผูรองเรียนหลายรายจัดทําและยื่นคํารองตอกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อสรางเหตุใหหนวยงานที่ตนกํากับดูแลสามารถอางอํานาจสืบสวนตามเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ทั้งยังมีการประชุม กคพ. โดยผูถูกรองทั้งสองดํารงตําแหนงประธานและรองประธานเพื่อเรงรับคดีดังกลาวเปนคดีพิเศษ มีการเสนอวาระเรื่องพิจารณาดังกลาวซึ่งไมเคยผานการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองตามระเบียบ กคพ. วาดวยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๑ พยานหลักฐานสําคัญ เชน โพยฮั้ว ไมไดรับรองความถูกตอง นอกจากนี้ ยังไมปรากฏเหตุบงชี้วามูลคาทรัพยสินเกี่ยวของเกินสามรอยลานบาทตามบัญชีทายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ แต กคพ. อาศัยเพียงการกลาวอางของเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเทานั้นเพื่อใหเขาองคประกอบคดีพิเศษ จึงเปนหลักฐานที่บงชี้วาผูถูกรองทั้งสองเจตนาบิดเบือนขอเท็จจริงที่เปนสาระสําคัญในการพิจารณาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เพื่อกระทําการฝาฝนหนา ๑๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ตอกฎหมายโดยมีการแบงหนาที่อยางเปนระบบเพื่อใหบรรลุเปาหมายตามขอสั่งการของผูถูกรองทั้งสองในการเรงรัดกระบวนการอยางผิดขั้นตอน๓. ผูถูกรองทั้งสองสมคบกันสรางกระบวนการคูขนานเพื่อยึดอํานาจสอบสวนคดีเลือกตั้งจากองคกรอิสระ กอใหเกิดความเสียหายตอระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและหลักนิติรัฐอยางรายแรงรวมถึงกระทบตอความนาเชื่อถือของกลไกตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและหลักนิติธรรมอันเปนหลักพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย๔. ในชวงกลางเดือนมีนาคมป ๒๕๖๘ ผูถูกรองที่ ๑ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม และผูถูกรองที่ ๒ ในฐานะรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมอาศัยโอกาสที่ตนเปนเจาพนักงานตามกฎหมายของรัฐ ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบรวมกับ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่อยูภายใตการบังคับบัญชาของตน สมคบกันกระทําความผิดโดยการวางแผนรวมกันเสนอชื่อเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ทั้งที่เจาพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เกี่ยวของกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ไมอาจเขารวมเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เนื่องจากขาดความเปนกลางทางการเมือง เปนการใชดุลพินิจตามอําเภอใจ มีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. และเพื่อตอบสนองขอสั่งการของผูถูกรองทั้งสองที่ตองการใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือในการขมขูหรือกลั่นแกลงกลุมสมาชิกวุฒิสภาที่มีอุดมการณขัดแยงกับรัฐบาลและเพื่อผลประโยชนทางการเมืองเปนสําคัญ๕. พฤติการณของผูถูกรองทั้งสองที่สมคบกับเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจดําเนินการสอบสวนโดยมิชอบ ใชอํานาจสืบสวนเกินขอบเขต เชน การตรวจสอบขอมูลการติดตอสื่อสารและพิกัดโทรศัพทของผูสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาในชั้นสืบสวนทั้งที่ยังไมไดรับอนุญาตจากศาลตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๕ และยังไมอยูในสถานะคดีพิเศษอันเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมอยางรายแรงเพื่อประโยชนแหงการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งใหนําพยานหลักฐานในคดีคําวินิจฉัยที่ ๒๑/๒๕๖๗ (เรื่องพิจารณาที่ ๑๗/๒๕๖๗) เรื่อง ประธานวุฒิสภาสงคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วา ความเปนรัฐมนตรีของหนา ๑๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)หรือไม เฉพาะสวนที่เกี่ยวของมารวมสํานวนเพื่อใชในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ และใหหนวยงานและบุคคลที่เกี่ยวของจัดทําความเห็นเปนหนังสือตามประเด็นที่ศาลกําหนด และจัดสงขอมูลพรอมเอกสารที่เกี่ยวของยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญ สรุปไดดังนี้๑. เลขาธิการสภาผูแทนราษฎรจัดสงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของ ดังนี้(๑) สําเนาบันทึกการประชุมคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ พิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. .... (พ.ศ. ๒๕๖๐) มาตรา ๔๙ จํานวน ๑ ครั้ง(ครั้งที่ ๒๘๓)(๒) สําเนาบันทึกการประชุมคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ พิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. .... (พ.ศ. ๒๕๖๑) มาตรา ๗๗ จํานวน ๔ ครั้ง(ครั้งที่ ๔๑๓ ครั้งที่ ๔๑๖ ครั้งที่ ๔๒๑ และครั้งที่ ๔๔๔)๒. เลขาธิการวุฒิสภาจัดสงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของ ดังนี้(๑) สําเนารายงานการประชุม บันทึกการประชุม และเอกสารประกอบที่เกี่ยวของกับการพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๔๙ ในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแหงชาติ และเอกสารที่เกี่ยวของ สรุปไดวา ที่ประชุมมิไดมีการแกไขรางมาตราดังกลาว ซึ่งจากการสอบถามผูแทนของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพบวาในทางปฏิบัติ กกต. ไมติดใจในประเด็นขอกฎหมายดังกลาว อยางไรก็ดี มีประเด็นอภิปรายในปญหาที่เกี่ยวของกันวา ความผิดตามกฎหมายวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งแบงออกเปน ๒ เรื่องคือ ๑. เปนการกระทําความผิดซึ่งเปนการเลือกตั้งโดยแท และ ๒. เปนการกระทําความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลเปนการกระทําความผิดอาญาดวย แตเดิมไมมีการแยกฐานความผิดอยางชัดเจนสงผลใหเกิดปญหาระหวางหนวยงานกรณีมีเหตุทุจริตการเลือกตั้ง เนื่องจากพื้นฐานในการดําเนินคดีของความผิดทั้งสองเรื่องมีความแตกตางกัน โดยคดีอาญาตองพิสูจนไดโดยปราศจากขอสงสัยวาจําเลยกระทําความผิด ในขณะที่การพิจารณาของ กกต. อาศัยเพียงมีเหตุอันควรเชื่อไดวาผูถูกกลาวหากระทําความผิด ดวยเหตุนี้ การที่ กกต. จะดําเนินการเกี่ยวกับคดีอาญาดวยตนเองจึงมีความเปนไปไดยากหนา ๒๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
(๒) เอกสารประกอบที่เกี่ยวของกับการพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ ในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแหงชาติการประชุมของสภานิติบัญญัติแหงชาติและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. .... ที่เกี่ยวของกับการพิจารณามาตรา ๗๗สรุปไดวา บทบัญญัติลักษณะดังกลาวกําหนดไวในทํานองเดียวกันกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓นอกจากนี้ การกําหนดบทกําหนดโทษทางอาญารวมถึงการกําหนดใหกรณีการจัด ทํา ให เสนอใหสัญญาวาจะให หรือจัดเตรียมเพื่อจะใหทรัพยสินหรือผลประโยชนอื่นใดอันอาจคํานวณเปนเงินไดแกผูใดใหถือเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปนการกําหนดในทํานองเดียวกันกับรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรพ.ศ. .... ๓. เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทําความเห็นและจัดสงสําเนาเอกสารที่เกี่ยวของสรุปไดวา การพิจารณาจัดทํารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ และรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑เปนหนาที่และอํานาจของคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ อยางไรก็ตาม ในการปฏิบัติงานตามหนาที่และอํานาจของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไมพบสภาพปญหาในการบังคับใชพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ นอกจากนี้นับแตพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลบังคับใชสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไมมีแนวทางเกี่ยวกับการโอนเรื่องหรือสงสํานวนการสอบสวนระหวางกัน ดังนั้น การดําเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ จึงเปนการเสนอให กกต. พิจารณาเปนรายกรณีสวนหลักเกณฑ วิธีการ และขั้นตอนในการพิจารณาสงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินเปนไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวน การไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาดพ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๘๗ โดยนับแตพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหนา ๒๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
พ.ศ. ๒๕๖๑ มีผลบังคับใช กกต. ไมเคยมีกรณีการสงเรื่องดังกลาวใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการตามหนาที่และอํานาจสวนการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ และคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เริ่มตั้งแตวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ กรมสอบสวนคดีพิเศษแจงการรับเรื่องไวสืบสวนกรณีมีผูยื่นเรื่องขอความเปนธรรมตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใหตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันอาจเปนการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และประมวลกฎหมายอาญา จํานวน ๓ คํารองวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ กรมสอบสวนคดีพิเศษแจงความคืบหนาผลการสืบสวนโดยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหกองกิจการอํานวยความยุติธรรมดําเนินการสืบสวนเรื่องดังกลาวเปนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจงการรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ พรอมสงพยานหลักฐานประกอบการรับเรื่องให กกต.วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ กกต. มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ สั่งใหดําเนินการไตสวนกรณีไดรับแจงขอมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษวามีการกระทําใดอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือจะมีผลใหการเลือกสมาชิกวุฒิสภามิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเปนไปโดยมิชอบดวยกฎหมายและแตงตั้งเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมกับพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวนคณะที่ ๒๖ จํานวน ๗ ราย เพื่อดําเนินการไตสวนเรื่องดังกลาววันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๘ กกต. แตงตั้งพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เพิ่มเติม จํานวน ๑๐ ราย ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกลาวไดดําเนินการไตสวนตั้งแตวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๘ จนถึงปจจุบัน๔. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจัดทําความเห็นและจัดสงสําเนาเอกสารที่เกี่ยวของสรุปไดวากรมสอบสวนคดีพิเศษเคยรับเรื่องและมีการสืบสวนหรือสอบสวนคํารองเกี่ยวกับการกระทําความผิดซึ่งเกี่ยวของกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารวมจํานวนทั้งสิ้น๑๖ เรื่อง นับตั้งแตป ๒๕๕๗ สวนความเปนมาในการยกรางและแกไขขอบังคับ กคพ. วาดวยแนวทางหนา ๒๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
การสอบสวนบุคคลที่เปนพยานสําคัญในคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๘ และขอบังคับ กคพ. วาดวยการปฏิบัติหนาที่ในคดีพิเศษระหวางหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘สืบเนื่องมาจากการศึกษาทบทวนกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษมาตั้งแตป ๒๕๖๔ สําหรับหลักเกณฑวิธีการ หรือขั้นตอนในการเสนอเรื่องตอที่ประชุม กคพ. เปนไปตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ ประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ. มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๑ และระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ วาดวยหลักเกณฑและวิธีการในการเสนอเรื่องและการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๗ รวมถึงแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายดังกลาว ขอเท็จจริงเกี่ยวกับการดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗และคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ เปนเรื่องที่มีผูยื่นเรื่องรองเรียนตอกรมสอบสวนคดีพิเศษภายหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ โดยการตรวจสอบและสืบสวนขอเท็จจริงเบื้องตนพบวามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ และมาตรา ๑๑๖ ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ และความผิดตามพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเสนอใหที่ประชุม กคพ.พิจารณาเพื่อมีมติใหคดีความผิดทางอาญาอื่นเปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) ที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ รวมกันพิจารณาและอภิปรายประเด็นปญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตหนาที่และอํานาจของหนวยงานสอบสวนคดีอาญาแลวมีมติใหฝายเลขานุการถอนเรื่องดังกลาวกลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องดังกลาวคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาแลวมีมติเปนเอกฉันทเห็นควรเสนอ กคพ. มีมติใหรับคดีความผิดอาญากรณีดังกลาวเปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) โดยเห็นควรแยกเสนอ กคพ. พิจารณาเปน ๒ กรณี คือ กรณีที่ ๑การเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่มีกระบวนการหรือพฤติการณที่มิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเปนความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และประมวลกฎหมายอาญา และกรณีที่ ๒ การกระทําความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและรวมกันฟอกเงินอันเนื่องมาจากความผิดมูลฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑)หนา ๒๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ในกรณีที่ ๒ มีขอสงสัยวาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในครั้งนี้มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปอันเขารายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม เห็นควรเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อนําเรื่องดังกลาวเสนอ กคพ. เปนผูวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา ตอมาที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘มีมติดวยเสียงขางมาก จํานวน ๑๑ เสียง ตอ ๔ เสียง และงดออกเสียง ๓ เสียง เห็นชอบใหชี้ขาดตามบทบัญญัติดังกลาว วาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เปนการกระทําความผิดอันมีลักษณะตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ตามขอสังเกตของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ภายหลังการประชุม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหรับเรื่องดังกลาวไวเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ พรอมทั้งมีหนังสือถึงสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแจงการรับคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ พรอมกับรายละเอียดของพยานหลักฐาน เพื่อให กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔และมาตรา ๔๙๕. เลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินจัดทําความเห็นและจัดสงสําเนาเอกสารที่เกี่ยวของสรุปไดวา(๑) ปจจุบันมีความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินรวมทั้งสิ้น ๒๘ มูลฐาน ซึ่งกําหนดไวตามพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๓ จํานวน ๒๑ มูลฐาน นอกจากนี้ กําหนดไวตามบทบัญญัติแหงกฎหมายอื่นอีก จํานวน ๗ มูลฐานซึ่งเฉพาะในสวนที่เกี่ยวของกับความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองมี จํานวน ๒ มูลฐานดังนี้ ๑. ความผิดเกี่ยวกับการกระทําการเพื่อจูงใจใหผูมีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนใหแกตนเองหรือผูสมัครอื่นใหงดเวนการลงคะแนนใหแกผูสมัคร หรือการชักชวนใหไปลงคะแนนไมเลือกผูใดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑หนา ๒๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
มาตรา ๗๓ และ ๒. ความผิดเกี่ยวกับการกระทําการเพื่อจูงใจใหผูอื่นสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาหรือถอนการสมัคร หรือกระทําการใด ๆ อันไมชอบดวยกฎหมาย ใหผูนั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือไดรับเลือกหรือเพื่อจูงใจใหผูสมัครหรือผูมีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไมลงคะแนนใหแกผูใดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗(๒) ตั้งแตมีการกําหนดใหกรณีการกระทําความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเปนความผิดมูลฐานถึงปจจุบัน สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการเรื่องดังกลาว จํานวน ๗ เรื่อง เปนความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวน ๑ เรื่อง และความผิดเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๖ เรื่อง๖. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทําความเห็นสรุปไดวา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามิไดเปนหนวยงานที่ทําหนาที่ตรวจพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งและรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไมมีขอมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวกับหลักการและเหตุผลของรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับดังกลาวอยูในความครอบครอง๗. นายนพดล เภรีฤกษ กรรมการคดีพิเศษ จัดทําความเห็นสรุปไดวา การไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ กําหนดใหเปนหนาที่และอํานาจของ กกต. โดยวรรคหนึ่ง (๒) และ (๓)ใหอํานาจ กกต. สืบสวน ไตสวน และวินิจฉัย การไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งเปนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ(Organic Law) ยอมมีศักดิ์สูงกวาพระราชบัญญัติ การใชอํานาจตามพระราชบัญญัติตองไมขัดหรือแยงตอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ บัญญัติเรื่องใดไวเปนการเฉพาะใหเปนอํานาจขององคกรใดโดยไมมีบทบัญญัติใดใหนําพระราชบัญญัติทั่วไปมาใชบังคับตองดําเนินการใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาว กรณีที่มีผูรองเรียนตอกรมสอบสวนคดีพิเศษ หากกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบพบความผิดปกติ เมื่อแจงให กกต. ทราบ กกต. มีหนาที่ตองสืบสวนหรือไตสวนโดยพลันไมจําตองรอใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเปนคดีพิเศษ เนื่องจากไมสอดคลองกับเจตนารมณของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ แมกรมสอบสวนหนา ๒๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
คดีพิเศษประสงคจะรับเปนคดีพิเศษก็ไมอาจทําไดเชนกัน อีกทั้งการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเปนการดําเนินการเพื่อใหไดมาซึ่งผูใชอํานาจนิติบัญญัติอันเปนองคกรทางการเมือง ตั้งแตรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ เปนตนมา ออกแบบใหดําเนินการโดยองคกรอิสระและเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยเฉพาะ เพื่อปองกันมิใหฝายบริหารใชอํานาจแทรกแซงกระบวนการไดมาและการเลือกตั้งตาง ๆ การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษอันเปนหนวยงานภายในฝายบริหาร จัดตั้งขึ้นและมีหนาที่และอํานาจตามพระราชบัญญัติซึ่งมีศักดิ์ต่ํากวาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องรองเรียนเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารายใดวาไมเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไวพิจารณาโดยอางวามีลักษณะเปนความผิดอาญาที่เปนคดีพิเศษ จะถูกโตแยงวาเปนการเกินขอบอํานาจอันเปนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบดวยเจตนารมณและบทบัญญัติแหงกฎหมายทั้งยังเปนการใชอํานาจฝายบริหารแทรกแซงกิจการในทางการเมืองของฝายนิติบัญญัติและองคกรอิสระอันเปนมิติทางการเมืองได จึงเห็นวากรมสอบสวนคดีพิเศษไมอาจรับคดีนี้ไวเปนคดีพิเศษได๘. พลตํารวจเอก มนู เมฆหมอก กรรมการคดีพิเศษ จัดทําความเห็นสรุปไดวา รัฐธรรมนูญกําหนดให กกต. เปนองคกรที่มีอํานาจควบคุมดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอีกทั้งรัฐธรรมนูญกําหนดใหมีหนาที่และอํานาจสืบสวนหรือไตสวนไดตามที่จําเปนหรือที่เห็นสมควรดวยโดยมีเจตนารมณตองการให กกต. เปนองคกรที่มีอํานาจเด็ดขาดในการดําเนินการสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไมวาเหตุกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองจะมีความผิดฐานใดรวมดวยหรือไม เพื่อใหการดําเนินคดีในเรื่องดังกลาวเปนเอกภาพหากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะสืบสวนสอบสวนความผิดในสวนใดที่ตองมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาขอเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ควรไดรับการอนุญาตหรือยินยอมใหดําเนินการจาก กกต. เสียกอน เพื่อไมใหคดีของ กกต. เสียหาย เห็นวากกต. ควรเปนหนวยงานที่มีอํานาจดําเนินการในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเวนแต กกต. จะยินยอมหรืออนุญาตใหพนักงานสอบสวนคดีพิเศษทําการสอบสวนกรณีคดีความผิดมูลฐานที่เปนคดีอาญาอื่นที่มีมูลเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป นั้น กคพ. ไมไดมีหลักเกณฑในการวินิจฉัยชี้ขาดไววาตองพิจารณาอยางไร มีเพียงรายละเอียดตามที่ไดประกาศไววาคดีนั้นตองมีมูลเชื่อวามีทรัพยสินหนา ๒๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป เรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ตามที่ไดมีการเสนอให กคพ. วินิจฉัยนั้น มีพยานบุคคลที่ยืนยันขอเท็จจริงซึ่งสามารถคํานวณจํานวนเงินที่ใชในการกระทําความผิดยอนกลับไปไดวามีมูลคาจํานวนเงินที่ใชในการกระทําความผิดจํานวนสูงเกินกวาสามรอยลานบาท๙. นายชาติพงษ จีระพันธุ กรรมการคดีพิเศษ จัดทําความเห็นสรุปไดวา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจสืบสวนและสอบสวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ ประกอบมาตรา ๒๓ เนื่องจากมีพยานหลักฐานเพียงพอรับฟงขอเท็จจริงไดวามีการกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ ฐานเปนอั้งยี่มาตรา ๑๑๖ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ โดยเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดังนั้น การกระทําของผูที่เกี่ยวของเขาลักษณะความผิดฐานฟอกเงินตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งความผิดมูลฐานตามบัญชีทายลําดับที่ ๗ ของประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ คําวา “มูลนาเชื่อวา” นั้น เนื่องจากในกฎหมายวาดวยการสอบสวนคดีพิเศษมิไดกําหนดคํานิยามไวโดยตรง จึงเทียบเคียงจากบทกฎหมายที่ใกลเคียงอยางยิ่งซึ่งพบในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖ ใชคําวา “เมื่อมีหลักฐานตามสมควร”ศาลยุติธรรมออกขอบังคับของประธานศาลฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการเกี่ยวกับการออกคําสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ ๑๗ (๑) ถึง (๔) และขอ ๑๘ คําวา “มีหลักฐานตามสมควร”นํามาเทียบเคียงไดกับคําวา “ที่มีมูลนาเชื่อวา” ตามบัญชีทายประกาศ กคพ. ฉบับดังกลาวซึ่งขอบังคับของประธานศาลฎีกาดังกลาว ขอ ๑๘ บัญญัติใหการรับฟงพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาออกหมายจับไมตองถือเครงครัดถึงขนาดตองรับฟงพยานหลักฐานที่ใชพิสูจนความผิดของจําเลยหมายความวาในชั้นนี้ ยังไมตองนําหลักเรื่องการพิสูจนจนสิ้นสงสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๗ มาใชบังคับ หนา ๒๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
เรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ปรากฏตามการอภิปรายของเลขานุการคณะพนักงานสืบสวนที่นําเสนอพฤติการณและจํานวนเงินที่ใชในการกระทําความผิดในแตละชวงของการเลือกในระดับอําเภอระดับจังหวัด และระดับประเทศ นอกจากนี้ อธิบายถึงการโอนเงินคาตอบแทนแตละเดือนของผูชวยสมาชิกวุฒิสภาคืนกลับมา โดยมีการแสดงการคํานวณทางคณิตศาสตรแสดงจํานวนเงินการจายคาตอบแทนในแตละขั้นตอนของการเลือก อันเปนทรัพยสินที่ใชในการกระทําความผิดตามความผิดมูลฐานของกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งแสดงมูลคารวมที่เกินกวาสามรอยลานบาท อีกทั้งจากการนําเสนอขอเท็จจริงในทางสืบสวนดังกลาวยังแสดงถึงความซับซอนของเรื่องนี้ จึงจําเปนตองใชวิธีการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเปนพิเศษ อันเปนองคประกอบของคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) (ก)ดังนั้น พฤติการณแหงการกระทําความผิดในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ครบองคประกอบเขาลักษณะคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)๑๐. ศาสตราจารยทัชมัย ฤกษะสุต กรรมการคดีพิเศษ จัดทําความเห็นสรุปไดวา กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กกต. มีหนาที่และอํานาจหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ รวมถึงอํานาจสืบสวนหรือไตสวนตามที่จําเปนหรือสมควรเพื่อการจัดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมและการดูแลการดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองใหเปนไปตามกฎหมายโดยมีการขยายความไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖ สวนมาตรา ๔๙ ที่ถูกอางถึงเพื่ออธิบายวา กกต. มีอํานาจในการสืบสวนหรือไตสวนกรณีสมาชิกวุฒิสภานั้น ไมสามารถรวบรัดไดวาเปนอํานาจของ กกต. แตเพียงผูเดียวกลาวอีกนัยหนึ่ง หากปรากฏการกระทําความผิดเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแลว เฉพาะแตการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑เทานั้นที่จะอยูในหนาที่และอํานาจของ กกต. ในการดําเนินการตามกฎหมาย ในขณะที่ความผิดที่เกี่ยวเนื่องที่ไมใชความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาว อยูในหนาที่และอํานาจของหนวยงานหรือองคกรอื่นของรัฐในฐานะผูบังคับใชกฎหมาย การบังคับใชกฎหมายของแตละหนวยงานหรือองคกรนั้น สามารถดําเนินการคูขนานหรือประสานกันได ไมไดหมายความวาหากมีหนวยงานหรือองคกรใดใชหนาที่และอํานาจของตนเองแลวจะเปนการตัดหนาที่และอํานาจขององคกรอื่นอยางเด็ดขาดหนา ๒๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
แมกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเปนคดีพิเศษก็ไมตัดอํานาจ กกต. สืบสวน สอบสวน อีกทั้งกฎหมายไมไดกําหนดวาตองมีเพียงองคกรเดียวในการสืบสวนสอบสวน หากพิจารณาจากที่ผานมามีหลายกรณีที่มีการดําเนินการแบบรวมมือกันระหวางหนวยงานภาครัฐ ดังนั้น การรับเปนคดีพิเศษไมไดเปนการกระทําการที่ขัดตอหลักที่วาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีศักดิ์เหนือกวาพระราชบัญญัติทั่วไปเนื่องจาก กกต. ยังมีอํานาจสืบสวนสอบสวนอยูเชนเดิม๑๑. พันตํารวจโท อนุรักษ โรจนนิรันดรกิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเปนกรรมการในคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ จัดทําความเห็นสรุปไดวา คณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ มีหนาที่และอํานาจตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวนการไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๑๖ โดยดําเนินการไตสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏแลว หากการไตสวนมีพยานหลักฐานสนับสนุนฟงไดวาผูถูกรองกระทําการอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือมีพฤติการณที่เชื่อไดวาผูถูกรองเปนผูกอใหผูอื่นกระทํา สนับสนุน หรือรูเห็นเปนใจใหผูอื่นกระทําหรือไดรับประโยชนจากการกระทํานั้น คณะกรรมการสืบสวนและไตสวนดังกลาวมีมติรวมกันแจงขอกลาวหาแกผูถูกรองแตละคนตามขอกลาวหาในความผิดที่เกี่ยวของเฉพาะในสวนของการกระทําที่เปนความผิดเกี่ยวกับการเลือกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ตอมาเมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ รวมประชุมพิจารณาแลวเห็นวาการไตสวนแลวเสร็จมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาไดแลว จึงมีมติเสนอสํานวนการไตสวน พรอมทั้งความเห็นตอ กกต.ผานเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งผูถูกรองที่ ๒ ยื่นคํารองเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ และเอกสารประกอบอางวาในขณะที่คดีนี้อยูระหวางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ความเปนรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธารชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๗/๒๕๖๘ เปนผลใหรัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหนง ตอมามีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้ง นายอนุทินชาญวีรกูล เปนนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๘ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้งรัฐมนตรีชุดใหมตามประกาศลงวันที่ ๑๙ กันยายนหนา ๒๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
พุทธศักราช ๒๕๖๘ โดยไมปรากฏรายชื่อผูถูกรองทั้งสองไดรับแตงตั้งเปนรัฐมนตรี ขอใหศาลพิจารณาสั่งจําหนายคดีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแลวเห็นวา ขณะคดีอยูระหวางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญความเปนรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๗/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ เปนผลใหรัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหนงตอมามีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปนนายกรัฐมนตรีตามประกาศลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๘ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้งรัฐมนตรีชุดใหมตามประกาศลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘ โดยผูถูกรองทั้งสองมิไดรับการแตงตั้งเปนรัฐมนตรีอีก ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองจึงสิ้นสุดลงแลว แตเหตุดังกลาวเปนคนละเหตุกับเหตุตามคํารองนี้ ซึ่งเปนการขอใหศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบขอเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะตองหามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) หากนําเหตุรัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหนงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๑๖๘วรรคหนึ่ง (๑) มาใชเพื่อพิจารณาจําหนายคดี ยอมมีผลทําใหผูถูกรองไมตองถูกตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ในขณะที่การขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามดังกลาว ทําใหผูถูกรองไมอาจดํารงตําแหนงรัฐมนตรีภายใตบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปตลอดชีวิต ซึ่งสอดคลองกับเจตนารมณของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกปองกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เขมงวด เด็ดขาด เพื่อมิใหผูบริหารที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาลเขามามีอํานาจในการปกครองบานเมืองหรือใชอํานาจตามอําเภอใจจึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูที่จะดํารงตําแหนงรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับกอนในลักษณะที่มีความเขมงวดมากกวา หรือหากศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยวาความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองไมสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)ก็เปนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของรัฐมนตรีเพื่อใหเกิดความกระจางและสรางความโปรงใสแกสังคม อันเปนไปตามเจตนารมณของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกปองกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เขมงวด นอกจากนี้ กรณีคํารองในคดีนี้ ยังมีประเด็นปญหาการทับซอนระหวางหนาที่และอํานาจตามกฎหมายของ กกต. ในฐานะองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความสุจริตหนา ๓๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
และเที่ยงธรรมของการเลือกสมาชิกวุฒิสภากับหนาที่และอํานาจในการดําเนินคดีอาญาในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเปนหนวยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ปญหาการพิจารณาขอบเขตการใชอํานาจของแตละองคกร ซึ่งผูรองเห็นวาเปนการใชอํานาจของผูถูกรองทั้งสองในฐานะฝายบริหารเขาแทรกแซงการใชอํานาจขององคกรอิสระ รวมไปถึงขอกลาวหาวาเปนการใชอํานาจอันมิชอบในทางการเมืองของรัฐบาลซึ่งเปนฝายบริหารที่กระทําตอสมาชิกวุฒิสภาในฐานะองคกรฝายนิติบัญญัติ ปญหาการทับซอนของอํานาจตามกฎหมาย และปญหาขอบเขตอันชอบดวยรัฐธรรมนูญและกฎหมายซึ่งเปนปญหาละเอียดออนอันสงผลกระทบตอความมั่นคงในการบังคับใชกฎหมายที่เที่ยงธรรม ดังนั้น ดวยเหตุดังกลาวจึงพิจารณาคดีตอไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑เพื่อประโยชนแหงการพิจารณา อาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๗ วรรคสาม ใหไตสวนพยานบุคคลจํานวน ๑๐ ปาก โดยใหพยานบุคคล จํานวน ๔ ปาก ไดแก นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตรนายอลงกต วรกี นายโชคชัย กิตติธเนศวร และ นายจิระศักดิ์ ชูความดี จัดทําบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญ และใหพยานบุคคล จํานวน ๖ ปาก ไดแกพลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร นายภูมิธรรม เวชยชัย พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง พันตํารวจตรียุทธนา แพรดํา รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย และ นายแสวง บุญมี จัดทําบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญพรอมมาใหถอยคําเพิ่มเติมตอศาลรัฐธรรมนูญ สรุปไดดังนี้๑. นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร นายอลงกต วรกี นายโชคชัย กิตติธเนศวร และ นายจิระศักดิ์ชูความดี สมาชิกวุฒิสภา ชี้แจงในทํานองเดียวกันวา การที่ศาลรัฐธรรมนูญนําพฤติการณดังกลาวเปนขอเท็จจริงประกอบการมีคําสั่งใหผูถูกรองที่ ๒ หยุดปฏิบัติหนาที่ตั้งแตวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย โดยใชประเด็นเรื่องการปดหมายประกอบการพิจารณา แสดงใหเห็นโดยสิ้นขอสงสัยวา ผูถูกรองที่ ๒ เปนผูขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามคํารองจริง๒. พลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา ชี้แจงและใหถอยคําวา ผูถูกรองทั้งสองใชตําแหนงหนาที่ของตนสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสืบสวนกรณีการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาทั้งที่รูอยูวาคดีดังกลาวอยูในเขตอํานาจของ กกต. โดยเฉพาะ เปนการจงใจแทรกแซงหนาที่และอํานาจหนา ๓๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ขององคกรอิสระและรวมกันเสนอชื่อคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ โดยอาศัยโอกาสที่ตนเปนเจาพนักงานตามกฎหมายของรัฐ ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อให กกต.มีมติแตงตั้งโดยมีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. เมื่อพิจารณาพฤติการณของผูถูกรองทั้งสองแลว แสดงออกถึงเจตนาไมสุจริตอยางตอเนื่อง ใชตําแหนงรัฐมนตรีเปนเครื่องมือแสวงหาประโยชนทางการเมืองและกดดันกลุมสมาชิกวุฒิสภาที่มีอุดมการณขัดแยงกับรัฐบาล มิใชการปฏิบัติหนาที่เพื่อประโยชนสาธารณะตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว ดังนั้น การกระทําของผูถูกรองทั้งสองเขาลักษณะเปนการใชหนาที่และอํานาจโดยมิชอบ ขาดคุณสมบัติดานความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษและเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)สงผลใหความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐วรรคหนึ่ง (๔)๓. ผูถูกรองที่ ๑ ชี้แจงและใหถอยคําวา ตามเอกสารที่เสนอใหผูถูกรองที่ ๑ ลงชื่อเพื่อกําหนดวันและเวลาประชุม กคพ. นั้น ผูถูกรองที่ ๑ ไมไดดูรายละเอียดเอกสารแนบทายซึ่งมีระเบียบวาระการประชุม กคพ. เพียงแตลงชื่อไวในแผนแรกและอนุมัติรับนัดวัน และเวลาประชุมเทานั้นเปนวิธีปฏิบัติโดยปกติในทุกระเบียบวาระการประชุม อีกทั้งผูถูกรองที่ ๑ ไมไดนัดหมายพูดคุยกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนกรณีพิเศษกอนประชุม กคพ.กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสอบสวนคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป พ.ศ. ๒๕๖๗ นั้นผูถูกรองที่ ๑ มีสวนเกี่ยวของในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ ทําหนาที่เปนประธานการประชุม กคพ.ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘แตไมมีสวนเกี่ยวของในการพิจารณากําหนดเรื่องเขาสูระเบียบวาระการประชุม กคพ. โดยการกําหนดระเบียบวาระการประชุม กคพ. เปนหนาที่และอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูพิจารณาและอนุมัติ ผูถูกรองที่ ๑ ไมเคยทราบถึงรางระเบียบวาระการประชุม กคพ. กอนที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะอนุมัติระเบียบวาระการประชุม เนื่องจากไมใชหนาที่และอํานาจของผูถูกรองที่ ๑ในการพิจารณาวาเรื่องใดที่สมควรจะบรรจุเขาระเบียบวาระการประชุมหรือไม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษไมเคยหารือเกี่ยวกับระเบียบวาระการประชุมในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘หนา ๓๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ นั้น สืบเนื่องจากที่ประชุมมีกรรมการคดีพิเศษขอใหชี้แจงเหตุผลวา มีความจําเปนเรงดวนอยางไร จึงไมไดเสนอเรื่องผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองซึ่งแมจะไดมีการชี้แจงประเด็นดังกลาวจนเปนที่เขาใจไดวาเหตุที่มิไดนําเรื่องเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพราะเปนความจําเปนเรงดวนซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจนําเสนอเรื่องให กคพ. พิจารณาไดโดยไมตองนําเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง และที่ผานมาก็เคยปฏิบัติเชนนี้มากอน แตผูถูกรองที่ ๑เห็นวาการพิจารณาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ นั้น มีกรรมการอภิปรายแสดงความคิดเห็นกันอยางกวางขวาง จึงเสนอตอที่ประชุมวา เพื่อใหเกิดความรอบคอบในการพิจารณาของ กคพ. เห็นควรใหฝายเลขานุการ กคพ. นําเรื่องนี้เสนอตอคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง และนํากลับมาเสนอตอ กคพ.๔. ผูถูกรองที่ ๒ ชี้แจงและใหถอยคําวา ผูถูกรองที่ ๒ ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการรองเรียนกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ ตั้งแตการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ในฐานะที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมดํารงตําแหนงเปนรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ขอเท็จจริงภายหลังที่มีมติเลือกบุคคลใดเปนสมาชิกวุฒิสภา แลวจะมีการกระทําใดที่เกี่ยวของในเรื่องดังกลาว ผูถูกรองที่ ๒ จะทราบเรื่องไดตอเมื่อมีระเบียบวาระการประชุม กคพ.และในฐานะกรรมการของ กคพ. ไมมีหนาที่และอํานาจเขาไปลวงล้ําสั่งการ แทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษใหตองกําหนดระเบียบวาระการประชุม หรือเขาไปยุงเกี่ยวกับกระบวนการเสนอเรื่องและการกําหนดระเบียบวาระการประชุมของ กคพ. การประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เนื่องจากเปนการประชุมตอเนื่องกับการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ซึ่งที่ประชุมมีมติกําหนดวาระการประชุมรวมกันตามที่มีการหารือกันในที่ประชุมมิไดเกิดจากการกระทําของผูถูกรองที่ ๒ สวนการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ มีรายงานวามีหลักฐานทางการเงินเบื้องตน มีการดําเนินการเปนขบวนการ มีประจักษพยานอยูในเหตุการณใหการวาตองใชเงินประมาณสี่รอยลานบาทถึงหารอยลานบาท มีหลักฐานการโอนเงินเสมือนบัญชีมาและมีกลุมพลีชีพจริงการกํากับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น ไมสามารถกํากับดูแลในรายละเอียดการสืบสวนสอบสวนไดเนื่องจากถือหลักเรื่องความเปนอิสระ ไมมีการแทรกแซงสวนกรณี นายสมบูรณ มวงกล่ํา กลาววา “ไดรับมอบหมายจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมมารับเรื่องจากกลุมตัวแทนผูสมัคร สว.” นั้น การรับหนังสือรองเรียน หรือการขอความเปนธรรมของประชาชน ผูถูกรองที่ ๒ มอบใหเปนหนาที่ของ นายสมบูรณ มวงกล่ํา ในฐานะที่ปรึกษาหนา ๓๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม เพื่อกลั่นกรองและแบงเบาภาระ การมอบหมายดังกลาวมิไดมอบหมายใหเปนตัวแทนไปรับเรื่องจากกลุมตัวแทนผูสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาเปนการเฉพาะ แตเปนการปฏิบัติหนาที่เปนการทั่วไป อยางไรก็ดี นายสมบูรณ มวงกล่ํา ทําหนาที่ในการรับเรื่องรองเรียนรองทุกข ขอความเปนธรรมของประชาชนทุกคนตามที่ไดรับมอบหมายมาตั้งแตเริ่มเขารับตําแหนงที่ปรึกษาฯ ตั้งแตป ๒๕๖๖ ดวยเหตุนี้ การรับหนังสือรองขอความเปนธรรมของผูสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา ดังที่ปรากฏภาพขาวตามเอกสารแนบทายคํารองเพิ่มเติมของผูรอง ฉบับลงวันที่ ๑๔พฤษภาคม ๒๕๖๘ นั้น เปนการดําเนินงานอันเปนเรื่องปกติประจําของ นายสมบูรณ มวงกล่ํามิใชเปนเรื่องผิดวิสัยหรือเปนขอบงชี้พิรุธในการแทรกแซงการดําเนินงานของหนวยงานผูถูกรองที่ ๒ ไมทราบมากอนวา มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖รวมทั้งในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ไมไดมีการกลาวถึงเรื่องนี้ผูถูกรองที่ ๒ ไมไดเขาไปเกี่ยวของ ครอบงํา สั่งการ แทรกแซง หนวยงานหรือบุคคลใด ๆ ที่ทําหนาที่ในคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ทั้งสิ้น๕. พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงและใหถอยคําวาเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะอนุมัติใหมีการสืบสวนแสวงหาพยานหลักฐานเบื้องตนเพื่อเสนอ กคพ. พิจารณาวาจะรับเปนคดีพิเศษตามที่กองอํานวยความยุติธรรมเสนอมาหรือไมซึ่งตนไมเคยรายงานเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ใหผูถูกรองทั้งสองทราบ เพียงแตฝายเลขานุการของคณะพนักงานสืบสวนรายงานสรุปผลการดําเนินการสืบสวนตอผูถูกรองทั้งสองในฐานะประธานกรรมการและรองประธานกรรมการในที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ แลว มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งแจงการรับเปนคดีพิเศษและสงพยานหลักฐานที่สําคัญ พรอมรายละเอียดทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดอันเปนการกระทําความผิดฐานฟอกเงิน เพื่อใหพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ และมาตรา ๔๙สวนการเสนอรางระเบียบวาระการประชุม กคพ. ถึงประธานกรรมการคดีพิเศษ กองบริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษรวบรวมเรื่องและเสนอขออนุมัติรางระเบียบวาระการประชุมตออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่ออธิบดีเห็นชอบจึงลงนามเสนอขออนุมัติเพื่อใหประธานกรรมการคดีพิเศษหนา ๓๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
พิจารณากําหนดนัดวัน เวลา และสถานที่ประชุม สวนการประสานงานเพื่อนัดประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษกับผูถูกรองที่ ๑ นั้น เปนการประสานกําหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมและเปนเรื่องของระดับผูปฏิบัติงานพยานไมเคยประสานงานกับผูถูกรองที่ ๑ โดยตรง สวนประเด็นการนําคดีความผิดเรื่องใดเสนอตอ กคพ.พิจารณามีมติเพื่อใหรับเปนคดีพิเศษโดยไมผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง นั้น กรณีที่ผูรองขอเปนกรรมการคดีพิเศษ หรือกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นวามีเหตุจําเปนเรงดวนที่จะตองเสนอกคพ. พิจารณา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะกรรมการและเลขานุการ กคพ. อาจนําเรื่องเขาสูการพิจารณาของ กคพ. โดยไมตองเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองก็ได ซึ่งเปนวิธีปฏิบัติปกติมาตั้งแตเริ่มใชบังคับพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีมากกวา ๘๐ เรื่อง ทั้งนี้การเสนอเรื่องเขาสูระเบียบวาระการประชุม กคพ. นั้น กรรมการคดีพิเศษสามารถเสนอเรื่องโดยไมตองผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโดยอาศัยฐานะการเปนกรรมการคดีพิเศษซึ่งไมตองมีการพิจารณาวินิจฉัยในเหตุจําเปนเรงดวน เปนแนวทางปฏิบัติปกติที่ผานมาของกรมสอบสวนคดีพิเศษพยานในฐานะที่เปนกรรมการคดีพิเศษและในฐานะที่ดํารงตําแหนงเปนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นวา พฤติการณแหงคดีเปนเรื่องที่รายแรง หากปลอยใหเนิ่นนานลาชาแลวจะทําใหกระบวนการยุติธรรมสั่นคลอน สรางความเสียหายใหกับประเทศ ประกอบกับกรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องดังกลาวไวสืบสวนในเบื้องตนและมีพยานหลักฐานในเบื้องตนที่สําคัญเพียงพอแลว อีกทั้งยังไดมีหนังสือแจงไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อใหความปรากฏตอ กกต. พิจารณาวาจะรับเรื่องไปดําเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๔๙ แลวประเด็นการแตงตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เปนการดําเนินการในสวนของ กกต. ซึ่ง กกต. ไดประสานขอรายชื่อเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จํานวน ๓ คนที่มีความรูความสามารถในการสืบสวนสอบสวนเขาไปรวมดําเนินการสืบสวนไตสวนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่ไดรับเรื่องดังกลาวไวสืบสวนสอบสวนเปนคดีพิเศษนั้นอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ระเบียบ ขอบังคับ ประกาศและคําสั่งที่เกี่ยวของ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษรายงานผลการสืบสวนสอบสวนและหารือไปยังสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาโดยตลอด สวนหนวยงานอื่นของรัฐจะมีอํานาจในการสืบสวนสอบสวนความผิดหนา ๓๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือคดีเกี่ยวเนื่องตามกฎหมายอื่นหรือไมยอมเปนไปตามหนาที่และอํานาจของหนวยงานนั้นตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งจากการตอบขอหารือดังกลาวยอมไมเปนการตัดอํานาจการสืบสวนหรือสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ๖. รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย ประธานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองดานอาชญากรรมระหวางประเทศและอาชญากรรมพิเศษ (คณะที่ ๔) ชี้แจงและใหถอยคําวา การอภิปรายในที่ประชุม กคพ.ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ วา “จากคําใหการพยานไดกลาวอางวามีการใชเงินในการกระทําความผิดตามกฎหมายปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ประมาณสี่รอยลานบาทถึงหารอยลานบาทซึ่งมีมูลนาเชื่อวามีทรัพยสินเกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป แตพยานหลักฐานในสํานวนยังปรากฏไมชัดเจน คณะอนุกรรมการกลั่นกรองจึงมีความเห็นเสนอเรื่องนี้ตอคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาชี้ขาด” นั้น ถอยคําวา “พยานหลักฐานในสํานวนยังปรากฏไมชัดเจน” หมายถึงมูลคาของเงินหรือทรัพยสินที่มีการกระทําความผิดฐานฟอกเงินมีจํานวนไมชัดเจนวามูลคาของเงินหรือทรัพยสินเกี่ยวกับการกระทําความผิดมีจํานวนตั้งแตสามรอยลานบาทหรือไมอยางไร เนื่องจากมีเพียงคําชี้แจงของผูสืบสวนที่ประเมินเบื้องตนเทานั้นโดยคาดวาการกระทําความผิดอาญาที่พบมีมูลคาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดนาจะถึงสามรอยลานบาทขึ้นไป คณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาถึงแนวทางการปฏิบัติที่ผานมาถึงการพิจารณา “มูลคาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในคดีฟอกเงิน” จะตองมีพยานหลักฐานเพียงพอในการพิจารณาที่เชื่อไดวามีมูลคาหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทําความผิด เชน เสนทางการเงินที่มีการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพคํานวณเปนมูลคาเทาใดที่จะเพียงพอใหเห็นวามีมูลคาเปนจํานวนประมาณเทาใด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานในการประชุมแลว คณะอนุกรรมการกลั่นกรองมีมติเห็นวามูลคาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดไมถึงสามรอยลานบาท จึงเขาขายเปนคดีความผิดอาญาอื่นตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) และมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)ซึ่งเปนอํานาจของ กคพ. เปนผูพิจารณามีมติรับหรือไมรับเปนคดีพิเศษ หากที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาเห็นวา พยานหลักฐานเสนทางการเงินที่นํามาแสดงเห็นชัดเจนวามีมูลนาเชื่อวามีทรัพยสินเกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป กรณีคดีดังกลาวยอมเปลี่ยนสถานะเปนคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กําหนดไวในบัญชีทายพระราชบัญญัติหนา ๓๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือคดีตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งจะเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูพิจารณารับหรือไมรับเปนคดีพิเศษ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองจะตองสงเรื่องไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณารับหรือไมรับเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) กรณีนี้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเห็นวาทรัพยสินเกี่ยวกับการกระทําความผิดมูลคาไมถึงสามรอยลานบาท โดยผูทําหนาที่ในการสืบสวนชี้แจงวามีการรับโอนเปลี่ยนแปลงสภาพเงินจํานวนเทาใดมีพยานบุคคลอางวามีสามรอยถึงสี่รอยลานบาท มีการชี้แจงเปนหลักฐานเสนทางการเงินการจูงใจใหไปเลือกสมาชิกวุฒิสภาผานการตรวจสอบบัญชี แตจํานวนไมถึงสามรอยลานบาท ที่ประชุมจึงมีมติเห็นวามีความผิด แตเปนคดีฟอกเงินที่มีมูลคาไมถึงสามรอยลานบาท ดังนั้น จึงเปนคดีอาญาอื่นตามมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๒)๗. นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้แจงและใหถอยคําวา สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไดรับแจงหรือรับทราบขอมูล เบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ ยธ ๐๘๒๔/๔๗๕๔ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ หนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษลับ ดวนที่สุด ที่ ยธ ๐๘๒๔/๐๐๕๐ ลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ และหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษลับ ดวนที่สุด ที่ ยธ ๐๘๒๔/๑๔๗ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาหนังสือและเอกสารหลักฐานของกรมสอบสวนคดีพิเศษขางตนแลว เห็นวา มีรายละเอียดเกี่ยวกับขอเท็จจริง พฤติการณ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดําเนินการไตสวนตอไป โดยไมตองมีการตรวจมูลกรณีกอนจึงกราบเรียนประธานกรรมการการเลือกตั้งโปรดนําเรื่องบรรจุเขาระเบียบวาระการประชุม กกต.เพื่อพิจารณากรณีไดรับแจงหรือรับทราบขอมูล เบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกลาว โดย กกต.ไดมีมติในการประชุม ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ สั่งใหดําเนินการไตสวนกรณีดังกลาววามีการกระทําใดอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือจะมีผลใหการเลือกสมาชิกวุฒิสภามิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือเปนไปโดยมิชอบดวยกฎหมายหรือไมในประเด็นคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแจงใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมดําเนินการเพื่อเปนการขอรับการสนับสนุนเจาหนาที่จากหนวยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเพื่อสนับสนุนในการปฏิบัติงาน สวนประเด็นการเสนอชื่อคณะกรรมการหนา ๓๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
สืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ นั้น สํานักสืบสวนสอบสวน ๑ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนสวนงานที่เสนอชื่อคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เนื่องจากเปนกรณีเรงดวนสวนงานดังกลาวจึงไดประสานขอรับการสนับสนุนบุคลากรจากกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยมิไดมีหนังสือไปยังหนวยงานอยางเปนทางการ ในสวนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ พนักงานสอบสวนในคณะนี้ ตองเปนพนักงานสอบสวนตามกฎหมายของ กกต. กอน เมื่อมีคําสั่งแตงตั้งแลว จึงจะเสนอความเห็นตามระเบียบของ กกต. ไดเชนเดียวกับพนักงานสืบสวนของ กกต. สวนการปดหมายที่จังหวัดอํานาจเจริญ นั้นเปนการดําเนินการหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ โดยคณะกรรมการดังกลาวเปนผูแจงใหจังหวัดดําเนินการผูรองยื่นคําคัดคานบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นของพยานบุคคล สรุปไดดังนี้๑. บันทึกถอยคําของผูถูกรองที่ ๑ ไมนาเชื่อถือเกี่ยวกับการใชอํานาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยมิชอบ การแทรกแซงหนาที่ของ กกต. และหลักการแบงแยกอํานาจ ความไมชอบดวยกฎหมายของกระบวนการรับเปนคดีพิเศษ ความไมนาเชื่อถือของพยานหลักฐานและการบิดเบือนขอเท็จจริงเจตนาที่ไมเปนกลางและการขาดความซื่อสัตยสุจริต๒. บันทึกถอยคําของผูถูกรองที่ ๒ ไมนาเชื่อถือเกี่ยวกับความเปนกลางและความนาเชื่อถือของพยาน ขอสั่งการของผูถูกรองที่ ๒ ในฐานะรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม การสงตอเรื่องรองเรียนเขาสูกรมสอบสวนคดีพิเศษแทน กกต. ความขัดแยงเรื่องอํานาจตามกฎหมายของ กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ความไมชอบดวยกฎหมายของการเสนอเรื่องเขาสู กกต. การใชอํานาจตรวจขอมูลการติดตอสื่อสารและขอมูลทางดิจิทัลโดยไมชอบ การกลาวอางเรื่องมูลคาทรัพยสินสามรอยลานบาทถึงหารอยลานบาท ความพิรุธของพยานหลักฐาน (โพยฮั้ว สว.) การขัดตอบทบัญญัติแหงกฎหมายและหลักลําดับศักดิ์ของกฎหมาย การยกประวัติดานสิทธิมนุษยชนมาเปนเครื่องมือเบี่ยงเบนประเด็น๓. บันทึกถอยคําของ รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย พยาน ไมนาเชื่อถือในประเด็นความเปนกลางและความนาเชื่อถือของพยาน อํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษในการรับเรื่องคดีการเลือกตั้งความชอบดวยกระบวนการในการรับเปนคดีพิเศษ พยานหลักฐานและขอมูลประกอบการพิจารณาและความเห็นทางกฎหมายและคําวินิจฉัยที่เกี่ยวของ แสดงใหเห็นวาพยานพยายามบิดเบือนขอเท็จจริงและขอกฎหมายเพื่อสรางความชอบธรรมแกผูถูกรองทั้งสองเพื่อใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือในการขมขูหนา ๓๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
หรือกลั่นแกลงกลุมสมาชิกวุฒิสภาที่มีอุดมการณขัดแยงกับรัฐบาลในขณะนั้นและเพื่อผลประโยชนทางการเมืองเปนสําคัญ๔. บันทึกถอยคําของ นายแสวง บุญมี พยาน กรณีมีการกลาวอางวา สํานักสืบสวนสอบสวน ๑สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปนผูเสนอรายชื่อคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ นั้นไมถูกตองและมีพิรุธ แสดงใหเห็นวามีการวางแผนและตระเตรียมการแตงตั้งพนักงานสอบสวนเจาของสํานวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เขามามีบทบาทในคณะกรรมการดังกลาว เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. มาตั้งแตแรก๕. บันทึกถอยคําของ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา พยาน มีขอพิรุธเกี่ยวกับความเปนกลางและความนาเชื่อถือของพยาน การเสนอเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ตอที่ประชุม กคพ. โดยไมชอบดวยกฎหมาย กอนการเสนอวาระพิจารณาในการประชุมของ กคพ. กกต. ไมเคยมอบหมายใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ รวมถึงการเสนอวาระพิจารณาในที่ประชุม กคพ. ยังปราศจากพยานหลักฐานวามีการกระทําความผิดที่มีมูลคาทรัพยสินตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป เปนการดําเนินการที่ไมชอบดวยกฎหมายผูถูกรองที่ ๒ ยื่นคําคัดคานบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นของพยานบุคคลสรุปไดวา พยานฝายผูรองโดยเฉพาะอยางยิ่ง นายจิระศักดิ์ ชูความดี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตรนายอลงกต วรกี และ นายโชคชัย กิตติธเนศวร ที่ใหถอยคําเปนพยานตอศาลรัฐธรรมนูญลวนแตเปนผูมีสวนไดเสียแหงคดี การกระทําที่ผูรองและ พลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร รวมถึงพยานฝายผูรองใชสถานะสมาชิกวุฒิสภาผานกลไกแหงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญโดยไมสุจริต เปนการมาศาลรัฐธรรมนูญดวยมือไมสะอาด บรรดาคํารอง บันทึกถอยคํา คําคัดคาน ที่ยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญไมชอบดวยรัฐธรรมนูญผูรองยื่นคําแถลงการณปดคดีมีสาระสําคัญเพิ่มเติมสรุปได ดังนี้๑. มติของ กคพ. ในการประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เกี่ยวกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ไมชอบดวยกฎหมาย เนื่องจากไมมีพยานฝายผูถูกรองคนใดยืนยันเสนทางการเงินเกินสามรอยลานบาทไดนอกจากนี้ ยังไดคะแนนเสียงไมถึงสองในสาม จึงไมสามารถรับเปนคดีพิเศษได๒. การแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเปนกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ฝาฝนระเบียบ หลักเกณฑการแตงตั้งของ กกต. โดยมีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต.หนา ๓๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
เนื่องจากเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่ถูกแตงตั้งดังกลาวเกี่ยวของกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงเกิดสภาพ “ผูกลาวหาเปนผูไตสวน” เปนการขัดกันแหงผลประโยชนอยางชัดเจน ผูถูกรองทั้งสองยอมตองทราบวาเปนขอหามที่ไมอาจกระทําได อีกทั้งระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวน การไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๖๑ ใหการแตงตั้งเจาหนาที่หนวยงานอื่นของรัฐเปน “ขอยกเวนจํากัด” ตองมีความจําเปนและตองเปนการเฉพาะกาลหรือเฉพาะเรื่อง เพื่อคุมครองความเปนธรรมและความเปนกลาง การแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงไมสอดคลองกับวัตถุประสงคของระเบียบดังกลาว ทําใหขอยกเวนถูกใชเปนชองทางใหฝายบริหารควบคุมกระบวนการขององคกรอิสระ๓. พฤติการณของผูถูกรองทั้งสองมิใชความผิดพลาดโดยประมาท เนื่องจากอยูในฐานะ“ตองรู” และ “ตองกํากับยับยั้ง” แตผูถูกรองทั้งสองกลับมิไดสั่งใหชะลอ มิไดใหกลับไปตรวจสอบขอกฎหมายและรวบรวมพยานหลักฐานใหครบถวน และมิไดทวงติงใหการใชดุลพินิจเปนไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมปลอยใหกระบวนการดําเนินตอเนื่องจนมีมติ “รับเปนคดีพิเศษ” ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ทั้งที่มีพิรุธและความไมปกติหลายประเด็น และขอมูลยังไมครบองคประกอบตามกฎหมาย การนิ่งเฉยของผูถูกรองทั้งสองในฐานะประธานและรองประธานกรรมการคดีพิเศษ มิใชการ “ปลอยไปตามกระบวนการ”แตมีนัยเปนการยอมรับและสนับสนุนใหหนวยงานในกํากับของฝายบริหารใชอํานาจรัฐคลาดเคลื่อนจากหลักสุจริตเที่ยงธรรม มุงหมายใหเกิดผลทางการเมืองแกฝายตนเปนสําคัญ อันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ขอ ๘ อยางรายแรง และบอนทําลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนตอความสุจริตเที่ยงธรรมในการใชอํานาจรัฐและความนาเชื่อถือของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองโดยตรงผูถูกรองที่ ๑ ยื่นคําแถลงการณปดคดีมีสาระสําคัญเพิ่มเติมสรุปได ดังนี้๑. การที่ กกต. มีคําสั่งใหดําเนินการไตสวนเปนผลมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจงการรับเรื่องไวสอบสวน (ตามเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗) หนังสือแจงความคืบหนาผลการสืบสวนและขอความเห็นการดําเนินคดี หนังสือแจงการรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ใหแกสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยอมแสดงใหเห็นถึงการทํางานรวมกันระหวาง กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น จึงมิไดเปนการกาวกายแทรกแซงการใชอํานาจของ กกต. นอกจากนี้หนา ๔๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
การที่ กกต. มีคําสั่งแตงตั้งเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวนกับพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเมื่อพิจารณาตามเหตุผลในการมีคําสั่งใหไตสวนแลวเห็นไดวา กกต. ยอมรับถึงการทําหนาที่ในการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษเกี่ยวกับการดําเนินคดีอาญาตามเรื่องสอบสวนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘๒. การดําเนินการสอบสวนตามคดีพิเศษดังกลาว กรมสอบสวนคดีพิเศษมุงประเด็นหลักที่การกระทําความผิดฐานฟอกเงิน แมในการสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตองสอบสวนขอเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) ก็ตาม แตเปนไปเพื่อใหไดขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบความผิดฐานฟอกเงินผูถูกรองที่ ๒ ยื่นคําแถลงการณปดคดีมีสาระสําคัญเพิ่มเติมสรุปได ดังนี้๑. ในคราวประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ผูถูกรองที่ ๒ไมมีพฤติกรรมใดที่ชี้นํา สั่งการ กาวกาย แทรกแซง ผูเขารวมประชุม กคพ. ประกอบกับในการประชุมดังกลาวผูถูกรองที่ ๒ ตั้งคําถามหรือสอบถามฝายผูชี้แจงในหลายประเด็น ยอมแสดงใหเห็นวาผูถูกรองที่ ๒ไมทราบขอเท็จจริงและรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กอนที่จะมาประชุมและเมื่อพิจารณารายงานการประชุมแลว การเสนอเลื่อนการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ผูเสนอคือศาสตราจารยทัชมัย ฤกษะสุต เพื่อใหมีการพิจารณาอยางรอบคอบ มิใชเปนการเลื่อนการประชุมและถอนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ จากเหตุองคประชุมไมเห็นดวยในการรับเปนคดีพิเศษอีกทั้งยังสอดคลองกับที่ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เบิกความตอศาลในวันไตสวนพยานบุคคล๒. กรณี พลตํารวจตรี อนุชา จารยะพันธุ ยื่นหนังสือขอความเปนธรรมกรณีการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในเขตจังหวัดปทุมธานี และผูถูกรองที่ ๒ สั่งการในทายหนังสือรองขอความเปนธรรมวา“มอบที่ปรึกษาฯ พิจารณาสงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบขอเท็จจริงดวย” ผูถูกรองที่ ๒ไมไดสั่งการใหสืบสวนสอบสวนหรือสั่งการใหดําเนินการตามหนาที่และอํานาจ เพียงแตสั่งใหตรวจสอบขอเท็จจริง ซึ่งเปนการคุมครองสิทธิแกผูรองตามสิทธิพื้นฐานและเปนหนาที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญและไมไดสั่งใหผูใดรายงานผลตามหนังสือขอความเปนธรรม อีกทั้งหลังวันที่ลงนามในหนังสือจนถึงวันที่มีมติหนา ๔๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
รับเปนคดีพิเศษ ซึ่งมีระยะเวลานานหางกันถึง ๙ เดือน และถึงปจจุบัน นายสมบูรณ มวงกล่ําและกรมสอบสวนคดีพิเศษไมเคยมีการนําเรื่องดังกลาวกลับมารายงานตอผูถูกรองที่ ๒ การรับเรื่องเปนคดีพิเศษไมมีการนําเรื่องการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดปทุมธานีมาพิจารณา๓. ประเด็นการกลาวหาวาผูถูกรองที่ ๒ แทรกแซง กกต. นั้น เมื่อพิจารณาเอกสารหมายศ ๓๔ ถึง ศ ๕๖ เห็นไดวา กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษประสานงานความรวมมือ ตอบขอหารือขอคําแนะนําหรือขอเสนอแนะ รวมถึงรายงานความคืบหนาในการปฏิบัติงานกันอยางตอเนื่องเปนลําดับไมมีพฤติการณใดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกระทําการกาวกายแทรกแซง กกต. ดังที่ผูรองไดกลาวอางอีกทั้ง กกต. ไมเคยทําหนังสือโตแยงคัดคานการดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษวาไมถูกตองแตกลับประสานความรวมมือและไมมีความขัดแยงในการทําหนาที่ของทั้งสองหนวยงาน สอดคลองกับคําเบิกความของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ยอมรับขอเท็จจริงวากรมสอบสวนคดีพิเศษไดหารือ ขอคําชี้แนะ ประสานความรวมมือกันมาโดยตลอด ดังนั้น การตั้งขอสงสัยของผูรองวาผูถูกรองที่ ๒ ใชกรมสอบสวนคดีพิเศษแทรกแซง กกต. เปนการกลาวหาที่ไกลเกินกวาเหตุไรซึ่งพยานหลักฐานและไรซึ่งเหตุผลตามคํากลาวอาง๔. สวนที่ผูรองอางวา พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษผูถูกรองที่ ๒ เปนผูแตงตั้งยอมตกอยูภายใตอาณัติบังคับบัญชานั้น การแตงตั้ง พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดําดํารงตําแหนงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนไปตามหลักเกณฑของคณะกรรมการขาราชการพลเรือนการคัดเลือกขาราชการพลเรือนสามัญ ผูถูกรองที่ ๒ ไมไดเปนคณะกรรมการคัดเลือก ไมไดเปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและไมเคยเขาแทรกแซงการทําหนาที่ของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคํารอง คํารองเพิ่มเติม คําชี้แจงแกขอกลาวหา คําชี้แจงแกขอกลาวหาเพิ่มเติม คําชี้แจงและเอกสารของบุคคลและหนวยงานที่เกี่ยวของ บันทึกถอยคําของพยานบุคคลคําเบิกความในวันไตสวนพยานบุคคล คําแถลงการณปดคดีของคูกรณี และเอกสารประกอบแลวเห็นวา คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได จึงยุติการไตสวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่งกําหนดประเด็นที่ตองพิจารณาวินิจฉัยวา ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) หรือไมหนา ๔๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ผูถูกรองทั้งสองกลาวอางวา การเสนอคํารองในคดีนี้ ผูรองใชสิทธิโดยไมสุจริต เนื่องจากผูเขาชื่อเสนอคํารองตอผูรองในคดีนี้เปนผูมีสวนไดเสียโดยตรงในเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกําลังดําเนินการสอบสวน นั้น เห็นวา ในคดีทางกฎหมายมหาชน การใชสิทธิโดยไมสุจริตยอมเปนดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาวาการใชสิทธิโดยไมสุจริตในกรณีนั้นเปนเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชนของผูรองเทานั้นหรือเปนเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชนสวนรวมดวย หากศาลเห็นวาเปนเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชนของผูรองเทานั้นศาลยอมมีดุลพินิจที่จะไมพิจารณาในประเด็นหลักแหงคดีได แตหากเรื่องนั้นมิใชเรื่องของผลประโยชนเฉพาะของผูรอง แตเปนเรื่องเกี่ยวกับประโยชนสวนรวมดวย ศาลยอมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาประเด็นหลักแหงคดีตอไปไดดังนั้น เมื่อคํารองคดีนี้มีประเด็นหลักแหงคดีเปนกรณีที่กลาวอางวา ผูถูกรองทั้งสองดําเนินการให กคพ.มีมติชี้ขาดวา ความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ เปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) เปนการกระทําโดยไมมีอํานาจ และมีพฤติกรรมที่ไมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และมีพฤติกรรมอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) หรือไม กรณีนี้ เปนเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชนของสังคมโดยรวม ศาลยอมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาประเด็นนี้ตอไปได ดังนั้น เมื่อการใชสิทธิของผูรองในกรณีนี้มีสมาชิกวุฒิสภาเขาชื่อเสนอคํารอง จํานวน ๙๒ คน ถือวามีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสามประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง ประธานวุฒิสภาสงคํารองดังกลาวเพื่อใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีถือไดวาการใชสิทธิของผูรองเปนไปโดยชอบดวยรัฐธรรมนูญแลว และศาลยอมมีอํานาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ตอไปพิจารณาแลวเห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๑๗๐ เปนบทบัญญัติในหมวด ๘คณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๖๐ บัญญัติวา “รัฐมนตรีตอง ... (๔) มีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ(๕) ไมมีพฤติกรรมอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรง ...”และมาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ความเปนรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ ... (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๖๐ ...” หนา ๔๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณกําหนดบทบัญญัติวาดวยจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงรัฐมนตรีไวในรัฐธรรมนูญอยางชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองที่เกี่ยวของกับการใชอํานาจของรัฐหรืออํานาจทางการเมืองซึ่งมีผลกระทบอยางกวางขวางทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตของปจเจกชนผูดํารงตําแหนงรัฐมนตรีตองไดรับความไววางใจอยางสูงจากประชาชน และในฐานะที่เปนบุคคลสาธารณะตองถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องสวนตัวและความประพฤติในการปฏิบัติหนาที่ทุกแงมุมตลอดระยะเวลาที่ดํารงตําแหนงดวย รัฐธรรมนูญยังปรากฏเจตนารมณตามคําปรารภวา มีการวางกลไกปองกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เขมงวด เด็ดขาด เพื่อมิใหผูบริหารที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาลเขามามีอํานาจในการปกครองบานเมืองหรือใชอํานาจตามอําเภอใจจึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูที่จะดํารงตําแหนงรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับกอน ๆ ในลักษณะที่มีความเขมงวดมากกวาบุคคลที่จะใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ ซึ่งตองสําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา โดยเพิ่มเติมทั้งในสวนที่กําหนดใหตองมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ และตองไมมีพฤติกรรมอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔)และ (๕) รวมทั้งตองไมเปนผูตองคําพิพากษาใหจําคุก แมคดีนั้น จะยังไมถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษเวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทและตองไมเปนผูเคยพนจากตําแหนงเพราะเหตุกระทําการอันเปนการตองหามตามมาตรา ๑๘๖หรือมาตรา ๑๘๗ มาแลวยังไมถึงสองปนับถึงวันแตงตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๗) และ (๘) ดวยคําปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกลาวชี้ใหเห็นเจตนารมณของรัฐธรรมนูญที่ตองการใหบุคคลที่จะดํารงตําแหนงรัฐมนตรีตองเปนผูที่มีคุณสมบัติสูงกวาบุคคลที่จะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและเพื่อเปนการวางมาตรฐานหรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีใหสูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีเปนสวนประกอบของคณะรัฐมนตรีซึ่งมีหนาที่บริหารราชการแผนดิน ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคหนึ่งดวยเหตุที่จริยธรรมเปนขอประพฤติปฏิบัติ หลักเกณฑ หรือมาตรฐานความประพฤติในสิ่งที่ถูกตองดีงาม ชอบธรรม และเปนที่ยอมรับในสังคม และเปนสิ่งที่ควรทําหรือไมควรทําซึ่งเปนสํานึกความรับผิดชอบสวนบุคคลของแตละคนที่อยูในบทบาท ฐานะ หรือตําแหนงตาง ๆ ยึดถือปฏิบัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔)หนา ๔๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
และ (๕) กําหนดกรอบจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงรัฐมนตรีไว และหลักเกณฑทั้งสองประการจําเปนตองพิจารณาใหสอดรับกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) บัญญัติใหรัฐมนตรีตอง “มีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ” คําวา “มีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ” นั้น คําวา “ซื่อสัตย” หมายความวาประพฤติตรงและจริงใจ ไมคิดคดทรยศ ไมคดโกง และไมหลอกลวง สวนคําวา “สุจริต” หมายความวาความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตยสุจริต (Honesty) นี้ เปนคุณธรรมสําคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไปและเปนสวนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกตองชอบธรรม (Integrity) ทั้งนี้ การมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษยอมหมายความวารัฐมนตรีตองไมมีพฤติกรรมที่บกพรองจากมาตรฐาน หรือ “ขาดความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ” ไมมีสิ่งบงชี้ถึงความประพฤติไมสุจริต หรือพฤติการณบิดเบือนเพื่อใหตนเองไดไปซึ่งผลประโยชนของสวนรวมหรือของบุคคลอื่นโดยมิชอบ แตไมถึงกับตองแสดงใหปรากฏวาบุคคลนั้นมีความประพฤติดีงามอยางชัดเจน เพียงไมประพฤติตนให “ขัดแยงกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอยางชัดเจน”ความประจักษในที่นี้จึงหมายถึงไมมีพฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบหรือไมสอดคลองกับภารกิจหนาที่ของรัฐมนตรีที่ตองรักษาผลประโยชนของประเทศชาติและประชาชนเปนสวนรวมสวนที่ตอง “ไมมีพฤติกรรมอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรง” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) นั้น เปนกรณีเฉพาะเจาะจงที่กําหนดไวในมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ใหศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระรวมกันกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใชบังคับแกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระ รวมทั้งผูวาการตรวจเงินแผนดินและหัวหนาหนวยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบังคับได ทั้งนี้มาตรฐานทางจริยธรรมดังกลาวตองครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชนของชาติและตองระบุใหชัดแจงดวยวาการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะรายแรง”วรรคสอง บัญญัติวา “ในการจัดทํามาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ใหรับฟงความคิดเห็นของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ประกอบดวย และเมื่อประกาศใชบังคับแลวใหใชบังคับแกสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีดวย แตไมหามสภาผูแทนราษฎรวุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่จะกําหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นใหเหมาะสมกับการปฏิบัติหนาที่ของตนแตตองไมขัดหรือแยงกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และใหประกาศในราชกิจจานุเบกษา”หนา ๔๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระ รวมทั้งผูวาการตรวจเงินแผนดินและหัวหนาหนวยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ขอ ๓ วรรคสอง กําหนดวา “มาตรฐานทางจริยธรรมนี้ใหใชบังคับแก ... คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง ดวย” หมวด ๑ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเปนอุดมการณขอ ๕ กําหนดวา “ตองยึดมั่นและธํารงไวซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย” ขอ ๖ กําหนดวา “ตองพิทักษรักษาไวซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแหงอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชนของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบรอยของประชาชน” ขอ ๗ กําหนดวา “ตองถือผลประโยชนของประเทศชาติเหนือกวาประโยชนสวนตน” ขอ ๘กําหนดวา “ตองปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต ไมแสวงหาประโยชนโดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผูอื่นหรือมีพฤติการณที่รูเห็นหรือยินยอมใหผูอื่นใชตําแหนงหนาที่ของตนแสวงหาประโยชนโดยมิชอบ”หมวด ๒ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเปนคานิยมหลัก ขอ ๑๑ กําหนดวา “ไมกระทําการอันเปนการขัดกันระหวางประโยชนสวนตนกับประโยชนสวนรวม ทั้งนี้ ไมวาโดยทางตรงหรือทางออม” ขอ ๑๒ กําหนดวา“ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยูในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน” ขอ ๑๓ กําหนดวา“ปฏิบัติหนาที่ดวยความยุติธรรม เปนอิสระ เปนกลาง และปราศจากอคติ โดยไมหวั่นไหวตออิทธิพลกระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบดวยกฎหมาย โดยคํานึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ตามความเหมาะสมแหงสถานภาพ” ขอ ๑๔ กําหนดวา “รักษาไวซึ่งความลับในการประชุมการพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพตอมติของที่ประชุมฝายขางมาก และเหตุผลของทุกฝายอยางเครงครัด”ขอ ๑๖ กําหนดวา “ไมใหคําปรึกษาแกบุคคลภายนอก หรือแสดงความคิดเห็น หรือขอมูลตอสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยูในระหวางการพิจารณา อันอาจกอใหเกิดความเสียหายหรือเสียความเปนธรรมแกการปฏิบัติหนาที่ เวนแตเปนการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมายขององคกร” ขอ ๑๗ กําหนดวา“ไมกระทําการใดที่กอใหเกิดความเสื่อมเสียตอเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหนง” หมวด ๓ จริยธรรมทั่วไปขอ ๒๑ กําหนดวา “ปฏิบัติหนาที่ราชการอยางเต็มกําลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกตองชอบธรรมโปรงใสและตรวจสอบได และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยคํานึงถึงผลประโยชนของชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม” ขอ ๒๕ กําหนดวา “รักษาความลับหนา ๔๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ของทางราชการตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของราชการ” ขอ ๒๖ กําหนดวา “ปฏิบัติกํากับดูแลหรือบังคับบัญชาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การงบประมาณและการดําเนินการอื่นใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ และระบบคุณธรรม รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดความสามัคคีในการปฏิบัติหนาที่เพื่อประโยชนสวนรวม” และหมวด ๔ การฝาฝนและไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ขอ ๒๗ วรรคหนึ่ง กําหนดวา “การฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด ๑ ใหถือวามีลักษณะรายแรง” วรรคสอง กําหนดวา “การฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด ๒ และหมวด ๓ จะถือวามีลักษณะรายแรงหรือไม ใหพิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ เจตนาและความรายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ นั้น”หนาที่และอํานาจของ กกต. ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้นเปนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ กําหนดให กกต.มีหนาที่และอํานาจควบคุมดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีอํานาจสืบสวนหรือไตสวนไดตามที่จําเปนหรือที่เห็นสมควร เมื่อผลการสืบสวนหรือไตสวนหรือเมื่อพบเห็นการกระทําที่มีเหตุอันควรสงสัยวาการเลือกสมาชิกวุฒิสภามิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมใหมีอํานาจสั่งระงับ ยับยั้ง แกไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และสั่งใหดําเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหมในหนวยเลือกตั้งบางหนวย หรือทุกหนวย และหากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อวามีผูกระทําการตามที่มีการสืบสวนหรือไตสวน ใหสั่งใหดําเนินคดีโดยเร็ว หรือในกรณีจําเปนจะสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูกระทําการดังกลาวไวเปนการชั่วคราวก็ได ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ กําหนดวา เมื่อความปรากฏตอ กกต.วาหนวยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนไดรับเรื่องการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองไวพิจารณา และคณะกรรมการเห็นวาเปนการสมควรที่คณะกรรมการจะดําเนินการเองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ใหคณะกรรมการมีหนังสือแจงใหหนวยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนนั้นโอนเรื่องหรือสงสํานวนการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทําความผิดนั้นมาใหคณะกรรมการเพื่อดําเนินการตอไป ในกรณีเชนนี้ ใหหนวยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนโอนเรื่องหรือสงสํานวนการสอบสวนในสวนที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งหนา ๔๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
และพรรคการเมืองมาใหคณะกรรมการภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับหนังสือแจงดังกลาว นอกจากนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗กําหนดใหผูใดจัด ทํา ให เสนอให สัญญาวาจะให หรือจัดเตรียมเพื่อจะให ทรัพยสินหรือผลประโยชนอื่นใดอันอาจคํานวณเปนเงินไดแกผูใด ทําการแนะนําตัวดวยการจัดใหมีมหรสพหรือการรื่นเริงตาง ๆ เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผูใด หลอกลวง บังคับ ขูเข็ญ ใชอิทธิพลคุกคามใสรายดวยความเท็จ หรือจูงใจใหบุคคลอื่นเขาใจผิดในคุณสมบัติ ความรูความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผูสมัครใด เพื่อจูงใจใหผูอื่นสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทําการใด ๆอันไมชอบดวยกฎหมาย ใหผูนั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือไดรับเลือก หรือเพื่อจูงใจใหผูสมัครหรือผูมีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไมลงคะแนนใหแกผูใด ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงสิบป หรือปรับตั้งแตสองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และใหศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผูนั้นมีกําหนดยี่สิบปโดยความผิดกรณีจัด ทํา ให เสนอให สัญญาวาจะให หรือจัดเตรียมเพื่อจะใหทรัพยสิน หรือผลประโยชนอื่นใดอันอาจคํานวณเปนเงินไดแกผูใด ใหถือเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน และใหคณะกรรมการมีอํานาจสงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการตามหนาที่และอํานาจไดกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนสวนราชการมีฐานะเปนกรม มีภารกิจการดําเนินงานเกี่ยวกับการปองกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษที่ตองดําเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยใชวิธีการพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีอํานาจสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ และเปนพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญหรือพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายดังกลาวกําหนดใหมีคณะกรรมการคดีพิเศษ หรือเรียกโดยยอวา “กคพ.” เปนคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ประกอบดวยกรรมการโดยตําแหนงจํานวนสิบสองคน และกรรมการผูทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตั้งจํานวนเกาคน ซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญในดานเศรษฐศาสตร การเงินการธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศหรือกฎหมาย และมีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนกรรมการและเลขานุการ มีหนาที่และอํานาจกํากับและสนับสนุนการดําเนินการดานคดีพิเศษตามที่กําหนดในมาตรา ๑๐หนา ๔๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจสอบสวนคดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในมาตรา ๒๑ ซึ่งแบงออกเปน ๒ ประเภท ประเภทที่หนึ่ง คดีพิเศษตามมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจอนุมัติรับเปนคดีพิเศษ ประกอบไปดวยคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กําหนดไวในบัญชีทายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗และที่กําหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของ กคพ. คดีความผิดทางอาญาดังกลาวตองมีลักษณะตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) (ก) (ข) (ค) (ง) และ (จ) กลาวคือ เปนคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซอน จําเปนตองใชวิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเปนพิเศษ คดีความผิดทางอาญาที่มีหรืออาจมีผลกระทบอยางรุนแรงตอความสงบเรียบรอยและศีลธรรมอันดีของประชาชนความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธระหวางประเทศหรือระบบเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศคดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเปนการกระทําความผิดขามชาติที่สําคัญหรือเปนการกระทําขององคกรอาชญากรรม คดีความผิดทางอาญาที่มีผูทรงอิทธิพลที่สําคัญเปนตัวการ ผูใชหรือผูสนับสนุนหรือคดีความผิดทางอาญาที่มีพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญซึ่งมิใชพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจาหนาที่คดีพิเศษเปนผูตองสงสัย เมื่อมีหลักฐานตามสมควรวานาจะไดกระทําความผิดอาญาหรือเปนผูถูกกลาวหาหรือผูตองหา อีกทั้งตองมีรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดตามที่ กคพ. กําหนด ปจจุบันคือประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๖เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยในบัญชีทายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๖๕ ขอ ๗ กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดในคดีความผิดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินวา คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา ๖๐ และมาตรา ๖๑ แหงพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ที่มีความผิดมูลฐานเปนคดีพิเศษซึ่งอยูในอํานาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือคดีความผิดมูลฐานที่เปนคดีอาญาอื่นที่มีมูลนาเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปและประเภทที่สอง คดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งเปนคดีความผิดทางอาญาอื่นหนา ๔๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
นอกจากคดีความผิดทางอาญาตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ตามที่ กคพ. มีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยู โดยปจจุบัน กคพ. ไดแตงตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณารับคดีพิเศษ ตามประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ.มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๑ อยางไรก็ตาม ในกรณีที่มีขอโตแยงหรือขอสงสัยวาการกระทําความผิดใดเปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในวรรคหนึ่ง (๑) หรือไม ให กคพ.เปนผูชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหาการดําเนินการสืบสวนสอบสวนกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้น รัฐธรรมนูญกําหนดใหเปนหนาที่ของ กกต. ไวอยางชัดแจง เพื่อใหมีองคกรที่มีความเปนอิสระมีความเปนกลางเขามารับผิดชอบโดยปราศจากการแทรกแซงของอํานาจทางการเมือง อํานาจทางปกครอง เพื่อใหการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเปนไปดวยความสุจริตและเที่ยงธรรม การนี้ รัฐธรรมนูญกําหนดหนาที่และอํานาจของ กกต. ไวทั้งในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ซึ่งเปนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันมีลําดับศักดิ์สูงกวาพระราชบัญญัติ การใชอํานาจตามพระราชบัญญัติจึงตองไมขัดหรือแยงตอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ บัญญัติเรื่องใดไวเปนการเฉพาะใหเปนอํานาจขององคกรใด ทั้งยังไมมีบทบัญญัติใหนําพระราชบัญญัติทั่วไปมาใชบังคับตองดําเนินการใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ กฎหมายทั้งสองฉบับนี้มีสถานะที่สูงกวาพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ไมอาจตีความหรือใชกฎหมายวาดวยการสอบสวนคดีพิเศษใหขัดตอกฎหมายที่มีสถานะสูงกวาเชนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได การที่หนวยงานภายในฝายบริหารดําเนินการเรื่องรองเรียนเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารายใดวาไมเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไวพิจารณา อาจเปนการเกินขอบอํานาจอันเปนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบดวยเจตนารมณและบทบัญญัติแหงกฎหมาย เปนการใชอํานาจฝายบริหารแทรกแซงทางการเมืองขององคกรอิสระ อีกทั้งไมสอดคลองกับเจตนารมณของรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) ที่กําหนดใหคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจสืบสวนหรือไตสวนเพื่อใหการควบคุมดูแลการเลือกตั้งหรือการเลือกใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหนา ๕๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ผูรองกลาวอางวา ผูถูกรองทั้งสองรวมกันพิจารณาและมีมติใหการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทําความผิดฐานเปนอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ เกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อป พ.ศ. ๒๕๖๗เปนคดีพิเศษ ถือไดวาผูถูกรองทั้งสองไมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษและมีพฤติกรรมเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)โดยผูถูกรองทั้งสองใชอํานาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษและ กคพ. ในการนําเรื่องเขาสูที่ประชุมและมีมติรับไวเปนคดีพิเศษ เพื่อเปนเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต.ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สมคบกันกระทําความผิดดวยการวางแผนรวมกันใชอํานาจสอบสวนโดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกลง แทรกแซง กดดัน ขมขู และครอบงํา และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกวุฒิสภาเมื่อพิจารณาขอเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด เมื่อวันที่๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ และระดับประเทศ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ มีผูยื่นเรื่องเสนอตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผูรองกลาวอางวาหนังสือรองขอความเปนธรรมของ พลตํารวจตรี อนุชา จารยะพันธุ กรณีการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ และลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ มีการแกไขเปลี่ยนแปลงดวยลายมือใหนําสงสําเนาหนังสือดังกลาวใหแกผูถูกรองที่ ๒ โดยตรง (เอกสารหมาย ถ ๑๐/๓) ประกอบกับตามบันทึกขอความกองกิจการอํานวยความยุติธรรม ฉบับลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗ ที่เสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษขออนุมัติสืบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓/๑วรรคสอง (เอกสารหมาย ศ ๓๓/๑) ปรากฏขอความทํานองวา สํานักงานรัฐมนตรี กลุมงานสนับสนุนวิชาการมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๗ สงเรื่องขอความเปนธรรมตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมราย พลตํารวจตรี อนุชา จารยะพันธุ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ และฉบับลงวันที่๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๗เพื่อใหกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบขอเท็จจริง และแจงผลการตรวจสอบใหที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาตามขอสั่งการของรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมตอไปกรณีดังกลาวเปนการบงชี้วาผูถูกรองทั้งสองเปนผูอยูเบื้องหลังกระบวนการสั่งการเพื่อแทรกแซงหนา ๕๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
การปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นั้น เห็นวา เนื้อหาของหนังสือรองขอความเปนธรรมของ พลตํารวจตรี อนุชา จารยะพันธุ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ ปรากฏวาเปนหนังสือที่ผูรองเรียนเสนอเรื่องตอหลายหนวยงานรวมถึงกระทรวงยุติธรรม และผูรองเรียนแกไขขอความเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม พรอมทั้งลงนามกํากับรับรองการแกไข ผูรองเรียนขอใหกระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเสนทางการเงินที่เกี่ยวของกับการกระทําความผิดและผูถูกรองที่ ๒ สั่งการในหนังสือรองขอความเปนธรรมวา “มอบที่ปรึกษาฯ พิจารณาสงกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบขอเท็จจริงดวย” เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ หมายถึงการมอบหมายที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมดําเนินการ ขณะที่มีหนังสือรองเรียนและผูถูกรองที่ ๒ พิจารณาหนังสือดังกลาว เปนวันกอนกําหนดวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ ผูถูกรองที่ ๒ มิอาจทราบไดวาผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในทายที่สุดจะเปนอยางไร บุคคลใดจะไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา และเนื้อหาเรื่องรองเรียนเปนกรณีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดของจังหวัดปทุมธานี ผูรองเรียนขอใหกระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเสนทางการเงิน อันเปนสิทธิของประชาชนที่จะเสนอเรื่องรองเรียนตอหนวยงานของรัฐ มิไดมีเนื้อหาเกี่ยวกับการขอใหรับเปนคดีพิเศษในขอหาอั้งยี่หรือฟอกเงิน เมื่อผูถูกรองที่ ๒ในฐานะรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมไดรับเรื่องรองขอความเปนธรรม มอบหมายใหที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาดําเนินการสงเรื่องใหกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบขอเท็จจริง ถอยคําตามหนังสือสํานักงานรัฐมนตรี กลุมงานสนับสนุนวิชาการ ฉบับลงวันที่๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๗ ที่ปรากฏคําวาขอสั่งการเปนขอความที่ นายสมบูรณ มวงกล่ํา ที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมเปนผูจัดทําขึ้นเองตามรูปแบบและวิธีปฏิบัติงานตามปกติของตนกรณีมีประชาชนรองขอความเปนธรรมตอกระทรวงยุติธรรม มิใชขอความที่ระบุโดยผูถูกรองที่ ๒สอดคลองกับเอกสารประกอบคําแถลงการณปดคดีของผูถูกรองที่ ๒ วา นายสมบูรณ มวงกล่ําที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมทําบันทึกขอความโดยมีขอความทํานองวา “ตามขอสั่งการของรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม” ในคดีอื่น ๆ มาโดยตลอด มิไดเจาะจงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการรองดําเนินคดีสมาชิกวุฒิสภาเทานั้น อีกทั้งบันทึกขอความที่ผูรองกลาวอางดังกลาวไมไดมีขอความสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษทําการสืบสวนสอบสวน เพียงแตแจงใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการหนา ๕๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ตรวจสอบขอเท็จจริงของผูรองเรียนตามระเบียบของทางราชการเทานั้น ประกอบกับไมปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองที่ ๒ สมคบกับผูยื่นหนังสือรองเรียนฉบับตาง ๆ ขางตนในการเสนอเรื่องตอกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ มิอาจบงชี้ไดวาผูถูกรองทั้งสองเปนผูอยูเบื้องหลังกระบวนการสั่งการเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. โดยใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องรองเรียนจากผูรองเรียนทั้ง ๓ ราย เมื่อวันที่๓ กันยายน ๒๕๖๗ คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนไตสวนและการดําเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งประกอบไปดวยเจาหนาที่ของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สํานักงานตํารวจแหงชาติ สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประชุมกําหนดแนวทางการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยอนุกรรมการในสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษแจงตอคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาฯ วา มีผูยื่นเรื่องขอความเปนธรรมตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใหตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ มีกระบวนการหรือพฤติการณที่มิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันอาจเปนการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และประมวลกฎหมายอาญา จํานวน ๓ คํารอง ตอมา เมื่อวันที่๔ กันยายน ๒๕๖๗ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหกองกิจการอํานวยความยุติธรรมทําการสืบสวนกรณีการรองเรียนการกระทําความผิดดังกลาวตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗มาตรา ๒๓/๑ วรรคสอง เพื่อใหมีขอเท็จจริงเบื้องตนเพียงพอในการเสนอ กคพ. มีมติใหคดีอาญาใดเปนคดีพิเศษ พรอมทั้งมีคําสั่งแตงตั้งคณะพนักงานสืบสวน เปนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗การอนุมัติใหมีการสืบสวนดังกลาวเกิดขึ้นภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยกองกิจการอํานวยความยุติธรรมศึกษาพฤติการณและลักษณะการกระทําความผิดที่เปนคดีอาญาแลวเห็นวามีพฤติการณที่อาจเปนความผิดทางอาญาตามกฎหมายหลายฉบับ ไมวาจะเปนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๖ มาตรา ๗๗ และมาตรา ๘๑ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ ประกอบมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๖ และอาจเขาลักษณะมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) (ก) (ข) (ง) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ตามประกาศ กคพ.หนา ๕๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ. มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๖๑ และระเบียบ กคพ. วาดวยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีความผิดทางอาญาอื่นนอกจากคดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจจะอนุมัติรับเปนคดีพิเศษได เนื่องจากจะตองให กคพ. มีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยูในการรับเปนคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นสมควรใหพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแสวงหาพยานหลักฐานเบื้องตนเพื่อนําเสนอ กคพ. ขอเท็จจริงดังกลาวสอดคลองกับความเห็นของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๕/๑๓) ที่ชี้แจงวาหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับคํารองจากผูรอง จํานวน ๓ ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษศึกษาพฤติการณลักษณะการกระทําความผิดที่เปนคดีความผิดอาญาประกอบกับไดปรึกษาหารือกับผูทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผลปรากฏวาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไมสามารถสอบสวนคดีอาญาอื่นไดตอมา เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหทําการสืบสวนกรณีนี้ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓/๑ วรรคสอง อยางไรก็ดีภายหลังจากการอนุมัติใหมีการสืบสวน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ ๓๔) แจงใหสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบถึงการอนุมัติใหมีการสืบสวนกรณีมีผูยื่นเรื่องขอความเปนธรรมทั้ง ๓ รายดังกลาว เพื่อให กกต. ทราบตามนัยมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ กรณีไมปรากฏขอเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บงชี้วาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจสืบสวนกรณีดังกลาวเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งภายหลังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ ไมปรากฏวาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเรียกหรือสั่งใหกรมสอบสวนคดีพิเศษสงเรื่องกรณีมีผูยื่นเรื่องขอความเปนธรรม จํานวน ๓ เรื่อง มายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนกระทั่งวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือหนา ๕๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (เอกสารหมาย ศ ๔๒) แจงวา กกต. มีมติมอบหมายใหสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเกี่ยวกับกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไวสืบสวน เพื่อใหไดขอเท็จจริงที่ครบถวนตอการพิจารณาของ กกต. ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคํารองแตละคํารองที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไวดําเนินการ รวมทั้งความคืบหนาวาไดดําเนินการอยูในขั้นตอนใด เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ ๓๕) แจงรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ แมวาหนังสือฉบับดังกลาวจะระบุวาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ยังอยูระหวางการสืบสวน และกรมสอบสวนคดีพิเศษประสงคที่จะรับดําเนินการสอบสวนตอไปเนื่องจากจําเปนตองใชวิธีการรวบรวมหลักฐานเปนพิเศษ แตหนังสือฉบับดังกลาวปรากฏขอความชัดเจนสรุปไดวา เนื่องจากกรณีจําเปนตองใชวิธีการรวบรวมหลักฐานเปนพิเศษประกอบกับการกระทําความผิดทางอาญาดังกลาวกระทําตอบทกฎหมายอื่นนอกจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่อยูในหนาที่และอํานาจโดยตรงของ กกต. กรมสอบสวนคดีพิเศษประสงคที่จะรับดําเนินการสอบสวนในสวนที่พบการกระทําความผิดทางอาญาไวดําเนินการ พรอมทั้งขอให กกต. พิจารณาวา มีความผิดทางอาญาใดที่ กกต. จะรับไวดําเนินการสอบสวนเอง และความผิดทางอาญาใดที่ กกต. ประสงคจะใหกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูดําเนินการสอบสวน หรือ กกต. จะรับดําเนินการสอบสวนเองในการกระทําความผิดทางอาญาทุกขอกลาวหาและทุกฉบับกฎหมาย หรือประสงคใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสอบสวนในการกระทําความผิดทางอาญาทุกขอกลาวหาและทุกฉบับกฎหมาย ขอความดังกลาวบงชี้วา นอกจากกรมสอบสวนคดีพิเศษจะจํากัดกรอบอํานาจของตนเองที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีที่เปนความผิดทางอาญาเทานั้น ไมรวมถึงความผิดอื่น ๆ ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองซึ่งเปนหนาที่และอํานาจโดยตรงของ กกต. แตในสวนความผิดทางอาญาที่เกี่ยวของกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษแจงตอ กกต. เพื่อใหพิจารณาวาจะรับเรื่องดังกลาวไวดําเนินการเองทั้งหมดหรือเพียงบางสวนหรือไม เพื่อให กกต. ดําเนินการตามหนาที่และอํานาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองกําหนดไวแมขอเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย ศ ๓๕ ศ ๔๒ และ ศ ๔๓ วากรมสอบสวนคดีพิเศษทราบตั้งแตกอนการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ วาคดีอยูในอํานาจสอบสวนหนา ๕๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ของ กกต. และ กกต. สั่งการใหสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการสอบสวนแลวโดย กกต. ยังมิไดพิจารณามอบหมายใหหนวยงานอื่นดําเนินการแทน แตไมปรากฏขอเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษแจงขอรับเรื่องดังกลาวไวพิจารณา อีกทั้งภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับดังกลาว สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือ ฉบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(เอกสารหมาย ศ ๔๓) แจงวากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจงขอมูลเกี่ยวกับการสืบสวนขางตนเรื่องดังกลาวไมปรากฏขอเท็จจริงวากรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องไวพิจารณาแลวหรือไม จึงยังไมไดเสนอเรื่องให กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ กรณีไมปรากฏขอเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บงชี้วาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจในการแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งแตอยางใดภายหลังสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘กคพ. มีการประชุม ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ การกําหนดระเบียบวาระการประชุมดังกลาวนั้นตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษวาดวยหลักเกณฑและวิธีการในการเสนอเรื่องและการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๗ ขอ ๖ ประกอบขอ ๑๙ กําหนดใหกองบริหารคดีพิเศษ ในฐานะฝายเลขานุการ กคพ. รวบรวมเรื่องที่จะเสนอตอ กคพ. ที่ผานการตรวจเรื่องตามหมวด ๖ แลว และจัดทําบันทึกความเห็นเสนออธิบดีเพื่ออนุมัติระเบียบวาระการประชุมเรื่องใดอธิบดีไมอนุมัติใหบรรจุเปนระเบียบวาระการประชุม ใหแจงคําสั่งไมอนุมัติพรอมสงเรื่องคืนเจาของเรื่อง ในขณะที่ประธานกรรมการคดีพิเศษมีอํานาจตามที่กําหนดไวในขอ ๑๑ ที่กําหนดใหกองบริหารคดีพิเศษดําเนินการเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษ เพื่อกําหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุม กคพ. ระเบียบดังกลาวบงชี้วาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูมีอํานาจในการกําหนดและอนุมัติระเบียบวาระการประชุม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษฉบับลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๕/๔) วา เมื่อฝายเลขานุการ กคพ.รวบรวมเรื่องไดพอสมควรแลว จะเสนอรางระเบียบวาระการประชุมตออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณาเห็นชอบรางระเบียบวาระการประชุมดังกลาว เพื่อเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษหนา ๕๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
พิจารณาอนุมัติรางระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งกําหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมตอไปเมื่อประธานกรรมการคดีพิเศษอนุมัติระเบียบวาระการประชุม และกําหนด วัน เวลา และสถานที่ประชุมแลว ฝายเลขานุการจะจัดทําหนังสือเชิญประชุมพรอมระเบียบวาระการประชุมที่ไดรับอนุมัติเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษลงนามถึงกรรมการคดีพิเศษทุกทานเพื่อเชิญเขารวมประชุมตอไปประเด็นดังกลาวเมื่อพิจารณาถอยคําในการไตสวนพยานบุคคลของผูถูกรองที่ ๑ และ พันตํารวจตรียุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษปรากฏขอเท็จจริงไปในทางเดียวกันวา แนวทางปฏิบัติที่ผานมาการรวบรวมและกําหนดระเบียบวาระการประชุมเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษสวนประธานกรรมการคดีพิเศษจะรับผิดชอบเฉพาะการกําหนดวันและเวลาในการประชุม กรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการคดีพิเศษเพื่อขออนุมัติรางระเบียบวาระการประชุมรวมทั้งกําหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุม นั้น เปนเพียงการเสนอวามีระเบียบวาระการประชุมเรื่องใดที่เขาสูที่ประชุม กคพ. ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไดดําเนินการตามระเบียบแบบแผนของทางราชการมาแลวเทานั้น ประกอบกับกรณีดังกลาวเกิดขึ้นภายหลังที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘ เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสืบสวน และภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ เพื่อแจงรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗และแจงวากรมสอบสวนคดีพิเศษประสงคที่จะรับดําเนินการสอบสวนในสวนที่พบการกระทําความผิดทางอาญาไวดําเนินการ กรณีไมปรากฏขอเท็จจริงที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหมีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเรื่องดังกลาวเขาสูที่ประชุม กคพ.สวนที่ผูรองกลาวอางวา การนําเรื่องเขาสูที่ประชุมดังกลาวผูถูกรองทั้งสองเรงรัดหรือสั่งการใหอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนําเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เขาสูที่ประชุมโดยไมผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองตามระเบียบ กคพ. วาดวยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๑ ทําใหการเสนอระเบียบวาระและพิจารณารับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗เปนคดีพิเศษในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ไมชอบดวยกฎหมาย บงชี้วาผูถูกรองทั้งสองเปนผูอยูเบื้องหลังกระบวนการสั่งการ กคพ. เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. นั้น เห็นวาตามระเบียบ กคพ. วาดวยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษหนา ๕๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
พ.ศ. ๒๕๕๑ ขอ ๑๑ กําหนดใหการนําเสนอ กคพ. มีมติใหคดีที่ไดสืบสวนใดเปนคดีพิเศษใหถือปฏิบัติตามประกาศ กคพ. วาดวยหลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ.มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษ ซึ่งปจจุบันคือ ประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ. มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๑แมในขอ ๑๑ กําหนดใหเมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคําสั่งใหรับคํารองขอไวดําเนินการแลวใหรีบสงคํารองขอพรอมพยานหลักฐานและสํานวนการสืบสวน (ถามี) ไปยังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อดําเนินการโดยเร็ว อยางไรก็ตาม ขอ ๘ กําหนดใหกรณีที่ผูรองขอเปนกรรมการคดีพิเศษหรือเปนเรื่องที่อธิบดีเห็นวามีเหตุจําเปนเรงดวนที่จะตองเสนอ กคพ. พิจารณา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะกรรมการและเลขานุการ กคพ. อาจนําเรื่องเขาสูการพิจารณาของ กคพ. ไดโดยไมตองเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองก็ได กรณีดังกลาวจึงเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะนําเรื่องสืบสวนดังกลาวเขาสูที่ประชุม กคพ. โดยไมผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง สอดคลองกับรายงานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๑๘/๗๔ ถึง ศ ๑๘/๗๕)โดย รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงวา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมายใหกองบริหารคดีพิเศษพิจารณาวา เรื่องตามกรณีนี้มีความจําเปนและเรงดวนหรือไมเรื่องดังกลาวมีความจําเปนตองนําเรื่องหารือวากรณีเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เขาองคประกอบของการแจงการรับเรื่องให กกต. ทราบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ หรือไม ซึ่งคําชี้แจงสอดคลองกับหนังสือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ที่แจงกรมสอบสวนคดีพิเศษวา กรณีเรื่องสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษไมปรากฏขอเท็จจริงวา กรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องไวพิจารณาแลวหรือไมตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙และสอดคลองกับถอยคําในการไตสวนพยานบุคคลของ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและ รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ วา แนวทางปฏิบัติที่ผานมามีกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนําเสนอเรื่องโดยไมผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ไมเฉพาะแตกรณีความผิดทางอาญาจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเทานั้น โดยจะมีการชี้แจงเหตุผลความจําเปนเรงดวนตอที่ประชุมอันเปนวิธีปฏิบัติปกติตั้งแตเริ่มใชพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗หนา ๕๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
แมวาที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ มีมติใหถอนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง แตประเด็นสําคัญที่ขอใหคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาคือประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตหนาที่และอํานาจในการสอบสวนคดีอาญาระหวาง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใหเกิดความรอบคอบในการพิจารณา เนื่องจากที่ประชุมยังมีมติใหเชิญผูแทนของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเขารวมประชุมในคราวถัดไป เพื่อใหทราบความชัดเจนเกี่ยวกับหนาที่และอํานาจระหวางหนวยงานทั้งสองดวย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ ๓๖) เพื่อขอเชิญเขารวมประชุม กคพ. และขอหารือเกี่ยวกับการตีความพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๔๙ อีกทั้งเพื่อมิใหเกิดการโตแยงใด ๆ เกี่ยวกับความถูกตองรัดกุมของกระบวนการ ซึ่งผูถูกรองทั้งสองเห็นชอบรวมกับคณะกรรมการคดีพิเศษวาใหนําเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง กรณีไมปรากฏขอเท็จจริงอื่นใดที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหบรรจุเรื่องสืบสวนดังกลาวเขาสูที่ประชุม กคพ. โดยไมชอบดวยกฎหมายหรือมีลักษณะเปนการเรงรัดใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการขอเท็จจริงปรากฏเพิ่มเติมวา ภายหลังที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ มีมติใหถอนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง คณะอนุกรรมการกลั่นกรองประชุมเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๘ เห็นวา เรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เขาขายเปนความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ และมาตรา ๑๑๖ (๓) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑)ซึ่งเปนคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายอื่น และยังเขาขายเปนความผิดตามพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕ และมาตรา ๙ เนื่องดวยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) เปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งเปนคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กําหนดไวในบัญชีทายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗และตามมาตรา ๔๙ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ไมตัดอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะรับคดีความผิดทางอาญาทั้งหมดไวดําเนินการสอบสวนหนา ๕๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
เปนคดีพิเศษ หากตอมากรมสอบสวนคดีพิเศษรับเปนคดีพิเศษแลวใหแจงไปยัง กกต. พิจารณาวาจะรับกรณีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งไวดําเนินการเองหรือไมตอไป และจําเปนตองใชการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเปนพิเศษ จึงเสนอ กคพ. มีมติใหรับคดีความผิดทางอาญากรณีดังกลาวตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) โดยเห็นควรแยกเสนอ กคพ. พิจารณาเปน ๒ กรณี กรณีที่ ๑ การเลือกสมาชิกวุฒิสภามีกระบวนการหรือพฤติการณที่มิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอันเปนความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และประมวลกฎหมายอาญา กรณีที่ ๒ การกระทําความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและรวมกันฟอกเงินอันเนื่องมาจากความผิดมูลฐานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) อยางไรก็ดี มีขอสังเกตวา ในกรณีที่ ๒ กรณีมีขอสงสัยวาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในครั้งนี้มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป อันเขารายละเอียดลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม เห็นควรเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อนําเรื่องดังกลาวเสนอ กคพ. เปนผูวินิจฉัยชี้ขาดตามขอ ๖ ของประกาศ กคพ. ดังกลาวไปในคราวเดียวกัน เพื่อกําหนดเปนแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองตอไปซึ่งแนวทางการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองดังกลาว สอดคลองกับหนังสือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๘ ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(เอกสารหมาย ศ ๔๔) ซึ่งตอบขอหารือวา หนวยงานอื่นของรัฐจะมีอํานาจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือคดีเกี่ยวเนื่องตามกฎหมายอื่นหรือไมยอมเปนการดําเนินการใหเปนไปตามหนาที่และอํานาจของหนวยงานนั้นตามที่กฎหมายกําหนดเมื่อพิจารณาประกอบขอเท็จจริงที่วา ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองขางตนกคพ. มีการประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ ไมปรากฏวาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งสงผูแทนเขารวมประชุมดังกลาว เนื่องจากมีการตอบขอหารือตามหนังสือหนา ๖๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๘ แลว ที่ประชุมพิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง โดยมีการชี้แจงขอเท็จจริงทั้งจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองรวมทั้งคณะพนักงานสืบสวน ที่ประชุมอภิปรายและมีความเห็นกันอยางกวางขวางในประเด็นขอสงสัยเกี่ยวกับทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดวามีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปอันเขารายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม กรณีมีขอสงสัยดังกลาวเปนอํานาจของ กคพ. ที่จะตองพิจารณาในเบื้องตนเสียกอนวากรณีดังกลาวเขาลักษณะของการกระทําความผิดตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) หรือไม ทั้งนี้ ตามบันทึกการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘(เอกสารหมาย ศ ๑๘/๑๘๖ ถึง ศ ๑๘/๑๘๗) ประกอบกับถอยคําในการไตสวนพยานบุคคลของพันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ วาความผิดฐานฟอกเงินที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจรับไวเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) โดยไมตองนําเรื่องมาเสนอใหกคพ. พิจารณามีมติ จะตองเปนกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแลวมีมูลนาเชื่อวาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดมีมูลคาเกินกวาสามรอยลานบาท เชน ปรากฏเสนทางการเงินที่ชัดเจนวามีจํานวนเกินสามรอยลานบาท แตเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เปนกรณีที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองมีขอสงสัยวากรณีมีมูลนาเชื่อวาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดมีมูลคาเกินกวาสามรอยลานบาทหรือไม เนื่องจากในชั้นสืบสวนมีเพียงพยานบุคคลใหการอางวามีการนําเงินมาใชในการกระทําความผิดครั้งนี้ประมาณสี่รอยลานถึงหารอยลานบาท ซึ่งเปนทรัพยสินที่เกี่ยวของกับการกระทําความผิดมูลฐานแตยังไมปรากฏพยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลดังกลาวที่จะแสดงใหเห็นวามีมูลคาความเสียหายที่แทจริงเปนจํานวนเงินเทาใด คงมีพยานหลักฐานยืนยันวามีมูลคาความเสียหายหาสิบสองลานบาทหากใชสูตรคณิตศาสตรแบบยอนกลับคํานวณจะไดความวามีมูลคาความเสียหายสามรอยยี่สิบหกถึงสี่รอยยี่สิบหกลานบาท จึงเปนกรณีที่ กคพ. จะตองพิจารณาตามมาตรา ๒๑ วรรคหา วากรณีดังกลาวเขาลักษณะของการกระทําความผิดตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) หรือไม กคพ. เสียงขางมากซึ่งมีผูทรงคุณวุฒิดานตาง ๆ รวมอยูดวยอภิปรายแลวเห็นวา แมยังไมปรากฏเสนทางการเงินในการกระทําความผิดหนา ๖๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ที่ชัดเจนจนปราศจากขอสงสัยวามีจํานวนเกินกวาสามรอยลานบาท แตเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นสืบสวนไมวาจะเปนคําใหการของพยาน หลักฐานของพยานบุคคล หลักฐานทางวิทยาศาสตรและหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส ในชั้นนี้ มีมูลนาเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป สวนเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษตอไปแลวก็จะตองรวบรวมพยานหลักฐานที่ทําใหสิ้นสงสัยตามสมควรเพื่อสงเรื่องใหพนักงานอัยการและศาลพิจารณาตอไปกรณีที่ประชุมมีมติดวยเสียงขางมาก จํานวน ๑๑ เสียง ตอ ๔ เสียง และงดออกเสียง ๓ เสียงโดยผูถูกรองทั้งสองลงมติในสวนของเสียงขางมากนั้น เปนการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา วาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เปนการกระทําความผิดอันมีลักษณะตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบกับประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มิใชการลงมติใหการกระทําความผิดทางอาญาอื่นเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) เรื่องดังกลาวเปนเรื่องที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตองอนุมัติการสอบสวนและดําเนินการตามหนาที่และอํานาจพรอมทั้งแจงไปยัง กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ ตอไป ปรากฏขอเท็จจริงวาภายหลังการประชุมดังกลาวอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหกรณีดังกลาวเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘พรอมทั้งแตงตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และมีหนังสือแจงไปยังสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๓๗) เพื่อแจงการรับคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘กรณีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหทําการสอบสวนกรณีการกระทําความผิดฐานฟอกเงินหนังสือฉบับดังกลาวระบุขอความวา “กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอแจงการรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ พรอมขอเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวของมายังสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามนัยแหงหนังสือ อางถึง (๘) เพื่อ กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ และมาตรา ๔๙ ซึ่งเปนความผิดที่อยูในหนาที่และอํานาจของ กกต. ตอไป หากมีขอมูลหรือพยานหลักฐานใดที่ตองการเพิ่มเติม กรมสอบสวนคดีพิเศษยินดีประสานใหความรวมมืออยางเต็มที่เพื่อประโยชนแหงความยุติธรรม”หนา ๖๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
ขอเท็จจริงดังกลาวขางตนแสดงใหเห็นวา ในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่๓/๒๕๖๘ ผูถูกรองทั้งสองรวมถึงกรรมการคดีพิเศษคนอื่น ๆ พิจารณาวากรณีความผิดที่มีผูรองเรียนตอกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนการกระทําความผิดทางอาญาที่เปนคดีพิเศษหรือไม โดยผูถูกรองทั้งสองเขาใจวาการที่ กคพ. หรืออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ไวเปนคดีพิเศษมิไดเปนการรับเรื่องอยางเด็ดขาด เพราะจะตองมีการรายงานไปยัง กกต. เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ ตอไป เนื่องจากตามหนังสือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ระบุวากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสืบสวนเรื่องดังกลาว ไมปรากฏขอเท็จจริงวากรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องไวพิจารณาแลวหรือไม จึงยังไมไดเสนอเรื่องให กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ และการลงมติของผูถูกรองทั้งสองในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เปนการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา วากรณีความผิดฐานฟอกเงินตามเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗เปนการกระทําความผิดอันมีลักษณะตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบกับประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มิใชการลงมติใหการกระทําความผิดทางอาญาอื่นเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) ในการพิจารณาประเด็นขอสงสัยเกี่ยวกับทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดวามีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป อันเขารายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) หรือไม นั้น ผูถูกรองทั้งสองและกรรมการคดีพิเศษเสียงขางมากพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นสืบสวนแลว สอดคลองกับบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ ๖๓/๒) วาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗กรณีแจงการรับเรื่องไวสืบสวน ฉบับลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ กรณีแจงความคืบหนาผลการสืบสวนและฉบับลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ กรณีแจงการรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘หนา ๖๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
แลวเห็นวา มีรายละเอียดเกี่ยวกับขอเท็จจริง พฤติการณ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดําเนินการไตสวนตอไปโดยไมตองมีการตรวจมูลกรณีกอนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวนการไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๒๙ วรรคสอง และ กกต. มีมติในการประชุมครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ สั่งใหดําเนินการไตสวนกรณีไดรับแจงหรือรับทราบขอมูลเบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกลาว โดยแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จํานวน ๓ คนมารวมเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ทั้งยังไมมีมติใหสงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง แสดงวา กกต. จะดําเนินการเองเพียงแต กกต. ยังมิไดเรียกสํานวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมารวมพิจารณา อยางไรก็ดีในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ไมปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองทั้งสองมีพฤติกรรมใดที่เปนการขมขู สั่งการ ชี้นํา หรือปดกั้นการแสดงความคิดเห็น อันเปนการกาวกายหรือแทรกแซงกรรมการคดีพิเศษคนอื่น ๆ ผูถูกรองทั้งสองเปนกรรมการโดยตําแหนงตามที่กฎหมายกําหนด กคพ. มีลักษณะการปฏิบัติงานในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบดวยผูทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ ผูถูกรองที่ ๑ ในฐานะประธานในที่ประชุม บริหารและควบคุมการประชุมโดยเปดโอกาสใหกรรมการทุกคนอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพื่อใหเกิดความรอบคอบในการพิจารณา (เอกสารหมายศ ๑๘/๗๔ และ ศ ๑๘/๘๒) สวนผูถูกรองที่ ๒ ซักถามกรณีขอสงสัยตาง ๆ ตอฝายเลขานุการเพื่อให กคพ. มีขอมูลประกอบการพิจารณาอยางเพียงพอ (เอกสารหมาย ศ ๑๘/๗๑ ถึง ศ ๑๘/๗๒ศ ๑๘/๘๙ ศ ๑๘/๑๗๒ และ ศ ๑๘/๑๗๙) และผูถูกรองที่ ๒ เพียงแตอธิบายความเห็นทางกฎหมายหรือแนวทางการปฏิบัติงานโดยปกติของผูถูกรองที่ ๒ เทานั้น เชื่อวาผูถูกรองทั้งสองมิไดใชอํานาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษและ กคพ. ในการนําเรื่องเขาสูที่ประชุมและมีมติรับไวเปนคดีพิเศษเพื่อเปนเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต. ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาสวนที่ผูรองกลาวอางวา ผูถูกรองทั้งสองสมคบกับเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใชอํานาจในการสอบสวนสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ โดยการวางแผนรวมกันเสนอชื่อ พันตํารวจโท อนุรักษโรจนนิรันดรกิจ นายระวี อักษรศิริ และ นายเอกรินทร ดอนดง ซึ่งเปนขาราชการที่อยูภายใตการบังคับบัญชาของตน เขาเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ของสํานักงานหนา ๖๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. และใชเปนเครื่องมือในการขมขูหรือกลั่นแกลงกับกลุมสมาชิกวุฒิสภา นั้น การแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษทั้ง ๓ รายดังกลาวนั้นสืบเนื่องมาจาก กกต. มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘สั่งใหดําเนินการไตสวนกรณีไดรับแจงหรือรับทราบขอมูลเบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และแตงตั้งเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมกับพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เพื่อดําเนินการไตสวนเรื่องดังกลาว ปรากฏขอเท็จจริงตามมติของ กกต. ในการประชุม ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๕๑/๑ ถึง ศ ๕๑/๗)เมื่อสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นวา ขอเท็จจริงที่ปรากฏเปนการกระทําความผิดที่มีความยุงยากซับซอนตองอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง อีกทั้งเพื่อใหเกิดความเชื่อมโยงขอมูลในการดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กกต. จึงมีมติแตงตั้งเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมกับพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน อันเปนกรณีที่ กกต.เห็นวา มีความจําเปนที่จะตองแตงตั้งเจาหนาที่ของหนวยงานอื่นของรัฐเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวนจากบุคคลที่เปนผูมีความรูความสามารถทางดานการสืบสวนสอบสวนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวน การไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๖๑ขอ ๑๓ แมขอเท็จจริงจากการไตสวนพยานบุคคลปรากฏวาการเสนอชื่อเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใหสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําสั่งแตงตั้งนั้นเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแตเรื่องดังกลาวปรากฏขอเท็จจริงภายหลังวา สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกลาวหาซึ่งรวมไปถึงประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา คัดคานการแตงตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ที่มีกรรมการจากขาราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ กกต. ในการประชุม ครั้งที่ ๔๓/๒๕๖๘ เมื่อวันที่๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๕๘/๑ ถึง ศ ๕๘/๓) มีมติเอกฉันทวา กรณียังไมมีเหตุใหคัดคานการแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖อีกทั้งจากการเบิกความของ พลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร กรณีขอสงสัยเกี่ยวกับการสมคบกันในการแตงตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวนดังกลาวปรากฏหลักฐานเพียงขาวที่ปรากฏตามสื่อโดยทั่วไปเทานั้น และไมปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงใหเห็นวา ผูถูกรองที่ ๒ สั่งการและมีสวนในการเสนอชื่อเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดังกลาวหนา ๖๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
นอกจากนี้ กรณีที่ผูรองกลาวอางวาผูถูกรองที่ ๒ สมคบกันกระทําความผิดรวมกับเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจดําเนินการสอบสวนโดยมิชอบ มีการใชอํานาจสืบสวนเกินขอบเขต เชนการตรวจสอบขอมูลการติดตอสื่อสารและพิกัดโทรศัพทของผูสมัครสมาชิกวุฒิสภาในชั้นสืบสวนโดยที่ยังไมไดรับอนุญาตจากศาล ประกอบกับภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไวเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ เจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไดดําเนินการสอบสวนโดยวิธีการที่มิชอบดวยกฎหมายในหลายพื้นที่ อันเปนการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกวุฒิสภาและเปนการกระทําที่ไมสุจริตสรางความเกลียดชังตอสมาชิกวุฒิสภาและบั่นทอนฝายนิติบัญญัติอีกทั้งผูถูกรองที่ ๒ ยังเคยใหสัมภาษณขาวตอสื่อมวลชนในลักษณะที่มีผลใหเจาหนาที่ดําเนินการตามที่สั่งการและมีลักษณะเปนการปลอยขาวเพื่อขมขู กดดัน ใหเกิดความหวาดกลัวแกสมาชิกวุฒิสภา นั้น ในการดําเนินการสืบสวนสอบสวนของเจาหนาที่ตามที่ผูรองกลาวอาง ไมปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงใหเห็นไดวาผูถูกรองที่ ๒ ใชอํานาจสั่งการและควบคุมใหเจาหนาที่ดําเนินการดังกลาว อีกทั้งหากการปฏิบัติหนาที่สอบสวนของเจาหนาที่ดังกลาวเปนไปโดยมิชอบดวยกฎหมาย ยอมตองถูกตรวจสอบโดยพนักงานอัยการและศาลที่พิจารณาสํานวนสอบสวนตอไป รวมถึงเจาหนาที่ดังกลาวอาจถูกกลาวหาวากระทําความผิดฐานปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ ซึ่งปรากฏขอเท็จจริงวามีสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกลาวหาบางสวนแจงลงบันทึกประจําวันตอเจาหนาที่ตํารวจไวเปนหลักฐานแลว นอกจากนี้ ในการสัมภาษณของผูถูกรองที่ ๒ตอสื่อมวลชนตามที่ผูรองสงหลักฐานเปนคลิปวิดีโอตอศาลรัฐธรรมนูญ นั้น เปนกรณีที่ผูถูกรองที่ ๒ตอบขอซักถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเปนเรื่องที่ไดรับความสนใจจากประชาชนอยางกวางขวาง เปนการรายงานขอเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการทํางานของหนวยงานที่เกี่ยวของกับการสอบสวน รวมถึงการชี้แจงขอกฎหมายเกี่ยวกับกรณีมีผูขัดขวางการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่สอบสวนเทานั้น มิไดมีการใหขอมูลรายละเอียดของพยานหลักฐานหรือมีการใชขอความที่เปนการขมขูสมาชิกวุฒิสภา แตอยางใดจากขอเท็จจริงดังกลาว กรณีไมปรากฏพฤติการณวาผูถูกรองทั้งสองมีพฤติการณตามขอกลาวหาวาไมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษอันเปนการขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔)หรือมีพฤติกรรมฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามที่กําหนดไวในมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระ รวมทั้งผูวาการตรวจเงินแผนดินหนา ๖๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙
และหัวหนาหนวยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๒๗ ประกอบขอ ๕ขอ ๖ ขอ ๗ ขอ ๘ ขอ ๑๑ ขอ ๑๒ ขอ ๑๓ ขอ ๑๔ ขอ ๑๖ ขอ ๑๗ ขอ ๒๑ ขอ ๒๕และขอ ๒๖ ไมมีการกระทําตองหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) อันจะเปนเหตุใหความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔)อาศัยเหตุผลดังกลาวขางตน จึงวินิจฉัยวา ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองไมสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)อยางไรก็ดี ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงไปกอนแลวตามคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๗/๒๕๖๘ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๑๗๐นายนครินทร เมฆไตรรัตนประธานศาลรัฐธรรมนูญนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห แสงเทียนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายจิรนิติ หะวานนท นายนภดล เทพพิทักษตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายบรรจงศักดิ์ วงศปราชญ นายอุดม รัฐอมฤตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายสุเมธ รอยกุลเจริญ นายสราวุธ ทรงศิวิไลตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหนา ๖๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)