{
  "status": 200,
  "row": 226,
  "message": "Result found.",
  "result": [
    {
      "title": "ตาบอดคลำช้าง",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "อ่อนตา ประกาเวสา",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีคนตาบอดหกคน ซึ่งเป็นเพื่อนรักกันอยู่ที่บ้านจันตคาม คนตาบอดทั้งหกได้เดินนออกมาคุยกันตามทางว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&quot;เราจะพาไปตั้งวงดนตรีจะไปไหม?&quot; &quot;เราก็อยากร้องเพลงแบบนั้นแบบนี้นะ&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาบอดคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า&nbsp;&nbsp;&quot;นายจะร้องได้ไหม?&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกคนตอบ &quot;มันจะยากอะไร&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อคุยกันได้สักพัก ก็มีเจ้าเมืองซึ่งเป็นเจ้านายขี่ช้างมาตามทางแล้วก็ตะโกนขึ้นมาว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&quot;หลบทางช้างเดินด้วย หลบท้างช้างเดินด้วย&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาบอดคนหนึ่งเลยพูดขึ้นมาว่า &quot;นั่นช้างหรอ&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาบอดเลยอยากรู้ว่าช้างเป็นอย่างไร จึงขอเจ้าเมืองจับช้าง&nbsp;เจ้าเมืองจึงอนุญาตและให้คนตาบอดเข้ามาจับช้างได้ทีละคน</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาบอดคนแรกเข้าเดินเข้าไปทางหางช้าง และเข้าไปจับที่หาง แล้วพูดขึ้นมาว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;โอ้โห ช้างนี่มันเหมือนไม้กวาดเลย&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คนที่สองเข้ามาไปจับโดนตรงขาช้าง แล้วก็บอกว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;ช้างนี่เหมือนสูบตีเหล็กนะ&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;คนที่สามเข้ามาทางด้านข้างของช้าง ก็จับดูทางด้านข้าง</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;โอ้ ช้างนี่เหมือนผนังยุ้งข้าวเลย&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คนที่สี่เข้ามาถึง ก็จับไปโดนหูช้าง</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&quot;โอ้ ช้างนี่เหมือนภาชนะสำหรับฝัดข้าวเลย&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พอคนที่ห้าเข้ามาถึง ก็เข้าไปจับโดนมือช้างหรืองวงช้าง ก็พูดว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&quot;โอ้ช้างนี่มันเหมือนปลิงเลย ปลิงตัวใหญ่ด้วย&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พอคนที่หกเข้ามาถึง ก็ไปจับโดนตรงส่วนของงาช้าง กระดูกหรือแก่นของงาช้าง อุทานว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;ปัดโธ่เหมือนด้ามมีดตะขอเลย&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาบอดทั้งหกเข้าใจว่าช้างมีลักษณะเป็นอย่างที่ตัวเองไปจับ จากนั้นเจ้าเมืองจึงขี่ช้างเดินทางต่อไป ตาบอดทั้งหกจึงเดินไปตามทางและไปหยุดที่ใต้ต้นมะกอก เพื่อพักให้หายเหนื่อย&nbsp;ตาบอดคนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;เอ้า พวกแกว่าช้างเหมือนอะไร?&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;เราว่าช้างเหมือนปลิง&quot; คนหนึ่งพูดขึ้นมา</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;มันไม่ใช่หรอกแก ไม่ใช่ช้างนี่เหมือนสูบตีเหล็ก พวกนี้ไม่รู้จักช้าง&quot; อีกคนก็เถียง</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนคนตาบอดที่จับโดนข้างช้างเลยบอกว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;ช้างนี่เหมือนผนังยุ้งข้าวสิ&quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คนที่จับโดนหางก็บอกว่าช้างนี่เหมือนไม้กวาดที่กวาดบ้าน คนที่หกกล่าวว่าช้างเหมือนตะขอมีด ตะขอสำหรับฟันไม้</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไม่นานนักมะกอกลูกสุกก็หล่นจากต้นตกใส่หัวตาบอดคนหนึ่ง&nbsp;จึงบอกว่าอย่าทะเลาะกันสิ อย่าตีกันเลย อีกคนก็บอกไม่ได้ตี ไอ้ลูกนี่มันโดนหัวนี่ สักพักก็ตกใส่หัวอีก ตาบอดจึงนึกว่าเพื่อนมาทำร้ายเนื่องจากถกเถียงกันเรื่องลักษณะของช้างที่แต่ละคนไปจับมา ตาอบอดทั้งหกจึงทะเลาะทุบตีกันเป็นพันวัล</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=1"
    },
    {
      "title": "ขอคำกระฮอกด่อน",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "พ่อใหญ่นู",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในขณะนั้นมีพญาผู้หนึ่งชื่อว่า พญาขอม ครองเมืองหนองหาน พญาขอมมีธิดาชื่อว่า นางไอ่ มีชายคนรักชื่อ ผาแดง&nbsp; และมีส่วนนาคหนุ่มนั้นชื่อ ท้าวภังคี เป็นลูกชายของพญานาคในเมืองบาดาล&nbsp;ซึ่งต่างก็ชอบนางไอ่ทั้งสอง อยากได้ไปเป็นคู่ครอง</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; นาคหนุ่มท้าวภังคีได้จำแลงเป็นกระรอกเผือกไต่ขึ้นต้นงิ้ว และเพื่อแสดงตน จึงแขวนกระดิ่งทองไว้ด้วย กรอกเผือกกระโดดโลดเต้นไปมามาตามกิ่งไม้ เมื่อนางไอ่เห็นเข้าก็เกิดอยากได้&nbsp;จึงไปเรียกเอาหมอพราหมณ์มายิงกระรอกเผือกตัวนั้น หลังจากโดนยิงก็ตกลงมาพื้นดิน กระรอกเผือกซึ่งตกจากต้นไม้ ก็ปรารถนา</p>\r\n\r\n<blockquote>\r\n<p><span style=\"font-size:16px\">ขอให้ร่างกายของเราใหญ่โตเท่าช้างสารมีมากล้น เนื้อหนังของเราจงเพียงพอแก่การเลี้ยงดูผู้คนทั่วทั้งเมือง ใครไม่ได้กินไม่มี </span></p>\r\n</blockquote>\r\n\r\n<p>&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อทราบเรื่องการตายของท้าวภังคีแล้วพ่อพญานาคก็โกรธแค้นมาก จึงเกณฑ์พรรคพวกขึ้นมาจะรบราฆ่าฟันกัน ผาแดงนางไอ่ที่นั่งคุยกันอยู่ ก็ต้องวิ่งหนีกันไปคนละทางเนื่องจากแผ่นดินถล่มเกิดคลื่นน้ำอยู่ข้างใต้</p>\r\n\r\n<blockquote>\r\n<p>&nbsp;<span style=\"font-size:16px\"> &nbsp;นายสามที่เป็นนายม้าของผาแดง นายสามมาก็เอาผาแดงขึ้นขี่ เอานางไอ่ขึ้นขี่ และหนีตาย เลยได้ชื่อว่าห้วยสามพาด</span></p>\r\n</blockquote>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=2"
    },
    {
      "title": "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "หนูเวียง แก้วเวียง",
      "description": "<p>ครั้งหนึ่งนานมาแล้วในฤดูฝน มีการเตรียมปักดำกล้าข้าว ทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพาะปลูกมีครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อก็จะออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน วันหนึ่งเขาไถนาอยู่นานจนสายตะวันขึ้นสูงแล้ว เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากกว่าปกติและหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้าผิดปกติเขาจึงหยุดไถนา เข้ามาพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ปล่อยเจ้าทุยไปกินหญ้า สายตาเหมือนมองไปทางบ้านรอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ &nbsp;ยิ่งสายตะวันขึ้นสูงแดดยิ่งร้อนความหิวกระหายยิ่งทวีคูณขึ้น</p>\r\n\r\n<p>ทันใดนั้นเขามองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนา พร้อมกับก่องข้าวน้อยๆ เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจนตาลายอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาคิดว่าในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่ จึงเอ่ยต่อว่าแม่ของตนว่า &ldquo;อีแก่มึงไปทำอะไรอยู่ถึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ กูจะกินอิ่มหรือ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ถึงก่องข้าวจะน้อยแต่ก็น้อยต้อนแต้นแน่นในดอกลูกเอ๋ย ลองกินเบิ่งก่อน&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโหหูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใดๆเกิดบันดาลโทสะอย่างแรง จึงคว้าได้ไม้เข้าตีแม่ที่แก่ชราล้มลงแล้วเดินไปกินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดก่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดีรีบไปดูอาการของแม่ และเข้ามาสวมกอดแม่ชายหนุ่มร้องไห้โฮ สำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตนด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้วขอร้องชักชวนญาติมิตรชาวบ้าน ช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้จึงให้ชื่อว่า &ldquo;ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่&rdquo; จนตราบทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=3"
    },
    {
      "title": "บักหำน้อย",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สมหวัง ปานพายัพ",
      "description": "<p>เรื่องมีอยู่ว่า ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งของภาคอีสาน กำลังตรวจสุขภาพฟันประจำปีของเด็ก เด็ก ๆ มาต่อคิวเพื่อที่จะตรวจสุขภาพฟัน หมอก็ตรวจเด็กเล็กทีละคน จนมาถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เด็กคนนี้มีฟันผุ หมอเลยบอกเด็กคนนี่ว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;โอ&hellip;ฟันผุนะจ๊ะหนู อย่างนี้ต้องถอนนะจ๊ะ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พอหมอพูดจบก็จัดการฉีดยาชา แล้วก็จัดการถอนฟันที่ผุซี่นั้นออก ด้วยความเจ็บปวดจากการถอนฟัน เด็กคนนั้นจึงร้องไห้ และพอถอนออกเรียบร้อยแล้ว เด็กคนนั้นก็ร้องไห้ไม่หยุดซักที คุณครูผู้ยืนให้กำลังใจเด็กอยู่ เลยถามเด็กน้อยคนนั้นว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;เป็นจั่งใด๋ เจ็บบ่หำ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เด็กก็ตอบครูว่า &ldquo;หำบ่เจ็บครับ เจ็บแต่แข่ว&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พอทุกคนได้ยินประโยค ที่เด็กคนนั้นพูดจบก็พากันหัวเราะ &nbsp;ก็เลยเป็นที่มาของนิทานเรื่องที่ว่า &ldquo;บักหำน้อย&rdquo;&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=4"
    },
    {
      "title": "รื้อบ่อน้ำ",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "บุญศรี เกสเสโร",
      "description": "<p>วันหนึ่งพ่อตากับลูกเขยพากันไปรื้อบ่อน้ำใช้ พอขุดไปขุดมาพ่อตาไม่รู้ว่าเป็นอะไรท้องไส้ไม่ดี&nbsp;เกิดผายลมออกมา</p>\r\n\r\n<p>ลูกเขยรู้สึกเหม็นมากเลยพูดว่า &ldquo;เหม็นตดหมาตัวไหนครับพ่อ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พ่อตาโกรธมาก เลยพูดขึ้นว่า &ldquo;อ้าว ไอ้ทิด ในบ่อนี้ก็มีแต่กูกับมึงเท่านั้น ทำไมมึงพูดงี้ว่ะ&rdquo; พ่อตาได้แต่แค้นอยู่ในใจ ที่ลูกเขยเรียกตนเองว่าหมา และก็คิดหาโอกาสแก้แค้น พอรื้อบ่อน้ำเสร็จ พ่อตาก็เลยถามลูกเขยว่า &ldquo;ไอ้ทิด มีเงินมั้ย&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ลูกเขยตอบว่า &ldquo;มีอยู่ไม่มากเท่าไหร่&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พ่อตาเลยชวน &ldquo;เล่นโบกกันมั้ยล่ะ&rdquo; ลูกเขยตกลง ก็เลยพากันเล่นโบก เล่นไปเล่นมา ลูกเขยเสียเงินให้พ่อตาจนหมด</p>\r\n\r\n<p>ลูกเขยกำลังติดลมอยากเล่นต่อ เลยขอยืมพ่อตา &ldquo;พ่อๆ ขอยืมเงินหน่อยพอได้ต่อทุน&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พ่อตาตอบว่า &ldquo;ยืมไม่ได้หรอกไอ้ทิด กูก็เสียเหมือนกัน&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ลูกเขยเลยโกรธพ่อตามาก เลยพูดขึ้นว่า &ldquo;โอ้ยไม่รู้เสียให้โคตรพ่อโคตรแม่ใคร เล่นกันอยู่สองคนเท่านั้น&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=5"
    },
    {
      "title": "กว่าจะได้เป็นเจ้านายก็ติดการอุจจาระปัสสาวะ",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "พัชราภรณ์ เข็มเพชร",
      "description": "<p>มีกลุ่มเพื่อน 3 คนเป็นเพื่อนรักกัน มีแต่คนเกเรทั้ง 3 คน เมาไปด้วยกัน กินแต่เหล้าอย่างเดียว &ldquo;ไปไหนก็ไปด้วยกันนะเพื่อน อย่าทิ้งกันนะเพื่อน อย่าทิ้งกันนะ มึงเป็นคนดีก็ดีด้วยกัน&rdquo;<br />\r\nอยู่ไปหลายวันหลายคืน ก็เดินทางไปถึง ณ เมืองหนึ่ง เมืองนั้นพระราชาก็เสียชีวิต ก็เลยเอาเพื่อนคนหนึ่งไปเป็นพระราชาแทนผู้ที่ตายไปแล้ว และก็เลยเอาอีกคนหนึ่งเป็นอำมาตย์ฝ่ายขวา แต่ยังขาดอำมาตย์ฝ่ายซ้าย พระราชาก็เลยสั่งให้อำมาตย์ฝ่ายขวา ไปนำเพื่อนอีกคนหนึ่งไปตัดขี้ยางขายอยู่เป็นประจำ พระราชาบอกว่า &ldquo;30 นาทีนะให้มาถึง&rdquo; พูดอย่างเด็ดขาด อำมาตย์ฝ่ายขวาก็เลยไปตามเพื่อน ก็เลยไปหาเสี่ยวมา หามมา หามมา&nbsp;<br />\r\n&ldquo;เอ็งอยากเป็นเจ้านายไหม&rdquo; อำมาตย์ถาม &ldquo;อยากเป็นอยู่&rdquo; ไปกับข้า หามมาใกล้จะเข้าเมืองเหลืออยู่ประมาณ 10นาที เกิดปวดท้องมากๆ จนทนไม่ได้ &ldquo;เพื่อน ข้าทำไมปวดท้องมากขนาดนี้ว่ะ&rdquo; ผู้นั้นกล่าว &ldquo;อดทนไว้ อดทนไว้ ใกล้จะถึงแล้ว&rdquo; พอพูดเช่นนั้นแล้ว หามมาทนไม่ไหวแล้วปวดหนักมากจะราดแล้ว ว่าแล้วก็โดดลงจากเสลี่ยง วิ่งไปเลย พระราชาก็เลยแต่งตั้งผู้อื่นเป็นแทน เพื่อนก็เลยไม่ได้เป็นนายเลย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=6"
    },
    {
      "title": "ตำนานกุดนางใย",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "เพ็ชร ศรีสารคาม",
      "description": "<p>เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า จากนิทานพื้นบ้าน ครั้งโบราณที่บริเวณแหล่งน้ำกุดนางใย(ในปัจจุบัน)&nbsp;<br />\r\nมีครอบครัวหนึ่งตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ มีแม่และลูกชาย ภายหลังลูกสะใภ้ได้มาอยู่ร่วมกัน มาวันหนึ่งลูกชายได้ไปขายของทางไกล&nbsp;<br />\r\nแม่และลูกสะใภ้อยู่บ้านเพียงสองคน คืนหนึ่งแม่ผัวสังเกตเห็นว่าห้องนอนของลูกสะใภ้จุดตะเกียงตลอดคืน&nbsp;<br />\r\nคืนหนึ่งแม่ผัวสงสัยจึงไปแอบดูว่า ลูกสะใภ้ทำอะไรอยู่ในห้อง แล้วเห็นว่าลูกสะใภ้กำลังสาวใยไหม&nbsp;<br />\r\nออกจากปากตัวเองมาม้วนเข้าฝัก จึงเกิดความกลัว นึกว่าลูกสะใภ้เป็นภูตผีเข้าไปในห้อง ซักถาม และให้ร้ายว่าเป็นภูตผี&nbsp;<br />\r\nปีศาจ ทำให้ลูกสะใภ้อับอายจนหนีออกจากบ้านไป กระโดดลงลำน้ำ(กุดนางใย) เมื่อลูกชายกลับมารู้เรื่องราวได้แต่เศร้าโสกเสียใจ<br />\r\nเมื่อถึงคืนเดือนหงายจะไปนั่งริมน้ำ และจ้องมองลงไปในสายน้ำเข้าไปนานๆ ก็จะมองเห็นภรรยาในน้ำนั้น และสาวใยไหมออกจากปาก ต่อมาที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า กุดนางใย (ใยมาจากใยไหม)</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=7"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อน้องงัว",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สุบิน คำยางจ้อง",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีหลวงพ่อกับเณรน้อยจำวัดอยู่ในหมู่บ้านหนึ่ง วันนี้มีญาติโยมที่มาวัดถวายภัตตาหารเช้า&nbsp;<br />\r\nโดยนำน้องวัวหรือรกของวัวที่ทำอาหารมาถวาย หลวงพ่อก็เลยซ่อนไว้โดยไม่ฉัน เณรน้อยก็เลยถามหลวงพ่อว่า&nbsp;<br />\r\nหลวงพ่อเป็นอะไรทำไมไม่ฉันข้าว ไม่ๆฉันก่อนเลยยังไม่หิว หลวงพ่อก็เลยเอาน้องวัวไว้หัวบนหัวนอน หลังจากนั้นหลวงพ่อก็นอนหลับ เณรน้อยก็มาขโมยเอาน้องวัวไปกินจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือเลยสักนิดเลยหลวงพ่อตื่นขึ้นมา ไปดูไม่เหลืออะไรเลยไม่ได้ฉันข้าว หลวงพ่อเครียดมากก็เลยวิ่งไล่เณร เณรทำไมเอาของหลวงพ่อไปกินหมด เณรน้อยก็บอกว่าไม่ยากหรอกหลวงพ่อนับประสาอะไรกับน้องวัวเฉยๆ ผมพาไปเอาก็ได้จะพาไปเอา เณรน้อยก็เลยพาหลวงพ่อไปเอาน้องวัว หลวงพ่อก็เลยถามเณรน้อยว่าตอนไหนจะได้ เณรน้อยก็บอกว่าตอนมันถ่ายก็ล้วงเอาเลยสิ ก็เลยพากันเดินไปเจอวัวกำลังขี้ เณรน้อยกะเลยร้องว่าวัวขี้เอามือล้วงไปเลยหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เลยเอามือเข้าไปที่ตูดวัว เพื่อหวังจะเอาน้องวัวมาต้มกินพอล้วงเข้าไปแล้ววัวก็เลยขยุ้มเอาแขนหลวงพ่อไว้ วัวก็พาหลวงพ่อวิ่ง เณรน้อยกะหัวเราะ หลวงพ่อก็วิ่งตกคันแทนาเกือบตาย ส่วนเณรน้อยหัวเราะมากเกินไปก็เลยตัวแข็งตาย คราวนี้หลวงพ่อเอามือออกได้ ก็เลยวิ่งมาหาเณรน้อยหัวเราะยิงฟันจนตาย นั่นแหละคือกรรมตามสนอง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=8"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อกับเณรน้อย",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "ปรางค์ทิพย์ บุญสีลา",
      "description": "<p>วันหนึ่ง ตอนเช้าก่อนหลวงพ่อจะออกไปบินฑบาตร ก็ได้สั่งเณรน้อยว่า &ldquo;น้อยน้อย หลวงพ่อจะไปบิณฑบาตรนะ อยู่กุฏิก็ให้ดูดีๆ อย่าให้ไก่มาขี้ใส่เด้อ ถ้าไก่มาขี้ใส่ได้จะลงโทษอย่างหนัก&rdquo; แล้วก็เข้าไปบิณฑบาต เณรน้อยก็เลยวางแผนอุบายแกล้งหลวงพ่อ ก็คือเอาน้ำอ้อยไปหยอดไว้ตรงนั้นตรงนี้ เริ่มตั้งแต่ที่บันได ขึ้นมาหยอดให้เหมือนกองขี้ไก่ หยอดแล้วก็คอยเฝ้าไล่ไก่ไม่ให้ขึ้นกุฏิ พอประมาณเวลาหลวงพ่อจะกลับมา เณรน้อยก็ทำท่าว่าไม่ได้อยู่เฝ้ากุฏิ ไปเดินเล่นที่อื่น หลวงพ่อกลับมาเห็นกองน้ำอ้อย นึกว่าเป็นกองขี้ไก่ หลวงพ่อเลยโกรธมากร้องเรียกหาเณรน้อยว่า &ldquo;น้อยเอ้ยน้อย ไปทำอะไรอยู่ไหนมา ทำไมไม่มาเฝ้ากุฏิ ปล่อยให้ไก่มาขี้ใส่เต็มเลยเนี่ย&rdquo; พอเณรน้อยมาแล้วหลวงพ่อก็ลงโทษให้กินขี้ไก่ เณรน้อยก็ทำเป็นอิดออดไม่อยากกิน แต่ในที่สุดก็เอามือลงไปปาดกองขี้ไก่กองนั้นกองนี้ ฮู้อร่อยๆ ฮู้หวานดีอร่อย พอหลวงพ่อเห็นเณรน้อยกินน่าอร่อยก็เลยถามว่า มันอร่อยจริงๆหรอน้อยมันไม่เหม็นหรอ อร่อยจริงๆหลวงพ่อลองชิมดู หลวงพ่อก็เลยเอามือปาดลงมาชิม โฮ้หวานหอมอร่อยดี ขี้ไก่มันอร่อยอย่างนี้ ปล่อยให้ไก่มาขี้ใส่กุฏินานแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องไล่มันนะน้อย เณรน้อยก็หัวเราะอยู่ในใจ วันต่อมาก็สั่งเณรน้อยว่า น้อยๆ วันนี้ปล่อยให้ไก่มันมาขี้ใส่เยอะๆนะ เณรน้อยเลยหนีไปเล่นที่อื่น พอหลวงพ่อกลับมาเห็นไก่อยู่กุฏิกะดีใจ หลวงพ่อติดใจรสชาติขี้ไก่ หลวงพ่อจึงเอามือเอาขี้ไก่มาเลียกิน เอ๊ะ กองนี่มันทำไมไม่อร่อยว่ะ เป็นเหม็นๆด้วย สงสัยก็เลยไปหาชิมกองอื่น เณรน้อยร้องถามหลวงพ่อว่า เป็นยังไงหลวงพ่ออร่อยไหมหลวงพ่อ เป็นเหม็นๆเปรี้ยวๆหลวงพ่อเผยอปากตอบ เณรน้อยก็หัวเราะ ใครว่าขี้ไก่มันอร่อยขี้ไก่มันไม่อร่อยหรอก ฮ่าๆๆ หลวงพ่อเสียรู้เณรน้อย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=9"
    },
    {
      "title": "หัวล้านหลื่นครู",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "ใจมา สมจันทร์",
      "description": "<p>วันหนึ่ง มีหนุ่มอ้วนกับหนุ่มผอม เป็นเพื่อนกันไปจีบผู้หญิงที่ไหนก็มีแต่เขาไม่พูดด้วย ไปเลี้ยงควายเด็กเล็กก็ไม่พูดด้วย&nbsp;<br />\r\nเพราะตัวเองเป็นคนหัวโล้น มีวันหนึ่ง เขาก็พูดกันอย่างหนาหูว่ามีพระมาธุดงค์ หนุ่มอ้วนกับหนุ่มผอมก็ไปหา หนุ่มอ้วนกับหนุ่มผอมก็นั่งลงกราบแล้วก็พูดขึ้นมาว่า พระก็เลยว่าไม่ต้องพูดหรอก รู้แล้วให้นั่งสมาธิก่อน หนุ่มอ้วนกับหนุ่มผอมก็เลยคุยกันว่าพระทำไมท่านเก่งจัง พอสักครู่หนึ่ง พระก็บอกหนุ่มอ้วนกับหนุ่มผอมให้ว่าหันหลังไปแล้วก็บอกว่าเห็นสระน้ำนั้นไหม หนุ่มอ้วนกับหนุ่มผอมก็บอกว่าเห็นอยู่ครับ ให้เจ้าทั้ง2ไปโดดน้ำสระ3ครั้ง หนุ่มอ้วนกับหนุ่มผอมก็ไปโดด กระโดดครั้งที่หนึ่งผมก็งอกขึ้นมานิดหนึ่ง ครั้งที่สอง ที่สาม หนุ่มอ้วนก็พูดกับหนุ่มผอมว่าผอมทำไมผมเอ็งถึงเยอะจัง ผมข้าทำไมน้อยนัก พอหนุ่มอ้วนพูดแล้วมันก็กระโดดลงไปในสระอีกเป็นครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้าครั้งที่หก ผมหนุ่มอ้วนก็เลยไม่มี กลายเป็นคนหัวโล้นดังเดิม</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=10"
    },
    {
      "title": "ซิ่นสองต่อน",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>ว่ากันว่าเมื่อปี 2514 จำปารักกันกับบุญหลายมาก แต่พอแม่กีดกันเพราะเป็นศัตรูกันเมื่อ 20ปีก่อน ทั้งสองคนจึงแอบคบกันลับๆ ตลอดมา จนวันหนึ่งจำปีพี่ของจำปา ซึ่งแอบรักบุญหลายอยู่เห็นจำปากับบุญหลายคุยกัน จึงไม่พอใจและนำความไปบอกพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่แค้นใจจึงจับจำปาบวชชี&nbsp;<br />\r\nเวลาผ่านไปหลายเดือนจำปาก็แอบหนีจากการเป็นชี หนีไปอยู่หมู่บ้านอื่นกับบุญหลาย ฝ่ายจำปีเมื่อทราบว่าจำปาหนีไปกับบุญหลาย จึงนำความไปบอกพ่อกับแม่ของบุญหลาย ฝ่ายแม่ของบุญหลายก็ตรอมใจตาย ส่วนพ่อของบุญหลายไม่เชื่อ จึงจับจำปีไปขังไว้ที่บ้านของตนแล้วไปบอกพ่อกับแม่ของจำปีว่าให้ คืนบุญหลายให้กับตน แล้วตนจะคืนจำปีให้<br />\r\nพ่อของจำปีจึงแสร้งมาพูดว่าไม่ได้เอาบุญหลายไป พร้อมกับนำห่อข้าวใส่ยาพิษมาให้พ่อของบุญหลายกิน และเวลาต่อมาพ่อของบุญหลายก็ตาย พ่อแม่ของจำปีก็พาจำปีกลับบ้านแต่ระหว่างทางก็โดนโจรป่าปล้น และฆ่าทิ้งทั้ง3คน<br />\r\nส่วนจำปากับบุญหลายก็ครองคู่กันไม่นานก็มีลูกแต่แท้ง จำปาเลยเป็นบ้าสติไม่เต็มวันหนึ่งเห็นมีดในครัว จึงถือมาฟันหัวบุญหลายตาย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=11"
    },
    {
      "title": "เซียงเมี่ยง ตอนหลอกเจ้าเมืองลงน้ำ",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "เพ็ญนภา พันพินิจ",
      "description": "<p>เซียงเมี่ยงเป็นคนที่เกลียดคร้านและก็โกหกเก่ง เจ้าเมืองได้ยินชื่อเสียงของเซียงเมี่ยง ก็เลยอยากลองเชาวน์เซียงเหมี่ยงดูว่าเซียงเมี่ยงจะโกหกท่านเจ้าเมืองได้หรือไม่&nbsp; เจ้าเมืองก็เลยเดินทางไปที่หมู่บ้านที่เซียงเมี่ยงอยู่เจ้าเมืองก็นั่งครุ่นคิดหาวิธีจะทดลองปัญญาของเซียงเหมี่ยง เจ้าเมืองก็เลยเหลือบไปเห็นหนองน้ำก็เลยคิดออก</p>\r\n\r\n<p>ท่านเจ้าเมืองพูดว่า &ldquo;อ้าวเซียงเมี่ยง ข้ากะได้ยินชื่อเสียงเจ้ามามากเจ้าลองมาโกหกข้าลงน้ำดูสิว่าเจ้าจะโกหกข้าได้มั้ย&rdquo; เจ้าเมืองพูดไปหัวเราะไป</p>\r\n\r\n<p>เซียงเมี่ยงก็เลยพูด &ldquo;โอ้ยตัวข้านี้จะโกหกท่านเจ้าเมืองลงน้ำไม่ได้หรอก เว้นจากโกหกท่านเจ้าเมืองขึ้นจากน้ำ&quot;</p>\r\n\r\n<p>เจ้าเมืองได้ยินเช่นนั้นก็เลยลงไปในน้ำเจ้าเมืองก็เลยพูดว่า&nbsp;&ldquo;ข้าลงน้ำแล้วเอ้าเจ้าลองโกหกข้าขึ้นจากน้ำดูสิ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เซียงเมี่ยงก็เลยหัวเราะชอบใจ &ldquo;ข้าน้อยก็โกหกท่านเจ้าเมืองลงน้ำได้แล้ว&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ท่านเจ้าเมืองได้แต่เจ็บใจที่เสียรู้เซียงเมี่ยง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=12"
    },
    {
      "title": "แม่ใหญ่แฮก",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "ชลิตา โพธิสาร",
      "description": "<p>ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีครอบครัวหนึ่ง มียายกับลูกชายผู้หนึ่ง ลูกชายไม่มีเมียแม่จึงไปหาสะใภ้มาเลี้ยง แต่อยู่มาหลายปีก็ไม่มีลูก กลัวไม่มีผู้สืบสกุล ยายจึงไปเอาลูกสะใภ้ใหม่มาให้ลูกชายอีก เมียหลวงจึงบอกเมียน้อยว่า &ldquo;ถ้ามีท้องเมื่อไหร่ให้บอกนะเดี๋ยวฉันจะเอายาให้กิน&rdquo; พอเมียน้อยตั้งท้อง เมียหลวงก็เอายามาให้กิน นางเมียน้อยกินแล้วก็ทำให้แท้งลูกทันที พอท้องครั้งที่2 เมียน้อยท้องได้6เดือน เมียหลวงก็เอายามาให้กินอีก เมียน้อยก็แท้งลูกอีก พอครั้งที่3 เมียน้อยก็เลยรู้ทันเลยหนีไปอยู่บ้านพ่อแม่ เมียหลวงก็รู้เลยตามไปเอายาให้นางกิน แต่เมียน้อยไม่กิน เมียหลวงก็เลยเอายากรอกปากให้เมียน้อยกินจนเมียน้อยตาย พอผัวรู้ก็เลยฆ่าเมียหลวงตามกันไป เมียน้อยได้พูดก่อนตายว่า &ldquo;เมียหลวงตามอิจฉา ฉันก็จะขอตามอิจฉาทุกชาติไป&rdquo; พอแต่เกิดชาติใหม่เมียหลวงเกิดเป็นไก่ เมียน้อยก็เกิดเป็นแมวอยู่ในครอบครัวเดียวกัน พอแต่ไก่ไข่ แมวก็ไปกินไข่ไก่แล้วก็ไก่ เมียน้อยตามอาฆาตทุกชาติไปจนถึงชาติที่3 เมียหลวงได้เกิดเป็นยักษ์ก็เลยบอกว่า พอพระพุทธเจ้ารู้ก็บอกให้หยุด ให้รักให้สามัคคีกันนางยักษ์ก็เลยบอกว่า &ldquo;ข้าพเจ้าจะขอไปอยู่ทุ่งนา&rdquo; ด้วยความที่นางเป็นยักษ์นางจึงรู้จักฝนฟ้าอากาศ แห้งแล้ง ชาวบ้านก็เลยเคารพนับถือ นำข้าวปลาอาหารมาถวาย ชาวบ้านจึงเรียกว่า &ldquo;ตาแฮก&rdquo; แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นแม่ใหญ่แฮก</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=13"
    },
    {
      "title": "ทำไมมนุษย์จึงรู้จักการกินเมล็ดข้าว",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "สร้อยอุมา หอมกลิ่น",
      "description": "<p>ในสมัยก่อนคนยังไม่รู้จักกินข้าว กินแต่รำข้าว ตอนทำนาได้ก็จะผัดเอาแต่รำข้าวมากิน ส่วนแก่นข้าวก็จะทิ้งไป มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งมีลูกเล็กๆหนึ่งคน ลูกเล็กไม่ยอมกินรำข้าวเวลาพ่อแม่จะต้มรำข้าวให้กินลูกก็จะร้อง พ่อแม่ก็รู้สึกรำคาญจึงพูดว่า &ldquo;เอ็งจะกินอะไรหา ร้องมากเดี๋ยวจะต้มแก่นข้าวให้กินตายๆไปซะแหละ&rdquo; พอพูดจบลูกก็หยุดร้อง แต่พักเดียวก็ร้องอีก ทีนี้แม่ก็อารมณ์เสียแล้วพูดไปว่า &ldquo;ทีนี้จะต้มเอาแก่นข้าว ให้กินจริงๆแหละ ร้องไปเลย&rdquo; จากนั้นพ่อแม่ก็เอาแก่นข้าวไปต้มให้ลูกกินจริงๆ แล้วลูกก็ดีใจกินข้าวได้เยอะ พอกินอิ่มนอนหลับ พ่อแม่นั้นก็ตกใจนึกว่าลูกตายที่เอาแก่นข้าวที่คนกินกันไปให้ลูกกิน ก็ร้องไห้ใหญ่สักพักลูกก็ตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุข จากนั้นพ่อแม่ก็ดีใจมากก็ต้มแก่นข้าวให้ลูกกินตลอด จนมีข่าวลือไปทั่วจากนั้นคนก็หันมากินแก่นข้าวแทนรำข้าวมาจนถึงปัจจุบัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=14"
    },
    {
      "title": "ปัญญาของพ่อ",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ไพบูลย์ ระหา",
      "description": "<p>ชาวนาผู้หนึ่งมีบุตรอยู่สองคน วันหนึ่งอยากจะทดลองปัญญาของบุตรทั้งสอง&nbsp;<br />\r\nจึงส่งแตงโมให้บุตรทั้งสอง 1ใบ โดยบอกให้ทั้งสองแบ่งกันกินเท่าๆกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องได้มากได้น้อย ถ้าแบ่งไม่ได้เท่าๆกันเกิดทุ่มเถียงกันเกิดขึ้นเมื่อใดจะต้องถูกลงโทษทั้งสองคน เมื่อเด็กทั้งสองได้รับแตงโมมาแล้วไม่รู้ว่าจะผ่าแบ่งกันอย่างไรจึงจะได้ส่วนเท่าๆกัน ด้วยเกรงจะต้องถูกลงโทษ ในที่สุดจึงตกลงกันในวิธีการดังนี้ โดยที่เด็กทั้งสอง เห็นว่าเป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด คือถ้าหากใครเป็นผู้ผ่าแตงโมออกเป็นสองซีก ผู้นั้นจะต้องเป็นฝ่ายเลือกทีหลัง และจะต้องยอมให้ฝ่ายที่ไม่ใช่เป็นคนผ่าเลือกก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนผ่าลำเอียง โดยผ่าเป็นชิ้นโตชิ้นหนึ่งและชิ้นเล็กชิ้นหนึ่ง แล้วคนผ่ารีบเอาชิ้นโตเป็นของตนเองเสียก่อน เมื่อเด็กทั้งสองได้ผ่าแตงโมแล้ว จึงรีบวิ่งไปเล่าให้บิดาฟัง บิดามีความพอใจในสติปัญญาของเด็กทั้งสองมาก</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=15"
    },
    {
      "title": "ศรีธนนชัย ตอนเลี้ยงน้อง",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "อุทัย ต้องโพนทอง",
      "description": "<p>ศรีธนนชัยอยู่กับแม่และน้องชาย วันหนึ่งแม่บอกให้ศรีธนนชัยเลี้ยงน้อง</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ศรีธนนชัยเอ้ย อาบน้ำล้างไส้ล้างพุงให้น้องนะลูก และเอาน้องนอน&rdquo;&nbsp;ศรีธนนชัยรับปาก</p>\r\n\r\n<p>หลังจากแม่ไปทำงานศรีธนนชัยจึงเอาน้องไปอาบน้ำจนสะอาดและนึกออกว่าแม่ให้ล้างไส้ล้างพุงด้วย จึงหยิบมีดมากรีดท้อง เอาไส้ออกมาล้างและเก็บไว้เหมือนเดิม และได้พาน้องนอน แม่กลับมาเห็นน้องตายด้วยความซื่อและโง่ของศรีธนนชัย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=16"
    },
    {
      "title": "สร้อยขี้ตะกั่ว",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "นฤมล รองทอง",
      "description": "<p>หนุ่มน้อยพ่อตายไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรติดตัว มีแต่สร้อยขี้กั่วที่พ่อทิ้งไว้ให้ หนุ่มน้อยจึงเอาสร้อยคอไว้</p>\r\n\r\n<p>วันหนึ่งไปหาปลาในคลองน้ำที่เคยไปเป็นประจำแต่เกิด ทำสร้อยหล่นหายในน้ำ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ หนุ่มน้อยเลยขึ้นมานั่งร้องไห้ใต้ต้นไม้</p>\r\n\r\n<p>พญานาคเห็นเข้าจึงแปลงกายเป็นคนถามว่าเป็นอะไร หนุ่มน้อยจึงเล่าเรื่องให้พญานาคฟัง พญานาคจึงไปหาสร้อยมาร้อยเป็นสร้อยทองคำให้ แต่หนุ่มน้อยบอกพญานาคว่าไม่ใช่ของตน พญานาคจึงดำน้ำลงไปใหม่ได้สร้อยเงินขึ้นมามากมาย แต่หนุ่มน้อยไม่รับเพราะไม่ใช่ของตน พญานาคจึงดำลงไปเอาสร้อยขี้กั่วขึ้นมา หนุ่มน้อยบอกว่าใช่ นี่คือสร้อยของตน พญานาคเห็นความซื่อตรง ไม่โลภของหนุ่มน้อย จึงยกสร้อยทั้งหมดให้</p>\r\n\r\n<p>พอลูกชายเศรษฐีรู้ข่าวจึงแกล้งไปทำสร้อยหล่นในคลองนั้น พญานาคก็ช่วยหาสร้อยเอาสร้อยทองขึ้นมาเศรษฐีบอกว่าเป็นสร้อยของตน แต่ยังเหลืออีกเอาสร้อยเงินขึ้นมาก็บอกว่าเป็นของตนด้วยความโลภ สร้อยทั้งหมดจึงกลายเป็นพญานาครัดเศรษฐีหนุ่มตายในที่สุด</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=17"
    },
    {
      "title": "ขายปัญญา",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "บรรลุ หารเสนา",
      "description": "<p>ครั้งก่อนสติปัญญานั้น มีการนำมาขายเหมือนสินค้าทั่วไป&nbsp;<br />\r\nวันหนึ่งเวลาบ่ายซึ่งแดดร้อนจัดมีชายคนหนึ่งหาบปัญญามาขาย เมื่อมาถึงเมืองๆ หนึ่ง ก่อนที่เขาจะเข้าไปเขาได้นอนพักใต้ต้นหว้าใหญ่ พอตื่นขึ้นมาก็จะนำปัญญาไปขายต่อ แต่เขาได้พบกับชายหนุ่ม 3 คน จึงได้ถามว่าจะซื้อปัญญาไหม ซึ่งปัญญาเป็นดั่งแก้วสารพัดนึก จะดลบันดาลให้ทำทุกสิ่งได้ ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ยินดังนั้น จึงอยากลองว่าผู้นำปัญญามาขายจะฉลาดจริงหรือไม่ จึงถามชายขายปัญญาว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ท่านรู้หรือไม่ว่าต้นหว้านี้มีอะไร&rdquo; ชายขายปัญญาคิดอยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถตอบได้ ชายหนุ่มจึงเฉลยว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ใต้ต้นหว้านี้ย่อมมีดินและมด&rdquo; ชายขายปัญญาได้ยินดังนั้นจึงเกิดความอับอายมาก</p>\r\n\r\n<p>ด้วยเหตุนี้เขาจึงยกหาบปัญญาเดินกลับไปทางเดิมที่เคยมา ระหว่างทางนั้นเขาได้พบกับชาวผิวขาวหรือพวกฝรั่งนั่นเอง เขาจึงได้เอาปัญญาไปขายให้แก่ชาวผิวขาว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวยุโรปสามารถคิดและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=18"
    },
    {
      "title": "จับราว",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "ชารี คำสีมา",
      "description": "<p>ณ กรุงเทพ บนรถเมล์ทิดจ่อยได้เข้ามากรุงเทพเพื่อมาหางานทำ ก็ขึ้นรถเมล์จะไปหาเพื่อนให้ฝากงานให้ คราวนี้เขาอยู่บนรถเมล์แล้วพอดีรถเมล์เดินทางมาถึง กรุงเทพ กำลังก่อสร้างถนนมีหลุมใหญ่ กระเป๋ารถเมล์เขาก็บอกให้คนโดยสารให้ระวังและจับราวไว้แต่ออกสำเนียง ร.เรือไม่ชัดว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ละวัง ละวัง จับลาว จับลาว จับลาวไว้&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ทิดจ่อยเขาก็นึกอารมณืร้อนขึ้นมา คิดในใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดทำไมจะต้องมาจับเราเป็นไงก็เป็นกันละ รอจังหวะพอรถช้าเขากระโดดลงจากรถเมล์ทันที แล้วก็ยกมือชี้ตามรถเมล์ร้องขึ้นอย่างดังว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ใครจะจับลาว แน่จริงก็วิ่งตามมาสิ&rdquo; แล้วทิดจ่อยก็วิ่งหนีไป เห็นแต่ข้างหลังไกลๆ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=19"
    },
    {
      "title": "บักแหมบกับอีทา",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สุนีย์ คุณโพธิ์",
      "description": "<p>มีหนุ่มสาวที่รักกันมาตั้งนานแต่ด้วยทั้งสองไม่มีเวลาให้กันมีวันหนึ่ง ทาแฟนสาวได้บอกนายแหมบว่าคืนนี้ตอนสองทุ่มเราจะหย่อนผ้าขาวม้าลงมาหน้าต่างแล้วกะให้อ้ายแหมบปีนขึ้นไป พอถึงเวลาตอนสองทุ่มสาวทาก็ได้หย่อนผ้าขาวม้าลงมาหน้าต่าง นายแหมบก็ปีนขึ้นไปพอดี ผ้าขาวม้ามันขาดนายแหมบตกลงพื้นเสียงดังตุ้บ พ่อตาได้ยินเสียงเลยมาถามลูกว่า</p>\r\n\r\n<p>&quot;อะไรตกลูก&quot;</p>\r\n\r\n<p>ลูกสาวก็ตอบว่า &quot;กระด้งจ้าพ่อ&quot;</p>\r\n\r\n<p>นายแหมบก็เลยพูดขึ้นว่า &quot;กระด้งพ่อกระด้งแม่มึงหรอ กระดูกกูหักสามท่อนสี่ท่อน แล้วยังมาว่ากระด้งตกอยู่&quot;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=20"
    },
    {
      "title": "แม่เฒ่ากับลูกเขย",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สุนีย์ คุณโพธิ์",
      "description": "<p>วันหนึ่งมีลูกเขยกับแม่ยายคุยกันไว้ว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ผมจะไปนาสักพักก่อนนะแม่ ให้แม่หมกนกคุ่มรอผมก่อนนะแม่&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ลูกเขยพูดก่อนจะไปนาแม่ยายก็เลยย่างนกคุ่มแล้ว ก็เลยเดินไปเอาก้านกล้วยเอาใบตอง หมาก็เลยแอบมากินนกที่ย่างไว้จนเกือบหมด แม่ยายเดินมาไล่หมา</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;เส้ะ ไปมึงมากินของกูทำไม จะไปไหนก็ไป&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>แม่ยายไล่หมา ลูกเขยเดินมา</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;แม่ๆ เป็นอะไรทำไมเสียงดังโวยวาย&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&quot;โอ้ยหมามากินนกคุ่มเกือบหมดเลย แล้วจะทำยังไงกันดี พ่อเอ็งจะด่าแม่นะ&quot;</p>\r\n\r\n<p>&quot;ไม่เป็นไรหรอกแม่เดี่ยวผมจะทำให้&quot; ลูกเขยก็จัดการเหลาก้านกล้วยใส่แล้วให้แม่หมก พอสุกแล้วแม่ยายก็เรียกพ่อตามากิน พ่อบอกว่า</p>\r\n\r\n<p>&quot;ลดก้านกล้วยลงอีกสักนิดหน่อยนะแต่ก็อร่อยอยู่&quot;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=21"
    },
    {
      "title": "จำปาสี่ต้น",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "ยายบุญเลียง พ่อครวงค์",
      "description": "<p>มีแม่พญาอยู่เมืองหนึ่งชื่อนางอัดชี พ่อพญาชื่อพญาพรหมทัต ไม่มีมีลูกมีเต้า วันนั้นพญาพรหมทัตเกิดบังเอิญออกไปเที่ยวประพาสป่าวันนั้นพญานั้น เสด็จไปในป่าไปนอนในกลางป่าฝันเห็นไปเรื่อยๆ ตื่นมาก็เห็นนางคำกองไปในเมืองหนึ่งในเมืองนั้นมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง นกอินทรีย์ใหญ่นั้นแต่ละวันนั้นมาจับกินราษฏรอยู่ในเมื่องนั้นทุกวันๆ กินจนหมดเมืองนั้น พ่อพญากล่าวว่า&nbsp;<br />\r\n&quot;ทำยังไงลูกกู ลูกสาวคนเดียว จะทำยังไงดี ถ้ามันมากินจนหมดแล้วไม่มีใครสืบพระราชบัลลังก์&quot;&nbsp;<br />\r\nแล้วที่นี้พญานั้นคิดได้ก็เลยให้พวกเสนาอำมาตย์เอาไม้มาทำกลอง ชื่อนางปทุมมาชื่อลูกนั้นทำกลองอันใหญ่ ใหญ่กว่ากลองเพลแล้วก็เอาสิ่งของเงินทองของอยู่ของกินเอาเข้าไว้ในกลองนั้น ทีนี้ก็เอานางปทุมมาเข้าไว้ในกลองนั้นไว้ไปซ่อนไว้กลัวนกมากิน ทีนี้พญาทั้งพ่อทั้งแม่นกนั้นกินหมดเหลือแค่นางปทุมมาเพียงคนเดียวในเมืองนั้น&nbsp;<br />\r\nไปคร่าวนั้นพ่อพญาพรหมทัตไม่มีเพื่อนไม่มีเมียผัวนางอัคคีนั้น พญาพรหมทัตขี่ม้าเข้าไป พอไปถึงพญาพรหมทัตกล่าว&nbsp;<br />\r\n&quot;เมืองนี้ทำไมเงียบอย่างนี้ ทำไมไม่มีคน ไปดูสิเสนาอำมาตย์มันเมืองมันเมืองอะไรทำไมไม่มีคน&quot;&nbsp;<br />\r\nพอเข้าไปในเมืองก็เห็นแต่กองกระดูกเหมือนภูเขาที่นกอินทรีย์กินแล้วก็กองไว้ พญาพรหมทัต &quot;มันทำไมแปลกมันทำไมจึงไม่มีคน&quot; เดินไปเดินมาและมองดูไปเห็นกลองใหญ่ &quot;นั้นกลองอะไรมันทำไมใหญ่ขนาดนี้ไม่เคยพบเห็น&quot; พอพูดจบก็ตีกลองนั้น นางปทุมมาอยู่ในกลองจึงพูดขึ้นว่า&nbsp;<br />\r\n&quot;ถ้าจะกินข้าก็ให้มากินเสียให้ตายไปตามพ่อข้า&quot; ก็มีเสียงออกจากกลอง พระเจ้าพรหมทัตเกิดความสงสัยจึงตีอีกรอบที่สองและรอบที่สามก็ยังมีเสียงพูดก็เลยตัดสินใจเอาดาบแทงกลองนั้นออกมาเมื่อเปิดเข้าไปก็เห็นสาวงามจึงเกิดอยากได้เป็นมเหสี ก็เลยถามชื่อเสียงเรียงนาม นางปทุมมาจึงเล่า &quot;พ่อแม่นั้นโดนนกอินทรีย์จับกินจนหมดแล้วเหลือเพียงข้าคนเดียวที่ท่านพ่อนำมาซ่อนไว้ในกลอง&quot;<br />\r\nเมื่อพญาพรหมทัตได้ยินเช่นนั้นจึงขอและตกลงให้มาเป็นมเหสีของพระองค์ พญาจุลมณีไม่ใช้พญาพรหมทัตก็เลยตั้งชื้อให้ว่านางคำกองเพราะนางอยู่ในกลองแต่ก่อนนั้นชื่อนางปทุมมา พญาจุลมณีจึงนำนางมาที่เมือง นางอัคคีนั้นที่เป็นเมียหลวงเห็นอย่างนั้นจึงเกิดอิจฉาเพราะพญาจุลมณีก็รักนางคำกองอย่างมาก&nbsp;<br />\r\nอยู่ได้ไม่นานนางคำกองก็ตั้งท้องเมื่อนางคลอดลูกออกมานั้นก็เป็นลูกชายทั้งสี่คน&nbsp;<br />\r\nนางอัคคีก็เกิดความอิจฉาหวาดกลัวโอรสทั้งสี่จะมาแย่งราชสมบัติและบ้านเมือง ในวันที่นางคำกองให้กำเนิดโอรสทั้งสี่ พญาจุลมณีได้ประพาสป่า นางอัคคีได้นำลูกสุนัขมาสับเปลี่ยนโอรสทั้งสี่แล้วนำผ้ามาปิดตานางคำกองเพื่อไม่ให้นางคำกองมองเห็น นางคำกองจึงถาม &quot;นำผ้ามาปิดตาข้าทำไม&quot;&nbsp;<br />\r\nนางอัคคีจึงโกหกว่ากลัวเห็นเลือดแล้ววิงเวียน &nbsp;เมื่อนางคำกองเปิดตาออกมาก็เห็นลูกของตนนั้นเป็นลูกสุนัขนางจึงกล่าว &quot;ข้าได้ยินเสียงเด็กร้องไห้แต่ทำไมลูกข้าจึงเป็นลูกสุนัข&quot;&nbsp;<br />\r\nเมื่อพญาจุลมณีกลับมาเห็นลูกเป็นสุนัขจึงโมโหแล้วว่าร้ายนางคำกองนั้นไปสมสู่กับสุนัข ส่วนนางอัคคีนั้นแอบนำลูกตัวจริงนางนั้นใส่ไหแล้วนำไปลอยน้ำ เด็กทั้งสี่ก็ลอยน้ำไปเรื่อยๆ จนสองตายายสองผัวเมียผ่านไปที่ท่าน้ำจึงเห็นไหสี่ใบลอยมา จึงเปิดดูข้างในมีเด็กทารกอยู่ในไหคนละใบ สองตายายจึงเก็บเด็กทั้งสี่มาเลี้ยงจนโตเป็นเด็กน่ารัก เมื่อนางอัคคีทราบข่าวว่าเด็กทั้งสี่ยังมีชีวิตจึงหวังฆ่าเด็กทั้งสี่&nbsp;<br />\r\nเมื่อสองตายายออกไปทำงานที่สวนและทิ้งให้เด็กๆ อยู่บ้านเพียงลำพัง นางอัคคีจึงให้ทหารนำข้าวต้มและขนมผสมยาพิษมาให้เด็กๆ กิน เด็กๆ ผู้ไม่รู้อะไรก็กินขนมจนหมดและได้ตายลงอย่าทรมาน เมื่อสองตายายกลับถึงบ้านจึงเห็นเด็กๆ นอนตายระเนระนาด ผู้เป็นยายถึงขั้นเข่าอ่อนร้องไห้ระงม &quot;ใครมาฆ่าลูกข้า คนหนึ่งนั้นนอนตายที่บันได คนที่สองนอนตายอยู่ที่กลางบ้าน &nbsp;คนที่สามนอนตายอยู่หน้าประตู คนที่สี่นั้นนอนตายอยู่ข้างในบ้าน&quot;&nbsp;<br />\r\nตายายจึงนำศพเด็กทั้งสี่ไปเผาข้างรั้วบ้าน เด็กทั้งสี่จึงเกิดมาเป็นดอกจำปาสี่ต้นเรียงกันอยู่ มีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเมือง นางอัคคีทราบข่าวอีกว่าเด็กทั้งสี่นั้นเกิดเป็นต้นดอกจำปา จึงส่งทหารให้มาถอนต้นจำปาทิ้งแต่ถอนอย่างไรก็ถอนไม่ขึ้น จึงให้สองตายายทั้งสองที่เลี้ยงเด็กทั้งสี่นั้นถอน ถ้าไม่ถอนก็จะฆ่าสองตายาย สองตายายจึงถอนแล้วมัดต้นดอกจำปาทั้งสี่เข้าด้วยกันแล้วนำไปลอยน้ำไม่ให้มีต้นจำปาในเมืองนั้น&nbsp;<br />\r\nส่วนนางคำกองนั้นพญาจุลมณีไล่ออกจากวังให้ไปเป็นคนเลี้ยงหมู&nbsp;<br />\r\nต้นจำปาทั้งสี่นั้นไหลลงไปทางทิศใต้ แต่ต้นจำปานั้นไหลไปทางเหนือไหลไปถึงวัดพระฤษี เณรน้อยได้ลงมาที่ทาน้ำเห็นต้นดอกจำปาทั้งสี่&nbsp;<br />\r\n&quot;โอ้ต้นจำปาอะไรถึงไหลมาที่นี้ น้ำไหลไปทางทิศใต้แต่ทำไมจำปาไหลขึ้นมาทางทิศเหนือ&quot;&nbsp;<br />\r\nเมื่อใกล้ถึงวัดพระฤษีจึงลอยเข้าฝั่ง เณรน้อยจึงลองเด็ดดอกจำปานั้นแต่เด็ดถูกนิ้วก้อย&nbsp;<br />\r\n&quot;เฮ้ยดอกจำปาอะไรมีเลือด&quot; จึงถือดอกจำปาวิ่งไปหาพระฤษี พระฤษีจึงบอกให้เณรน้อยไปนำต้นดอกจำปามาเพราะนี้ไม่ใช่ดอกจำปาธรรมดา เมื่อเณรน้อยนำต้นจำปามาแล้วพระฤษีจึงเสกพรมน้ำเต้าแก้วให้เป็นคนส่วนนิ้วก้อยก็เสกต่อให้ เด็กทั้งสี่ก็ได้ร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระฤษีเรียนจนจบ และได้ถามพระฤษีแม่อยู่ที่ใดเป็นใคร และอยากที่จะแก้แค้นพ่อที่ทำกับแม่ ทั้งสี่พี่น้องขึ้นเรือมายังวังเมื่อมาใกล้จะถึงก็ส่งสารไปท้าพญาจุลมณีจะมาแย่งเมือง&nbsp;<br />\r\nเมื่อขึ้นถึงบกทั้งสี่ก็ได้สู้รบกับพญาจุลมณีแต่ก็สู้ไม่ได้เสนาอำมาตย์ก็สู้ไม่ได้เพราะว่าทั้งสี่นั้นมีวิชาที่ฤษีนั้นได้สอนมา ทั้งสี่นั้นได้แกล้งพ่อด้วยการวาดรูปอวัยวะเพศหญิงที่หน้าผาก และอวัยวะเพศชายที่หน้าผากนางอัคคีในตอนกลางคืน พอตื่นมานางอัคคีเห็นหน้าผากพญาจุลมณีก็หัวเราะ พญาจุลมณีก็หัวเราะนางอัคคี เมื่อนางรู้จึงพูดขึ้นใครถึงบังอาจทำกับข้าอย่างนี้ ที่นี้จึงเห็นสารของทั้งสี่กุมารแล้วจึงเปิดอ่านให้ไปสู้รบกันที่ท่าน้ำ ทั้งสี่กุมารจะรอที่ท่าน้ำ เมื่อไปถึงก็สู้สี่กุมารไม่ได้ พญาจุลมณีจึงได้ถามเจ้านั้นลูกเต้าเหล่าใคร สี่กุมารจึงบอกแม่ข้านั้นคือนางคำกองเป็นข้าทาสเลี้ยงอยากกินข้าวก็ได้กินแบบอดๆ อยากๆ ใส่เสื้อผ้าก็ขาดๆ พญาจุลมณีจึงพาทั้งสี่กุมารนั้นไปหานางคำกอง ส่วนนางคำกองนั้นลูกอยู่แล้วว่ากุมารทั้งสี่นั้นเป็นลูกของตน นางอัคคีนั้นก็กลัวเมื่อรู้ว่าทั้งสี่กุมารนั้นยังไม่ตาย นางคำกองก็กลับเข้ามาในวังอีกครั้ง ก็แห่ประจานนำนางอัคคีมาเป็นทาสเลี้ยงหมูแทนนางคำกอง ส่วนพญาจุลมณีก็รักลูกของตนอย่างมากเมื่อรู้ว่าทั้งสี่นั้นคือลูกของตน และบอกว่าแท้จริงแล้วตนนั้นเข้าใจผิดว่านางคำกองมีลูกเป็นสุนัข แท้จริงแล้วเป็นคนมีบุญบารมีสมควรที่จะมาครองบ้านเมือง และได้ยกเมืองทั้งสี่กุมารนั้นปกครอง ส่วนนางอัคคีก็ไปเป็นทาสรับใช่เลี้ยงหมู</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=22"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อกลัวผีหลอก",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "เสาร์ จันกอ",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่งมีหลวงพ่อกับเณรน้อยอาศัยอยู่ด้วยกันในวัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อท่านเป็นคนกลัวผีหลอกมาก ยิ่งเณรน้อยรู้เณรน้อยก็ยิ่งชอบแกล้ง&nbsp;<br />\r\nวันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อและเณรน้อยกำลังนั่งกรรมฐานอยู่ภายในกุฏิสงฆ์ วันนั้นไฟดับและมืดไปหมด หลวงพ่อเลยบอกกับเณรน้อยว่า&nbsp;<br />\r\n&quot;เณรๆ ไปเก็บดอกไม้มาไหว้พระซิ&quot;&nbsp;<br />\r\nเณรน้อยตอบว่า&nbsp;<br />\r\n&quot;ไม่ไปหรอกมืดก็มืด กลัวผีหลวงพ่อไปเองสิ&quot;&nbsp;<br />\r\nหลวงพ่อเลยพูดว่า<br />\r\n&quot;แค่นี้ก็กลัวเหรอ&quot; และลุกขึ้นเดินแต่ข้างนอกมืดมาก จึงชวนเณรน้อยให้ไปด้วยกัน พอได้ดอกไม้ไปไหว้พระแล้ว จึงพากันเข้านอน&nbsp;<br />\r\nขณะนอนอยู่เณรน้อยจึงคิดแกล้งหลวงพ่อ และเดินลงกุฏิไปแล้วปาก้อนหินใส่กุฏิ หลวงพ่อซึ่งกลัวพี่อยู่แล้วก็ตกใจ และอุจจาระใส่จีวร</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=23"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อเข้าลอดช่อง",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "เสาร์ จันกอ",
      "description": "<p>ในวัดแห่งหนึ่งมีหลวงพ่อกับเณรน้อยอาศัยอยู่ด้วยกัน ทุกเช้าเวลาฉันเพลจะมีคนมาถวายอาหาร เณรน้อยจึงคิดแกล้งหลวงพ่อจึง ไปบอกคนทำครัวว่า หลวงพ่อทานของหวานไม่ได้มัผิดสำแดง พอถึงเวลาฉันเพล คนทำครัวจึงถวายแต่อาหารกับหลวงพ่อแต่ไม่ถวายลอดช่องกับหลวงพ่อ และถวายแต่ของหวานให้กับเณรน้อย หลวงพ่อจึงพูดขึ้นว่า ทำไมจึงไม่ถวายลอดช่องให้กับท่าน เณรน้อยจึงตอบไปว่า หลวงพ่อกินไม่ได้ และว่าไม่อร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ หลวงพ่อจึง ใช้ไม้ตีเณรน้อย พอกลางวันหลวงพ่อนอนอยู่เณรน้อยก็ใช้ไม้ที่หลวงพ่อตีไปตีหลวงพ่อคืน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=24"
    },
    {
      "title": "ลูกหลงพ่อ",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "จันทร์ โพธิ์ไทสง",
      "description": "<p>มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่กลางทุ่งนา ทุกวันผู้เป็นพ่อและลูกชายอายุประมาณ 8 ขวบ จะออกไปด้วยกันสองคนเพื่อที่จะไปทอดแห ผู้เป็นพ่อนั้นเป็นคนชอบใส่หมวกมากไม่เคยถอดเลยสักครั้ง ในวันนั้นพ่อกำลังถอดแหอยู่แหก็ได้ไปเกี่ยวติดกับไม้ที่อยู่ใต้น้ำ ผู้เป็นพ่อจึงดำน้ำลงไปเพื่อที่จะปลดแหออก ปรากฏว่าหมวกที่เขาใส่มาตลอดนั้นหลุดลอยอยู่บนผิวน้ำ เขาโผล่หัวขึ้นมา ลูกชายเห็นจึงพูดขึ้นว่า ตาๆเห็นพ่อหนูมั้ย ทำไมถึงถามแบบนั้น ก็พ่อหนูดำน้ำลงไปที่เดียวกันกับตานั่นแหละ ลูกชายจึงวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อไปถามหาพ่อ ส่วนพ่อก็รีบหาหมวกใส่เพื่อให้ลูกจำตัวเองได้ ลูกชายก็ไปถามคนในหมู่บ้านว่าเห็นพ่อหนูบ้างมั้ย คนในหมู่บ้านก็ตอบว่า พ่อหนูก็ทอดแหอยู่ที่คลองนั่นไง ไม่ใช่มีแต่คนหัวล้านอยู่ที่นั่น ลูกชายบอก ชาวบ้านจึงบอกว่า ก็พ่อหนูไง เขาจึงกลับไปที่คลองก็เห็นพ่อตัวเองใส่หมวก จึงบอกพ่อว่า พ่อลองถอดหมวกดุสิ จึงรู้ว่าพ่อตัวเองไม่อยากถอดหมวกก็เพราะหัวล้าน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=25"
    },
    {
      "title": "เจ็ดหวดเจ็ดไห",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "จันทร์ โพธิ์ไทสง",
      "description": "<p>มีครอบครัวอยู่ครอบครัวนึงได้ให้กำเนิดลูกชายและเขากินจุมาก ในแต่ละวันเขาจะกินข้าว 7 หวดกินปลา 7 ไห จากที่ครอบครัวเคยมั่งคั่งก็กลายเป็นอับจนในทันที และในคืนนั้นพ่อกับแม่จึงได้ปรึกษากันว่าจะเอาลูกชายไปตัดต้นไม้ในป่าด้วย พอรุ่งเช้า ก็พากันออกไปตัดไม้ในกลางป่าใหญ่ ขณะที่พ่อกำลังตัดไม้อยู่นั้น ลูกชายของเขาได้ไปเล่นอยู่แถวนั้นแล้วต้นไม้ก็โค่นลงมา ทับตัวลูกชายจนจมลงดิน พ่อกับแม่ของเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้ จึงคิดว่าลูกตัวเองตายแล้วก็เดินทางกลับบ้าน ไม่นานพวกเขาก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าลูกชายเขาได้แบกต้นไม้กลับมาบ้าน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=26"
    },
    {
      "title": "ท้าวหมาหยุ๋ย",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "พระอินดา กวีวงศ์",
      "description": "<p>นิทานโบราณเก่าแก่อยู่ในใบลานหนังสือเก่าหนังสือปู่เดินเรื่องว่าอะไรมีองค์เอกเจ้าพญาใหญ่จันทร์ตรัยครองนครจันทร์ตรัยผู้คนเญอยอ ฝองประชาเชื้อชาวเมืองชมพากันสูงกราบรื้น บานชื้นทั่วนครก็ไม่ได้เดือดร้อนประการสิ่งอันใด ชาวนครจันทร์ตรัยชื่นใจทั้งค่า สายเสมอแก้วมเหสีเทียมฟ่า จันทร์แดงณะจันทร์แดงนางจันทร์เจ้าเป็นร่มเหงามิ่งเมือง ว่าอย่างไรได้ลูกน้อยคนแรกเป็นหมา ทำให้องค์ราชาแปลกใจอย่างมากลูกชายเป็นหมาน้อยพลอยดูน่าอับอายชาวบ้านเหมือนดั้งไม้แทงตา พระองค์ก็เลยว่าเห็นลูกเกิดขึ้นมาคนแรกเป็นหมา ทำให้ราชาไม่พอใจเหตุฉไหนถึงได้ลูกหมาปรึกษากันว่าจะเอาไปฆ่าทิ่งแล้วฝั่งเสียหมาน้อยตัวนั้นจึงว่าขึ้นว่าขอโทษเถิดตนพ่อผู้พระราชาลูกก็เป็นเหมือนหมาก็อย่าเอาไปทิ้งเป็นเพราะกรรมนำเกี้ยวเทียวมาใช้ชาติเหมือนว่ามีเหตุร้อนยังจะได้พึ่งบุญในภายภาคหน้าถ้าเกิดสงครามลูกจะตามเคียงรบปราบมานให้ตายเกี้ยง ขอใบบุญเถิด เลี้ยงไว้ก่อนพ่อเอ้ย ผู้เป็นพ่อก็เลยเลี้ยงท้าวไว้ ใช้ชื่อว่าหมาหยุ๋ยอีกไม่นานหลายปีก็มีลูกอีกคนคนที่สองนี้มีธนูศรเกิดมาพร้อมท่าทางแข็งแรงชื่อว่าท้าวพุทธราช มีธนูสินติดมาท้าวพุทธราชเกิดมาได้เจ็ดวันแม่จันทร์แดงก็เลยตายพระราชาก็จัดการอุทิศบุญไปให้ พระจันทร์ตรัยมีเมียอีกคนหนึ่งชื่อว่าคำปองมีลูกด้วยกันคนหนึ่งเป็นหญิง ชื่อว่าคำฟองลูกทั้งสองทั้งสามก็เจริญวัยใหญ่ขึ้นมา นางคำปองแม่น้อยจึงเกิดความอิจฉาว่าลูกชายกลัวว่าลูกสาวของตัวจะไม่ได้สมบัติ จึงหาทางกำจัดลูกเมียหลวงแม่หลวงออกหนี คือท้าวพุทธราชจึงออกอุบายหาวิธีอยากให้พระราชาโกรธขับไล่ลูกชาย นางจึงทำเป็นร้องไห้เสียใจหาว่าท้าวพุทธราชเข้ามาข่มขืนในห้องบรรทม ในที่นอนขณะที่พระราชาไม่อยู่ เมื่อพระองค์กลับมาเห็นก็ถามนางคำปองได้ความว่าลูกชายมาได้ทำมิดีมิร้ายจึงโกรธอย่างแรงโดยยังไม่ทันสอบสวนสั่งให้เพรชฆาตจัดการทันที่ เพรชฆาตจึงจับท้าวพุทธราชไปโยนลงเหวในตอนนั้น พุทธราชจึงกล่าวว่าโอยพ่อเอ้ย &nbsp;ลูกไม่มีคำค่องหมองใจสักอย่าง ลูกไม่เคยก่อสร้างทางชั่วอย่างใด ไม่เคยได้คิดชั่วไม่เคยคิดชั่วเลวชาม ไม่เคยไปนอนกับแม่คำปองของท่าน นางหาคำว่าเอาความมาใส่ขอให้พระบาทไท้กรุณาท้าวลูกชายด้วยเถิด สงสารลูกด้วยเถิดพ่อเอ้ย พ่อก็ว่ามึงเป็นลูกเนรคุณไม่ต้องอยู่กูเลี้ยงมึงมาแม่มึงก็เลี้ยงมึงมามึงยังทำอับปรีลงด็ เพรชฆาตจับไปเดียวนี้ ไม่ต้องเอาไว้ให้กุเห็นอีก ท้าวขอยังไงพ่อก็ไม่ฟังเสียงมีแต่เร่งให้เอาไปฆ่า ท้าวก็จำยอมใช้กรรมต่อไป เพรชฆาตนำตัวพุทธราชไปโยนลงเหวแต่ว่าในเหวนั้นมีเครื่อไม้มืดมุมประสานกันหนาแน่นเมื่อพุทธราชตกลงไปก็ไม่ถึงตายไปค้างอยู่ในเครือฟางเครือไม้ ครั้งนั้นหมาหยุ๋ยผู้เป็นพี่ชายไม่เห็นน้องชายจึงสูดดมกลิ่นหาน้องติดตามจนถึงเหวที่เขาโยนลงไปนั้น &nbsp;คราวนั้นท้าวหมาหยุ๋ยไม่เห็นท่าวพุทธราชไปทางไหนก็ไม่เจอไปหายังไงก็ไม่เห็นหมาผู้ดมกลิ้นน้องวิ่งตามหาไปตามทางป่าดงแดนไม้ไปถึงเท่าผู้เขาแดนใหญ่ลัดป่าถึงเท่าตรงเหว หมาก็รู้แล้วก็เลยล่วงเวหนเอาตันฝันเพ็ญพญมยั้งฟ่า เหินเวหาไปรีบคาวเดียวถึงป่าคูหาตรงน้องลงข้างแขกเฟื่อยลงไปรับน้องจากเหวโดยให้น้องนั่งหลังตนแล้วพาเหาะขึ้นมาแล้วเหาะไปเอาธนูสินของพุทธราชที่ห้องปราสาทของพุทธราชโดยไม่ให้ใครรู้เวลาดึกสงัดแล้วก็พาน้องหนีจากพระนครไปสู่ป่าหินมพราณเพื่อเรียนวิชาจากพระฤษีคราวนันหมาหยุ๋ยพาพุทธราชเหาะไปถึงข้างสระน้ำใกล้กับที่อยู่ของฤษีพากันพักผ่อนนอนอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้ฝั่งสระ ขณะนั้นบัวคำลูกสาวฤษีซึ่งได้เกิดจากดอกบัวได้นำไปเลี้ยงไว้โตเป็นสาวแล้วได้มาเก็บดอกไม้ฝั่งสระน้ำได้มาพบกับพุทธราชฝ่ายพุทธราชก็สงสัยว่านางผู้นี้เป็นคนแท้หรือผีในป่าพ่อแม่น้องเป็นใครในเมืองบ้านทางไหนประเทศอยู่หรือว่าเป็นเปรตเป่าพงเชื้อในดงนี้หน้อ &nbsp;นางก็เลยว่าน้องนี้ไม่ใช่ผีสางกลางป่า ไม่ใช้ผีเปรตเป่าพงเชื้ออยู่ดงนี้หน่า หากว่าเป็นลูกเต้าตนพ่อก็เป็นฤษี นำครีรีที่ดงแดนไม้อาศัยเจ้าพระฤษีเป็นพ่อไม่ใช้ผีป่าเป้าอย่างเจ้าคิดไปพี่เอ้ย พี่นั้นมาจากหนแห่งเมืองใด ดั้นด้นเดินพงไพรด่วนมาถึงพี่ มีประสงค์แท้อย่างไรหนอพี่ เดินดงมาครั้งนี้ประสงค์ได้สิ่งใดหนอ ท้าวก็เลยพูดว่าพี่นั้นมาจากเมืองใหญ่จันทร์ตรัย &nbsp;เดินพงไพรเพื่อไปเรียนรู้ อันว่าฤษีนั้นบิดาตนพ่อนางหรือ ท่านพักเงาอยู่ที่ใด พี่อยากไปกราบวัณทาเพื่อศึกษาอยู่เรียนความรู้นางจะพอใจหรือไม่ให้พี่ชายไปด้วย ขอให้พี่อุ่นใจน้องเอ้ยคราวนั้นนางคัณน้อยบัวคำแถลงตอบถ้าว่าที่เจ้าประสงค์เข้าสูตรเรียนนางไม่ขืนขัดใจพี่ตามใจ ตั้งแต่ที่พระฤษีพ่อน้องคงจะให้อยู่เรียน ท้าวเลยกล่าวว่านางเอยพี่อยากอยู่เรียนความรู้ทั้งอยากเป็นเนื้อคู่ทั้งอยากอู่หอมหอบทางน้องจะว่าอย่างไร นางก็กล่าวว่าไม่ใช้พระพี่เจ้านี้มีคู่เทียมสองแล้วหรอกหรอไมใช่มีเมียครองชายอยู่ที่บ้านนู้นหรือ ท้าวก็เลยกล่าวว่าพี่นั้นเป็นโสดแท้ไม่มีคู่เทียมสองนอนเดียวดายอยู่คนเดียว &nbsp;แรกพี่มาเห็นน้องอยากขอเป็นเนื้อคู่อยากขอเป็นคู่ยามเช้าอยู่ด้วยน้องเอย นางก็กล่าวว่าถ้าพี่รักน้องนางไม่ว่าอย่างไรนางไม่ขัดข้องการตัดสินใจของพี่ชาย แต่ว่ายังติดที่บิดาผู้เป็นพ่อ ขอให้พระพี่เจ้าไปพูดกล่าวขอด้วยเถิด ถ้าพ่อตกลงให้ตามใจน้องจะไม่ว่าพี่เอยท้าวก็เลยกล่าวว่าถ้าอย่างนั้นขอให้นางพาพี่เข้าไปหาพ่อฤษีไปหาองค์ทมุณีอย่ารอช้าไปเถิด นางก็เลยไม่ช้าพาพี่ไปหาองพระบิดาก็ไม่นานนัก คร่าวเมื่อไปถึงแล้ววรรณทาก้มกราบทูลพระองค์เจ้านำเรื่องนั่งลงกราบพ่อแล้วฤษีก็เลยถามว่าพวกเจ้านี้ท้าวนี้มาจากหนแห่งเมืองใดเป็นลูกชายผู้ใดถึงมาถึงดงนี้ ท่าวก็เลยกล่าวว่าข้ามาจากเมืองใหญ่จันทร์ตรัยเดินพงไพรเพื่อเรียนความรู้ว่าจะมาหาเจ้าองค์พ่อพระฤษีพอดีมาเห็นนางลูกพระองค์เจ้าอยู่สระน้ำ ก็จึงถามหาเจ้าองค์มุณีผู้เป็นพ่อ นางก็แจ้งข่าวแก่ข้าประการบัดนี้จึงได้ทูลไหว้ตนพ่อขออยู่ด้วยรับใช้เพื่อเรียนได้ศาสตร์ศิลป์ด้วยเถิด กับด้วยข้ามาสู่ขอน้องนาถบัวคำเป็นมเหสีอยู่เชยชมซ้อนพ่อเอ้ย ฤษีได้ฟังดังนั้นก็ยินดีรับเป็นลูกศิษย์และถามลูกสาวว่าจะรับท้าวพุทธราชเป็นสามีจึงตกลงให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันได้นิรมิตรปราสาทให้ท้าวและนางอยู่อย่างสวยงามนางกล่าวว่าถ้าพี่ไม่ลวงหลอกน้อง ถ้าเป็นความจริงน้องไม่ขัดข้องให้พี่ไปขอพูดกล่าวต่อบิดา ให้พี่ไปขอองค์เจ้าพ่อฤษี หากพี่พอใจอยากได้น้องจริงๆขอเชิญพี่ไปพูดต่อพระฤษีของน้องสะก่อนพูดแล้วนางและท้าวก็พากันไปหาพ่อพระฤษีที่อาศรมพอท้าวกับนางบัวคำไหว้แล้วฤษีก็ถามว่าลูกเต้าเล่าใครอยู่ที่ใดเหตุประสงค์อะไรจึงมาที่นี้ ท่าวก็เลยกล่าวว่าท้าวผู้นั่งแทบเท้าตนพ่อพระฤษีขอกราบองค์มุณีแทบธุรีทูลพระทูลเกล้าข้านี้เป็นลูกพญาใหญ่จันทร์ตรัยทางนครจันทร์ตรัยราชธาณี ชื่อว่าพุทธราชท้าวพระองค์พ่อขับไล่หนีหวังจะตัดชีวีให้ขาดตายจริงแท้ให้เขาเอาไปทิ้งลงเหวกว้างใหญ่ตกลงไปค้างอยู่เครือพุ่มไม้ตัวข้าเกือบตายทางฝ่ายน้องชื่อหมาหยุ๋ยลงไปช่วยจึงไม่ตายคร่าวนี้ ข้าจึงมาถึงนี้ฤษีพระพ่อว่าจะมาขอเป็นลูกพ่อเจ้าเป็นแก้วมิ่งเมืองกับทั้งขอเรียนรู้เอาทั้งศาสตร์เทศศาสตร์ศิลป์สู้ด้านตอมเจ้าอรศรีด้วยเถิดฤษีจึงว่าถามลูกสาวว่าอย่างไรบัวคำจะอยู่กับท้าวกุมารพุทธราชหรือว่านางลูกแก้วจะว่าอย่างไร แล้วท่านพ่อละนางกล่าวถามถ้าพ่อพอใจท้าวฟ้าบุญพุทธราชถ้าพระพ่อเจ้าไม่ข้องใจสิ่งใดน้องก็จะอยู่ด้วย แล้วฤษีก็เลยว่าโอโถ่มันรักกันอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อมาเห็น ตั้งแต่มาเห็นกันอยู่ริมสระน้ำ ถ้ารักกันจริงก็อยู่ด้วยกันธรรมดาบ่าวแต่สาวเดือนแต่ดาวโตมาก็แต่งงานนั้นละให้ไปอยู่โน้นนะอยู่ศาลาหลังพ่อนิรมิตให้อยู่ทางโน้นละขณะนั้นนางและท้าวก็ลาพ่อฤษีไปพักศาลาที่อยู่ของนางบัวคำพร้อมพี่ชายหมาหยุ๋ยพุทธราชอยู่ด้วยกันกับนางบัวคำแล้วก็ไปเรียนวิชาอาคมกับพ่อฤษีจนจบสิ้นทุกวิชาป้องกันอันตรายศตรูอาวุธทุกอย่าอยู่คงอยู่ยงคงกะพันได้สารพัด เวลาล้วงมานานกาลต่อมาพญาจันทร์ตรัยคิดถึงลูกชายทั้งสองไม่เป็นอยู่อันกินเป็นห่วงหมาหยุ๋ยมากว่าจะไปประสบพบความลำบากกลัวว่าจะไปพบประสบความลำบากและท้าวพุทธราชลูกก็ไม่รู้ว่าตายหรือไม่ตายคิดถึงเป็นห่วงตามภายหลังจึงชวนขุนทหารพากันออกติดตามหาลูกชายพอพระคิดได้ก็เตือนภัยพ้นทหารบริวารชาวขุนแต่งเตรียมออกม้าจัดเอาพลทหารกล้าพากันไปเดินป่าเตรียมทหารขี่ม้าพาเข้าป่าไพรว่าแล้วได้ตีม้าวิ่งนำทางหลวงล่วงเลยไม่รอช้าตั้งแต่พระองค์พร้อมทหารควบม้าเข้าป่าดงหนาไปพาราป่าดงกลางดงคร่าวนั้นยังมีคีรีร้ายตัวมารยักษ์ใหญ่อยู่ในกลางป่าไม้เห็นเจ้าพ่อพญามันก็คิดอยากได้เป็นเหยื่อของมัน เอาไปเป็นอาหารฉีกกินลงท้องมันจึงแปลงตัวให้เป็นกวางของกวางทองงาม ทำให้พระพญาเจ้าเห็นแล้วอยากได้องค์พระพญาจึงว่านี้พลทหารกวางทองตัวนั้นทำอย่างไรถึงจะได้มันพวกเราจงพากันขี้ม้าล้อมจับให้ได้ทุกคนต้องใจโอบล้อมจับตัวให้ได้อย่าปล่อยให้มันหนีได้เป็นเด็ดขาดถ้ากวางออกทางใดแล้วออกได้ผู้นั้นจะต้องถูกตัดคอว่าแล้วกะตีวงล้อมทันทียักษ์คีรีกวางปลอมก็วิ่งออกทางพระราชาพระองค์ไล่ม้าควบตามอย่างสุดกำลังจนพวกทหารหลงทางไม่เห็นพระองค์ไปพระองค์ไล่ตามไปคนเดียวเมื่อมาถึงกลางดงกลางป่ากวางปลอมก็แปลงร่างเป็นนางยักษ์ใหญ่แล้วจะจับพญากินเป็นอาหาร พระองค์เห็นดังนั้นก็ซีดเข่าอ่อนมีความปวดเป็นกำลังจึงนั่งลงขอชีวิต พระก็เลยขอว่าข้านี้เป็นพระเจ้าเมืองใหญ่จันทร์ตรัยเดินพงไพรป่าค้ำทหารชาวบ้านอย่าได้กินตัวข้าเป็นพญาผู้เป็นใหญ่ไปกินผู้น้อยชาวบ้านจึงสมควรยักษ์เอยขอชีวิตไว้ก่อนหากว่ายักษ์จะกินตัวข้าแล้วยักษ์จะได้กินแค่คนเดียวตัวข้าขอชีวิตไว้จะส่งชาวเมืองมาให้กินทุกวันไม่ให้ขาดยักษ์ก็จะไม่อดกินขอให้ปล่อยตัวข้าไปเสียก่อนเถิดยักษ์ได้ฟังพญาพูดดังกล่าวก็เลยปล่อยและได้ทำสัญญา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=27"
    },
    {
      "title": "บอดตาใส",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สดศรี  ศิริเวช",
      "description": "",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=28"
    },
    {
      "title": "บั้งปัญญา",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "แถว เนืองวัฒนะ",
      "description": "<p>มนุษย์ได้ขี่ช้างเที่ยวป่าเที่ยวเขาหาสัตว์ก็ไปเจอเสือ เสือก็เลยหัวเราะ เสือเลยถามช้างว่า คนตัวเท่ากำปั้นยังให้มันขี่คอได้ ช้างเลยตอบกลับไปว่า คนมันดีมีปัญญา มันเป็นยังไงกันปัญญาเอามาให้ข้ามาดูสิ ช้างเลยถามคนว่า คนบั้งปัญญามีอยู่บ้านมั้ยเอามาให้เสือมันดูหน่อย ถ้าไปเอาบั้งปัญญามาเสือหนีก่อนข้าสิ เสือเลยบอกให้คนมัดแข้งมัดขาตัวเสือไว้ คนก็เลยมัดแขนมัดขาเสือไว้แน่น อยู่นี่นะข้าไปเอาไปบั้งปัญญาก่อน พอคนมาก็ถือแส้ไหวใหญ่ๆมา ไหนหละบั้งปัญญาเสือถาม นี่ไงบั้งปัญญาในมือข้านี่ไง ทีนี่ก็เอาบั้งปัญญาตีเสือ จนลาย จนร้องยอมแล้วยอมแล้วยอมแล้ว จนทุกคนหัวเราะหัวน้ำตาเล็ด</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=29"
    },
    {
      "title": "คนไม่มีคุณ",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีหลุมขนาดใหญ่ลึกหลุมนึงอยู่ในกลางป่ากลางเขา ดันมีเสือตัวหนึ่งตกลงไปหลุมนั้นแล้วขึ้นมาไม่ได้ แล้วมีลิงตัวนึงตกลงไปก็ขึ้นมาไม่ได้ ยังมีคนคนนึงตกลงไปก็ไม่สามารถขึ้นมาได้ มีงูตกลงไปอีกก็ไม่สามารถขึ้นมาได้ อีกยังมีเฒ่าสอง เฒ่าทำไร่ทำสวนมาเก็บเห็ดอยู่กลางป่ากลางเขา เลยพากันหิวน้ำเลยมองไปเจอหลุม เห็นน้ำประมาณครึ่งเอว เลยเอาถังมัดใส่เชือกมัดใส่เครือเขลาหย่อนลงไปตักน้ำขึ้นมากิน พอเริ่มหนักตึงก็เลยดึงขึ้นมาดันขึ้นมาเป็นลิง &nbsp;ลิงก็เลยคิดว่าสมัยก่อนคนลิงช่วยไม่ได้ &nbsp; &nbsp;ก็เลยว่าขอบคุณผู้มีอุปการะคุณ ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ เฒ่าเลยว่าไม่เป้นไร แล้วลิงก็บอกให้ไปเยี่ยมข้าบ้าง แล้วหลังจากนั้นก็ตักน้ำอีกครั้ง ได้งูเหลือม &nbsp;งูเหลือมก็ขอบคุณแล้วก็พูดเช่นเดียวกับลิงว่าให้ไปเยี่ยมบ้าง พอตักน้ำลงไปอีก ได้เสือ เสือก็บอกเช่นเดียวกันให้ไปเยี่ยมตรงนั้นตรงนี้บ้าง ครั้งที่สี่หย่อนถังลงไปอีก ได้คนขึ้นมา คนก็ว่าเป็นคนแท้ๆก็ไม่เอาข้าขึ้นมาก่อน แต่ขึ้นมาได้ก็ดีละ ไปเยี่ยมข้าบ้างหล่ะ หลังจากเดือนสองเดือนสัตว์สาวาสิ่งที่บอกไปเยี่ยมเฒ่าจึงไปเยี่ยมงูเหลือม งุเหลือมก็ให้ทองมา ไปเยี่ยมลิง ลิงก็เก็บผลไม้มาให้ พอไปหาเสือเสือก็หาสิ่งของให้เป็นอาหารต่างๆนานามากมาย แล้วก็ไปหาคน ก็ว่ารู้ว่าจะเอาไรให้ไม่มีอะไรให้ &nbsp;แต่เห็นมากับเมีย เมียมันก็สวย เห็นไปเห็นมาก็รู้สึกอยากได้เมียเขา คนก็เลยพาไปเอาเมียเขา แต่ไม่นานก็ตาย เขาเลยเรียกว่าคนไม่มีคุณ<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=30"
    },
    {
      "title": "บักขาติด กับบักตาบอด",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "เสมียน พิบูลย์สังข์",
      "description": "<p>ไอ้ตาบอดกับไอ้ขาติดเขาทั้งสองจะพากันไปจับนก ไอ้ขาติดนั้นตาดีส่วนไอ้ตาบอดมองไม่เห็นให้ไอ้ขาติดเขี่ยพาไปถึงต้นไม้ พาไปถึงรังนกอยู่กลางทุ่งนา พอไปถึงต้นไม้ก็ไม่สูงมากสักเท่าไรเป็นต้นตระง่าอยู่ต้นเดียวไอ้ขาติดบอก ต้นไม้ก็ดูสูงอยู่ไอ้ตาบอดจะขึ้นได้ไหม ไอ้ขาติดถามไอ้ตาบอดจะขึ้นได้ไหม ถ้าไม่งั้นนายตาบอดก็จะใช้มือคล้ำแล้วให้นายขาติดบอกกิ่งไม้ตรงนั้น ตรงนี้นายตาบอดมองไม้เห็นก็คล่ำไปเรื่อยๆจนถึงรังนกก็คิดว่ากิ่งไม้เลยเอามือแหย่เข้าไปในรังนก นั้นละรังนกนั้นละรังนกนายขาติดเรียกบอก นายตาบอดจึงเอามือแหย่เข้าไปคิดว่าเป็นลูกนกไปชนถูกคองูเห่าจึงดึงออกมา เมื่อนายขาติดผู้มองเห็นจึงเรียกบอกมันไม่ใช่นก บอดวางบอด งูๆ<br />\r\nนายตาบอดไม่รู้ว่าหัวงูอยู่ที่ไหน งูก็เลื่อยมาที่ตางูเห่าก็เป่าตานายตาบอด นายตาบอดลืมตาขึ้นก็เห็นงูก็ฟาดลงพื้นแต่ถูกขานายขาติด นายขาติดนั่งอยู่ก็พยายามแกว่งขาปลีกออกวิ่งอย่างดี ไอ้ขาติดขาก็ดี ไอ้ตาบอดตาก็ &nbsp;มันกะจบเนาะ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=31"
    },
    {
      "title": "ไม้เท้าผ้าดำ",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "หอย ยะพลหา,จูม ไกยะษา",
      "description": "<p>ลูกเต้าเหล่ากอเขาไม่ระบุไว้ ลูกพ่ออันนั้น แม่อย่างนี้ เขาไม่ได้อันนั้นไว้เกิดมาพอดี อายุได้ประมาณยี่สิบปีเราก็ออกบวชเป็นพ่อขาว ออกบวชถือศีลกินธรรมถือศีลแปดแล้วก็ถือใหญ่มาๆ แล้วก็พอดีเกิดรู้เองทำเองพอดีโตมาถือศิลกินธรรมในถ้ำดานหลวง ในถ้ำดานหลวงนี้แหละผมเห็นพระครั้งหนึ่งแล้วในตรงที่ท่านอยู่ถือศิลกินธรรมอย่างเคร่งครัด มีคนหนึ่งชวนเข้าไปดูของศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำดานหลวงมีควายตู้ตัวหนึ่ง ควายตู้เขาปั้นไว้แต่เมื่อก่อน เมื่อก่อนมีหนังสือพุทธโบราณ มีคัมภีร์พุทธโบราณ มีคาถาบทใหญ่พอสมควร พอดีเรียนจบอันนั้นตัวขอมตัวธรรมเรียนจบอันนั้นก็เกิดปฏิหารขึ้นมารู้เองทำเองดำดินบินบนได้เรียนจบก็ได้องค์เจ้าฟ้าดำได้อันนี้ที่แรกก็ลงมาอยู่ในวัดนี้หลายปีแล้วก็ตอนบำเพ็ญสำเร็จแล้วได้ก็เลยพญาอะไรก็ไม่รู้ผมก็ไม่รู้จักอันนี้ก็เขียนสารแต่ก่อนสารเนาะสมัยแต่ก่อนมันส่งกับนกพิราบพญาเขียนสารมาว่าให้โหรภาคอีสานไปทำนาย ถ้าไม่รู้วันนี้ถูกตัดคอคอขาดบาดตายพอดีองค์เจ้าฟ้าดำนี้ก็ไปเขาเชิญไปลงมาจังหรร อันแม่ออกบ้านออกบ้านเรา หลวงพ่อพญาให้ไปถ้าไปไม่ตรงเวลาเขาตัดคอถวายพญาไม่เป็นไรแม่ออกเอยสบายๆตัวข้าเอามาไว้ในนิถอบดินก็ได้โพงพญาเอามาไว้ในตักเราทั้งพูดทั้งดู ฉันข้าวแล้วจะไปสามโมงเช้าเก้านาฬิกาให้ถึงโพ่งพญาพอฉันข้าวเสร็จก็ลาแม่ออกไปก่อนนะแม่ออกนะแล้วก็ไปถึงพอดีสามโมงเช้าเก้านาฬิกาพอถึงก็ทูลถวายพญาว่าท่านพญาให้ตัวข้ามาทำอะไร โอยก็มีเรื่องนั้นละพญาจึงให้มาก็เลยให้ทำนายว่าช้างตัวนี้มันจะออกลูกเป็นตัวผู้หรือตัวเมียให้ทำนายดูว่าเมื่อไรมันจะได้องค์ฟ้าดำก็เลยเอากะดานขึ้นขีดไปขีดมาตกเลขเก้าเป็นเลขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมีวาสนาเลขเก้าก็เลยองค์ฟ้าดำทำนายว่าพอดีช้างตัวนี้วันที่เจ็ดจะคลอดลูก อาทิตย์หน้านี้จะได้ลูกได้ออกมาแล้วจะเป็นตัวผู้ช้างเผือกนานิน ช้างตัวนี้จะทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืององค์เจ้าฟ้าดำท่านพูดต่อองค์เจ้าพญา พญาก็พอใจจะให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข พญาก็พอใจแล้วก็พูดว่าจะเอาอะไรหน้อเป็นของกำนันแทนบุญแทนที่พูดถูกใจพญาเมื่อเช้ามาก็ได้จิงๆได้ช้างวันที่เจ็ดก็เป็นสีขาวสีเผือกนานินนั้นละก็พอใจก็เลยได้ไม้หมากเฒ่านี้มาพญาถวายแก่องค์ฟ้าดำก็เอามายังไงเอามาตัวหนึ่งก็เน็บรักแร่คู่หนึ่งตัวผู้กับตัวแม่ตัวหนึ่งกะถือมา ถือเอาเฮายอกะบ่ลุกเพิ่ลเอาเน็บสิขี้แห่มาตั้งแต่คนสิบสองพุ่นได๋อันนั้นคนแปดศอกเจ้าฟ้าดำคนใหญ่เนาะกะเลยเหาะมา เหาะมาก็มาในวัดบ้านเรานิละบ้านนาตาลวันนนั้นก็วันศิลเพ็งพอดีมาถึงตีกล้องแต่ก่อนเราตีกล้องลงวัดเนาะก็เลยตีกล้องให้แม่ออกลงมาฟังเทศน์ฟังธรรมในสมัยแต่ก่อนก็เลยว่ากับแม่ออกว่าตัวนี้ตัวข้าจะเอาไปกับตัวข้าจะเอาไปถือธุดงตามภูเขาเหล่ากาตัวนี้เอาไว้ในบ้านเราถ้ามันแล้งถ้าเหมือนคือสมัยแต่ก่อนเจ็ดปีเจ็ดเดือนก็ให้เอาไปแช่น้ำฝนก็ตกละ ถ้าเจ็บหัวมัวตาเป็นฝากเป็นพินก็ให้ล้างเอาไปตบหัวกินด้วยอาบด้วยก็ยิ่งดี ไม้เท้าองค์นี้ก็เลยบอกสั่งแม่ออกพ่อออกในบ้านนาตาลแล้วก็ออกไปเลย ออกไปถือธุดงตามภูเขาเหล่ากาอดข้าวเป็นเจ็ดเป็นเดือนเป็นปีอดได้นะที่นี้ เพราะว่าท่านได้วิชาจากถ้ำดานหลวงเดียวนี้ก็ยังอยู่เดียวนี้ใครเข้าได้ก็เข้าไปดูอ่านเลยตัวขอมตัวอะไรจบดำดินบินบนเป็นคนวิเศษ ก็เลยถือซ้ำตำศิลเท่าจนไปไม่รู้กั่ปีบวชเป็นพระฤษีสักพักหนึ่งงามๆไปดูก็ได้ในข้างถาดในวัดบ้านมะนาวก็เลยถือถ้ำจำศิลไปจนทั่วหมดแผ่นดินไทยนี้เยียบหมดแล้วก็เลยหมดบุญวาสนาในการบวชนี้ก็เลยสึก สึกออกมากก็ทำนายู่ในเถียงนาน้อยอยู่คนเดียวแล้วก็มีรากไม้รากยาแล้วคนก็มารักษา โอยอาจารย์คนนั้นได้รากไม้ดีแท้ผู้เฒ่าป่วยจนจะตายแล้วพอดีกินรากยาองค์เจ้าฟ้าดำอันนี้กินแค่หม้อเดียวดีแกได้ยาต้นยาใหญ่ในหลังภูค้อพวกผมว่าจะขึ้นไปเอาอยู่แต่ไปไม่ถึงพอดีหินตกลงมาก็เลยไปไม่ถึงกินเฒ่ากินหนุ่มรากไม้ยาใหญ่ต้นยาใหญ่ของพระฤษีได้เป็นคนปลูกผู้เฒ่าคนนั้นไม่มีเงินให้สมัยนั้นสมัยแต่ก่อนเงินตำลึงเงินบาทเงินสี่เฟื่องสี่สลึงสี่ตำลึงก็เลยเอาลูกสาวมาถวายให้เอาแทนรากไม้ดีอันนั้น มีถวายไม่ใช้เป็นเมียเป็นผู้อุปถัมภ์แม่ออกอุปถัมป์เอาไปเอามาก็มีลูก ชื่อลูกแกก็ท้าวคำ &nbsp;พิสัยคำนามคนที่สองก็นางมะลิ พิสัยคำก็อยู่ในบ้านหมากนาวอันนี้ละนี้ก็เป็ฯประวัติของท้าวฟ้าดำ ผมพูดย่อนะอันนี้ไม่ได้พูดยาวพอเป็นสังเขป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=32"
    },
    {
      "title": "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "หนูเวียง แก้วเวียง",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในฤดูฝนนั้นจะมาการเตรียมปักกล้าดำนาทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพาะปลูก มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งมีแม่อาศัยอยู่กับลูกชายซึ่งกำพร้าพ่อ วันนั้นเขาได้ออกไปไถนาอย่างเช่นทุกวัน จนสายตะวันขึ้นสูงแล้วเขาก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกว่าปกติ และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ทุกๆวันแล้วแม่ของเขาจะมาส่งข้าวเขาในตอนสายของทุกวันแต่วันนี้กลับมาช้ากว่าปกติ เขาจึงหยุดไถนาและไปนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ สายตาเหม่อมองไปที่บ้านรอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย สายแล้วแสงแดดก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ ความหิวก็ยอ่งทวีคูณขึ้นไปอีก ทันใดนั้นเขาก็เห็นแม่เดินมาตามคันนาในมือถือก่องข้าวน้อยๆ เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอาข้าวมาส่งช้า เขาหิวจนตาลายจึงคิดว่าข้าวก่องแค่นี้คงกินไม่อิ่มแน่ๆ จึงต่อว่าผู้เป็นแม่ด้วยอารมณ์โกรธว่า อีแก่มึงมัวทำอะไรทำไมจึงมาส่งข้าวให้กูช้านักข้าวก็เอามาแค่นี้กูจะกินอิ่มหรือยังไง ผู้เป็นแม่จึงตอบว่า ถึงก่องข้าวมันจะก่องน้อยแต่มันก็ยัดจนเต็มและแน่นในนะลูก ลองกินดูเถอะลูก ด้วยความโมโหหิวจนตาลาย ไม่ยอมฟังอะไร จึงบันดาลโทสะคว้าไม้ตีแม่ที่แก่ชราจนล้มลงเสียชีวิตในที่สุด เขาเดินไปกินข้าวจนอิ่มแต่ข้าวยังไม่หมดจึงเกิดรู้สึกผิดชอบชั่วดี เขาเดินไปดูแม่แต่ก็ต้องเสียใจเข้าโอบกอดแม่ร้องไห้โฮสำนึกผิดที่ฆ่าแม่ของตน &nbsp;หลังจากนั้นเขาจึงได้ขอร้องชาวบ้านมาช่วยก่ออิฐก่อปูนสร้างธาตุเจดีย์บรรจุแม่ของเขา จนกลายเป็นตำนานธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่จนทุกวันนี้<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=33"
    },
    {
      "title": "หูดสามเปา",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "ภัสดาภร อินทะบุตร",
      "description": "",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=34"
    },
    {
      "title": "พญาคันคาก",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "ภัสดาภร อินทะบุตร",
      "description": "<p>พระนางสีดา มเหสีของพระยาเอกราชผู้ครองเมือง ได้กำเนิดพระโอรสลักษณะแปลกประหลาด &nbsp;คือผิวกายเหลืองอร่ามดังทองคำ แต่เป็นตุ่มตอเหมือนผิวคางคก คนทั้งหลายจึงขนานนามพระกุมารว่า ท้าวคันคาก ซึ่งคันคากแปลว่าคางคก</p>\r\n\r\n<p>เมื่อเติบโตพระกุมารได้หมายพระชายาที่มีศิริโฉมงดงาม แต่พระยาเอกราชได้ปรามไว้ เพราะทรงอับอายในรูปกายของท้าวคันคาก &nbsp;แต่ท้าวคันคากกะบ่ย่อท้อ จึงตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากพระอินทร์ ด้วยบุญบารมีมาแต่ชาติปางก่อนของท้าวคันคาก</p>\r\n\r\n<p>พระอินทร์จึงเนรมิตปราสาทพร้อมอุตรกุรุทวีปผู้เป็นเนื้อคู่ให้เป็นพระชายา ส่วนท้าวคันคากก็ถอดรูปคันคากออกให้เห็นเป็นชายหนุ่มรูปงาม พระยาเอกราชยินดีกับพระโอรส จึงยกราชบัลลังค์ให้ครองต่อ ทรงพระนามว่า พญาคันคาก และครองบัลลังก์โดยตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม เดชานุภาพเป็นที่เลื่องลือ จนเมืองน้อยใหญ่มาสวามิภักดิ์ ทำให้เดือดร้อนไปจนถึงพญาแถนที่อยู่บนฟ้า เพราะคนหันไปส่งส่วยให้พญาคันคากแทนจนลืมบูชาพญาแถน จึงสั่งให้พญานาคงดให้น้ำในฤดูทำนา ทำให้เกิดเข้ายุคข้าวยากหมากแพง และความแห้งแล้ง ผู้คนเลยรวมตัวไปขอให้พญาคันคากช่วย</p>\r\n\r\n<p>พญาคันคากรวบรวมกองทัพสัตว์มีพิษ เช่น มด ผึ้ง แตน ตะขาบ กบ เขียด ให้ทำทางยกทัพขึ้นไปสู่กับพญาแถน โดยส่งมดปลวกไปกัดกินศัตราวุธของพญาแถนที่เตรียมไว้</p>\r\n\r\n<p>เมื่อถึงเวลารบพญาแถนจึงไม่มีอาวุธ ยามร่ายมนต์ ก็ถูกเสียงเขียด กา ไก่ กลบไปหมด จะเสกงูมากินเขียดก็ถูกแร้งของพญาคันคากจับกิน พญาแถนจึงยอมแพ้ พญาคันคากเลยว่า ขอเมตตาประทานฝนให้คนตรงตามฤดูกาล พญาแถนว่า ถ้าข้าลืมเล่า&nbsp;พญาคันคากตอบว่า จะให้คนจุดบั้งไฟขึ้นมาบอก ตั้งแต่นั้นมาชาวอีสานจึงมีประเพณีบุญบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถน&nbsp;&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=35"
    },
    {
      "title": "ผาแดงนางไอ่",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "ภัสดาภร อินทะบุตร",
      "description": "<p>ณ เมืองสวรรณโคม มีพญาขอมครองเมืองมเหสี ชื่อนางจันทร์มีธิดาชื่อ นางไอ่ หรือนางไอ่คำ นางสวยมากจนไม่มีใครเปรียบเทียบความงามของนางได้ จนเรื่องไปถึงหูของ ท้าวผาแดง ท้าวผาแดงจึงแอบมาหานางไอ่ที่วัง โดยผ่านทางคนใช้เป็นแม่สื่อ จนทั้งสองได้รักกัน และสัญญาว่าจะมาสู่ขอตามประเพณี</p>\r\n\r\n<p>ที่เมืองบาดาล มีพญานาคชื่อ สุทโธนาครองเมือง มีลูกชายชื่อท้าวภังคี ชาติที่แล้วท้าวภังคีเกิดเป็นคู่กับนางไอ่ซึ่งเป็นใบ้ นางไอ่ในชาติที่แล้วจึงอธิษฐานว่า ชาติต่อไปไอ้ใบ้ต้องตายด้วยมือของนางเอง ด้านพญาขอมเดือนหกก็ได้จัดบุญบั้งไฟ แข่งขันว่าใครจะได้สูงกว่ากัน</p>\r\n\r\n<p>ตอนนั้นพญาขอมรู้แล้วว่าท้าวผาแดงจะมาสู่ขอนางไอ่ จึงตรัสว่า หากบั้งไฟของเราสูงกว่าจะไม่ยกนางไอ่ให้ แต่ถ้าของท้าวผาแดงสูงกว่าก็จะยกนางไอ่ให้ แต่การประลองครั้งนี้ท้าวผาแดงแพ้เห็นๆ เพราะบั้งไฟแตกก่อนขึ้น ท้าวผาแดงจึงหอบความช้ำกลับบ้านเมืองไป</p>\r\n\r\n<p>ด้านท้าวภังคี แปลงเป็นกระรอกขึ้นมาเที่ยวงาน แต่นายพรานจับได้ จึงนำไปให้นางไอ่เอาไปแกง ท้าวภังคีจึงอธิษฐานว่า ขอให้เนื้อของตนอร่อยที่สุด และเลี้ยงคนได้ทั้งเมือง ชาวบ้านมาเห็นกะพากันแย่งกินแกงกระรอก บริวารของท้าวภังคีเห็นจึงนำเรื่องไปบอกท้าวสุทโธนา จึงโกรธแค้นก็พาบริวารของตนไปถล่มเมืองพญาขอม เมืองกะถล่มเกิดน้ำท่วมอย่างหนัก</p>\r\n\r\n<p>อุทกภัยครั้งนี้ใหญ่นัก ท้าวผาแดงห่วงนางไอ่จึงพานางควบม้าหนีอันตรายไป แต่ท้าวนาคาได้ใช้หางรัดนางลงไปเมืองบาดาล ท้าวผาแดงปลอดภัยและกลับเมืองจึงอธิษฐานว่า จะขอตายเพื่อไปเอานางไอ่กลับมาแล้วก็กลั้นใจตายไปต่อสู้กับนาคา สู้จนน้ำบาดาลขุ่น พระอินทร์จึงลงมาระงับศึก ให้ผีกลับเมืองผีให้นาคากลับเมืองนาคา ส่วนนางไอ่ก็รอเนื้อคู่ของตนในเมืองบาดาลต่อไป จนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ นางไอ่ก็เลยรอมาจนถึงทุกวันนี้&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=36"
    },
    {
      "title": "ศรีทนนท์ชัย (ตอนเลี้ยงน้อง)",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>วันหนึ่งแม่บอกให้ศรีทนนท์ชัยดูแลน้องอาบน้ำล้างไส้ล้างพุงน้องให้สะอาดและให้น้องนอน แต่ศรีทนนท์ชัยเข้าใจว่าการล้างไส้ล้างพุงคือการเอาไส้ออกมาล้างน้ำ มันจึงเอามีดผ่าท้องน้องแล้วเอาไส้ออกมาล้างจนสะอาด และเก็บเข้าที่ทาแป้งใส่เสื้อผ้าให้น้อง เห็นน้องไม่พูดไม่จาเลยให้น้องนอน พอแม่กลับมาจึงรุ้ว่าน้องตายแล้ว</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=37"
    },
    {
      "title": "คาดสิทุกข์บ่ฮอนมี",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=38"
    },
    {
      "title": "กำพร้าผีน้อย",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=39"
    },
    {
      "title": "เซี่ยงเมี่ยงกับช้างและเสือ",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=40"
    },
    {
      "title": "ปะติโมง",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=41"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อกับน้องงัว",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=42"
    },
    {
      "title": "เณรน้อยขี้ไก่โป",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหลวงพ่อกับเณรน้อยอยู่คู่หนึ่ง ชอบหยอกล้อกันมาก กำลังกวาดลานวัดอยู่ หลวงพ่อก็คิดแผนล่ะทีนี้ เดินถือไม้กวาดไปวางไว้เฉยๆ ปล่อยให้เณรน้อยกวาดอยู่คนเดียว เณรน้อยก็ไม่ได้เต็มใจที่จะกวาดเท่าไรหรอก รู้อยู่แล้วว่าหลวงพ่อมีแผน หลวงพ่อก็มานั่งพักใต้ร่มไม้ให้หายเหนื่อย ทำท่าชื่นชมเณรน้อยว่าขยันขันแข็ง วันต่อมา หลังจากฉันเพลเสร็จ เณรน้อยก็หลบมานอนเล่นใต้ร่มไม้ หลวงพ่อก็ตามมาดุวาเณรน้อยขี้เกียจ และบอกเณรน้อยว่ามีกิจนิมนต์ เณรน้อยก็ทั้งกวาดทั้งบ่นให้หลวงพ่อ ว่าจะใช้ให้ทำอะไรนักหนา พอหลวงพ่อไปลับตา เณรน้อยก็กลับมานอนใต้ล้มไม้เหมือนเดิม พอหลวงพ่อกลับมาท่านก็ถือไม้วิ่งไล่ตีเณรน้อย<br />\r\nวันต่อมา หลวงพ่อก็เตรียมตัวจะไปทำกิจนิมนต์ ท่านก็ได้เรียกหาเณรน้อย และบอกเณรน้อยว่า หลวงพ่อมีกิจนิมนต์ที่ต้องทำ ให้เณรน้อยกวาดลานวัดให้สะอาด ระวังไก่จะไปขี้ใส่พื้นศาลาวัด ถ้าหลวงพ่อกลับมา แล้วยังมีขี้ไก่ จะให้เณรน้อยกินให้หมด เณรน้อยก็นึกในใจว่าจะยอมกินขี้ไก่ได้ไง จึงคิดแผนขึ้นมาจะเอาคืนหลวงพ่อ จึงไปเอาน้ำอ้อย มาหยอดไว้ให้ดูเหมือนขี้ไก่ พอจัดการตามแผนจึงกลับมานอนเล่นใต้ร่มไม้อย่างสบายใจ พอหลวงพ่อกลับมาก็ดุด่าว่าเณรน้อยทำไมปล่อยให้ไก่มาขี่ใส่ศาลาแบบนี้ และบอกให้เณรน้อยกินขี้ไก่ในเสื่อให้หมด เณรน้อยก็กินแบบอร่อยปาก คำแล้วคำเล่า หลวงพ่อจึงถามว่า ทำไมถึงกินเหมือนอร่อยจังเณร อร่อยสิหลวงพ่อลองชิมดู หลวงพ่อก็ชิมทั้งอร่อยทั้งหวาน แต่หารู้ไม่ว่าโดนเณรน้อยหลอกให้กินขี้ไก่ จึงบอกเณรว่าอย่าลืมเก็บใส่ถ้วยไว้เลยนะวันหลัง พอตอนเช้า หลังจากฉันเพลเสร็จ เณรก็ทำท่าหลบมาอ่านหนังสือใต้ร่มไม้ หลวงพ่อก็บอกว่า ปล่อยให้ไก่มันมาขี่ไว้เลยนะ แล้วก็เป็นไปตามแผนเณร จึงปล่อยให้ไก่มาขี่ใส่ และนั่งเฝ้าแมลงวันให้อย่างดี พอหลวงพ่อมา ท่านเลยลองชิมดู คำแรกทำไมมันเป็นขมๆ คำที่สองทำไมมันเปรี้ยวๆล่ะ ทำไมมันไม่หวานเหมือนเมื่อหวาน ก็เมื่อวานมันเป็นน้ำอ้อย แลัววันนี้ล่ะ วันนี้ป็นขี้ไก่ไงหลวงพ่อ พอหลวงพ่อรู้ว่าโดนเณรหลอกให้กินขี้ไก่ก็ได้ทีจับไม้วิ่งไล่เณรอ้อมวัด พวกคนที่มาถวายเพลจึงได้ห้ามไว้<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=43"
    },
    {
      "title": "ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>ชาวนาครอบครัวหนึ่งในจังหวัดยโสธร มีแม่กับลูกอาศัยอยู่ด้วยกัน ลูกเป็นคนขยันไปทำนาแต่เช้ามืดทุกวัน นับวันแม่ยิ่งแก่ชรา จนวันหนึ่งแม่เอาอาหารไปให้ลูกกินสายกว่าทุกวัน ลูกที่กำลังไถนาท่ามกลางอากาศร้อน จึงโมโหมาก ด้วยความหิวจัด บวกกับเห็นว่ากระติบข้าวเหนียวที่แม่ถือมาพร้อมกับข้าวนั้น เล็กนิดเดียวไม่พออิ่ม จึงหยิบแอกไถนามาตีแม่จนสลบไป แล้วลูกก็นั่งกินข้าวคนเดียว จนอิ่มแล้ว ข้าวก็ยังไม่หมดกระติบ ลูกจึงสำนึกได้ว่าตัวเองทำร้ายแม่ซึ่งก็สายเกินไป เพราะแม่นั้นเสียชีวิตไปแล้ว ลูกจึงได้บวชและสร้างเจดีย์ไว้เพื่อทดแทนบุญคุณบุพการี&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=44"
    },
    {
      "title": "ท้าวกำพร้าหมากเขือ",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้วมียายเลี้ยงหลานกำพร้าไว้จนโตเป็นหนุ่ม หลานกำพร้ามักจะปลูกหมากเขือไว้เขียวสดงามน่ากินเพราะว่าเอาปัสสาวะของตนรดต้นหมากเขือ ยายจึงตั้งชื่อว่าท้าวกำพร้าหมากเขือ วันหนึ่งนางหล้าธิดาองค์สุดท้องของพระราชาเสด็จออกมาชมบ้านเมือง มองไปเห็นสวนหมากเขืองามเขียวสดน่ากิน จึงรับสั่งนางสนมกำนัลให้ไปขอหมากเขือมาชิม แต่ท้าวกำพร้าหมากเขือบอกว่าให้ไม่ได้เพราะเขามีสิ่งมีค่าที่สุดคือหมากเขือพวกนี้ หากนางหล้าอยากชิมให้มาขอด้วยตนเอง นางหล้าได้ฟังดังนั้นก็เสด็จมาขอจากท้าวกำพร้าหมากเขือด้วยตนเอง จนท้าวกำพร้าหมากเขือยอมให้หมากเขือนางหล้าไปชิมเพียงแค่ขอร้องนางหล้าว่าเวลาเสวยหมากเขือก็ให้นึกถึงตน<br />\r\n&nbsp;เวลาผ่านไปไม่นาน นางหล้าเกิดอาการประหลาดเพราะนางเริ่มตั้งครรภ์และไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ได้เพราะสาเหตุอะไร พระราชาทรงกริ้วที่นางไม่ยอมทูลแจ้งความจริง จึงรอให้นางคลอดลูกออกมาก่อนแล้วประกาศไปทั่วเมืองว่าให้ชายหนุ่มมาชุมนุมกันแล้วให้ลูกคลานไปหาพ่อบังเกิดเกล้าเอง แต่ก็ไม่มีใครเป็นพ่อของโอรสน้อยนั้น จนกระทั่งมีชายสวมชุดขาดๆ มาปรากฏตัวแล้วโอรสน้อยก็คลานเข้าไปหา จึงได้ข้อสรุปว่าโอรสน้อยมีพ่อเป็นท้าวกำพร้าหมากเขือ พระราชายิ่งกริ้วโกรธเป็นไฟเพราะรู้สึกอับอาย ประกาศเนรเทศลอยแพท้าวกำพร้าหมากเขือกับนางหล้าออกจากพระราชวังไปตามแม่น้ำ&nbsp;<br />\r\nก่อนออกจากพระราชวังท้าวกำพร้าหมากเขือขอให้นางหล้านำขวานกับเมล็ดข้าวเมล็ดผักติดตัวไปด้วย แพลอยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลอยไปติดเกาะใหญ่กลางน้ำ ทั้งสองจึงลงจากแพแล้วตั้งรกรากสร้างบ้านปลูกผักทำนาที่นั่น อยู่ไปไม่นานท้าวกำพร้าหมากเขือสังเกตเห็นฝูงลิงมีฆ้องวิเศษที่ทำให้ต้นไม้ตายมีชีวิตคืนมาได้ จึงวางแผนจับลิงโดยใช้เชือกทำจากเถาวัลย์ จับลิงได้แล้วและได้ฆ้องวิเศษมาและตีได้สามครั้งและขอพรได้สามข้อ หลังจากนั้นเป็นต้นมาท้าวกำพร้าหมากเขือกับนางหล้าก็มั่งมีเงินทองและมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งข่าวคราวเรื่องฆ้องวิเศษเลื่องลือไปถึงพระราชา พระราชาจึงส่งเสนาอำมาตย์มาขอฆ้องวิเศษจากท้าวกำพร้าหมากเขือแต่ขอกี่ครั้งท้าวกำพร้าหมากเขือก็ปฏิเสธ พระราชาเสด็จบนหลังช้างมาด้วยตนเองแต่ท้าวกำพร้าหมากเขือก็ยืนกรานปฏิเสธเช่นเดิม องค์หญิงไม่อยากให้เกิดการนองเลือดจึงขอร้องท้าวกำพร้าหมากเขือให้ยินยอมมอบฆ้องวิเศษให้พระบิดาแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะท้าวกำพร้าหมากเขือยังปฏิเสธอีก พระราชาจึงสั่งทหารให้จับท้าวกำพร้าหมากเขือเพื่อจะเอาไปกำจัดแต่ท้าวกำพร้าหมากเขือตีฆ้องวิเศษทำให้เหล่าทหารขยับตัวไม่ได้ พระราชายิ่งกริ้วมากกว่าเดิมจึงบังคับสั่งช้างให้เข้าเหยียบทำร้ายท้าวกำพร้าหมากเขือแต่ท้าวกำพร้าหมากเขือก็ตีกลองอีกครั้งจนพระราชากับช้างก็ขยับตัวไม่ได้เช่นกันกับเหล่าทหาร นางหล้าเห็นดังนั้นจึงขอร้องอ้อนวอนท้าวกำพร้าหมากเขือให้พระบิดากับเหล่าทหารกลับมามีชีวิตดังเดิม ท้าวกำพร้าหมากเขือจึงตีฆ้องวิเศษอีกครั้งทำให้ทุกคนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ครั้งนี้พระราชาและเหล่าเสนาอำมาตย์รู้สึกสำนึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่ได้กระทำกับท้าวกำพร้าหมากเขือและนางหล้าจึงได้แบ่งเมืองอีกครึ่งหนึ่งให้ท้าวกำพร้าหมากเขือกับนางหล้าได้ปกครอง ท้าวกำพร้าหมากเขือก็ได้ทำให้ทุกคนได้ตระหนักว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกันและสมควรได้รับการปฏิบัติที่เสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ คนมั่งมี คนทุกข์คนยาก ทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=45"
    },
    {
      "title": "ผีหวงผัว",
      "type": "นิทานผี",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในสมัยก่อน คู่รักที่หมั้นหมายกันแล้วจะมีธรรมเนียมห้ามแยกจากกัน มีคู่รักคู่หนึ่งในหมู่บ้านที่ตกลงหมั้นหมายกันแต่ว่าฝ่ายชายต้องออกเดินทางไปค้าขายต่างถิ่นจึงต้องเดินทางไปหลายที่ พอฝ่ายชายเดินทางกลับมาจึงรีบไปหาคู่หมั้นของตนทันที แต่ว่านางก็ได้ตายจากเขาไปนานแล้ว<br />\r\nชายคนนั้นก็อยู่กินกับคู่หมั้นของตนโดยหารู้ไม่ว่านางได้ตายไปนานแล้ว นางก็เป็นผีคู่หมั้นที่ยังทำตนเหมือนเป็นคนปกติทั่วไป อยู่กันมาเรื่อยๆ แม่ชายคนนั้นก็ได้ออกปากเตือนเขาว่าคู่หมั้นได้ตายไปนานแล้วแต่ชายคนนั้นก็ไม่เชื่อแม่ คืนหนึ่งก็ได้ยินเสียงว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;แวะ แวะ แวะ เจ้า บ่ แวะ นี้ สิ ไป แวะ เฮือน ใด?&rdquo;<br />\r\nในขณะที่เขาหลับอยู่ผีคู่หมั้นก็เกาเนื้อเกาตัว เขาเลยถามนางว่า<br />\r\n&ldquo;เจ้า เฮ็ด หยัง เสียง ขบ ดัง เผาะ?&rdquo;<br />\r\nนางผีคู่หมั้นตอบว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;ข้อย ขบ เหา ขบ เหา ขบ เหา&rdquo;<br />\r\n&ldquo;เหม็น เหม็น เหม็น&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ฮืด ฮืด ฮืด&rdquo;<br />\r\nชายคนนั้นรู้ทันทีว่าคู่หมั้นของตนเป็นผีแล้วจริงๆ จึงพยายามจะหนี จึงบอกนางผีคู่หมั้นไปว่า ข้อยอยากเข้าห้องน้ำ อยากไปเข้าห้องน้ำอยู่บ้านแม่ข้อย นางผีคู่หมั้นบอกเขาว่าให้ปัสสาวะอยู่นี่แหละไม่ต้องไปบ้านแม่หรอก ฝ่ายชายพยายามจะหนีให้ได้จึงบอกนางผีคู่หมั้นว่าปัสสาวะอยู่นี่ไม่ค่อยสะดวก แต่ว่าจะลงไปใต้ถุนบ้านให้นางผีคู่หมั้นมัดตนไว้กับโอ่งมังกรก็ได้ นางผีคู่หมั้นได้ฟังดังนั้นจึงยอมให้เขาลงไปใต้ถุนบ้าน ชายคนนั้นมัดเชือกกับโอ่งมังกรพร้อมทั้งเจาะรูให้น้ำไหลออกจะได้ฟังเหมือนเสียงปัสสาวะไหล นางผีคู่หมั้นรู้แล้วว่าฝ่ายชายหนีไปแล้วเพราะนางลองกระตุกเชือกดูแต่ไม่เจอเขา นางจึงออกตามล่าฝ่ายชาย และไปเจอเขาที่ต้นโพธิ์นางตามล่าจนเขาเป็นลมล้มตายใต้ต้นโพธิ์<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=46"
    },
    {
      "title": "พ่อตากับลูกเขย ตอน ลูกเขยขายขี้",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งมีลูกสาวสี่คนและลูกเขยสี่คน แต่พ่อตาไม่ค่อยยอมรับลูกเขยคนสุดที่สี่นักเพราะว่าลูกเขยคนนี้เคยบวชเรียนมาก่อนและมีความฉลาดหลักแหลมกว่าตน พ่อตาจึงอยากจะชิงไหวชิงพริบกับลูกเขยคนที่สี่ วันหนึ่งพ่อตาจึงถามคำถามปริศนาให้ลูกเขยทั้งสี่คนตอบ หากใครตอบถูกจะมอบทรัพย์สมบัติให้ทั้งหมดที่ตนมี พ่อตาจึงพาลูกเขยทั้งสี่คนเข้าไปในป่าและถามคำถามสี่คำถาม ลูกเขยทั้งสามคนตอบเหมือนกัน ยกเว้นคนที่สี่ที่ตอบว่าทุกสิ่งอย่างก็เป็นไปธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ พ่อตาโกรธจัดจึงสั่งให้ลูกเขยคนที่สี่สร้างบ้านแต่ไม่ให้ต้นทุนอะไรเลย ลูกเขยคนที่สี่จึงถ่ายใส่ไหแล้วเอาไหไปลอยในสระน้ำ พร้อมกับท้าทายชาวบ้านรอบๆ สระให้พนันว่าอะไรอยู่ในโอ่งมังกรแต่ไม่มีใครตอบถูก วันต่อมาลูกเขยคนที่สี่จึงกลับบ้านพร้อมบอกพ่อตาว่าเขาเอาอุจจาระเขาไปขายได้เงินมาสร้างบ้านตามที่พ่อตาสั่ง พ่อตาได้ฟังดังนั้นจึงทำตามที่เขาเล่าให้ฟังพร้อมแบกไหอุจจาระตนเองไปขายในตลาด ชาวบ้านเห็นดังนั้นจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจับพ่อตา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=47"
    },
    {
      "title": "ภรรยาปากพาทุกข์พายาก",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>ภรรยาคนหนึ่งเป็นคนมักจะพูดไม่ดี พูดเรื่องอะไรก็จะบอกว่าทุกอย่างเหมือนของสงวนของนาง อยู่มาวันหนึ่งสามีของนางไปหยิบยืมคันธนูกับลูกธนูมายิงไหมีทองคำอยู่ข้างใน ทันทีที่สามีของนางยิงได้ไหใส่ทองคำมาแล้ว นางก็พูดเปรียบเปรยทันทีว่าไหใส่ทองคำใบนั้นเล็กเท่ากับของสงวนของนาง พอนางพูดจบทองคำในไหใบนั้นก็กลายเป็นของสงวนของนางทันที&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=48"
    },
    {
      "title": "พ่อตากับลูกเขยใหม่",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีครอบครัวหนึ่งมีลูกเขยใหม่ ในสมัยก่อนบ้านจะสร้างด้วยไม้ไผ่กับใบไม้ ทุกครอบครัวที่มีลูกเขยใหม่จะต้องเตรียมห้องไว้ห้องหนึ่งเรียกว่า ห้องส้วม ไว้ให้คู่สามีภรรยา หลังพิธีแต่งงาน ครอบครัวรวมทั้งคู่สามีภรรยาใหม่ต้องรับประทานอาหารร่วมกันตามธรรมเนียม ครอบครัวนี้มีพ่อตาแม่ยาย น้องสะใภ้ และสามีภรรยาคู่นี้รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ในขณะที่กินไปได้ซักครู่ก็มีอาหารติดคอลูกเขย เขาจึงลุกออกจากครัวไปหาน้ำดื่ม หลังจากลุกออกไปแล้วแม่ยายก็พูดถามว่า ทำไม(ลูกเขย)กินอิ่มเร็วจังล่ะ พ่อตาก็ตอบกลับไปว่า (ลูกเขย)น่าจะอิ่มแล้ว พอได้ฟังดังนั้นลูกเขยจึงออกไปทั้งๆ ที่ยังหิวอยู่<br />\r\n&nbsp;คืนนั้นลูกเขยหิวมากจึงไปแอบกินขนุนที่แม่ยายเพิ่งเก็บมาหมดทั้งลูกรวมทั้งกินเม็ดขนุนลงไปด้วย กินเยอะเกินไปเลยท้องอืดจึงค่อยๆ ผายลมออกมาเป็นระยะๆ พ่อตาเริ่มเอะใจว่ามีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้น แต่ลูกเขยก็ยังไม่ปริปากพูดอะไร ทุกๆ ครั้งที่เขาผายลมออกมาเม็ดขนุนก็จะออกมาด้วย ออกมาจนเสียงผายลมเริ่มดังขึ้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนดังเหมือนเสียงลูกกระสุนปืน ลูกเขยทนไม่ไหวต้องออกไปถ่ายที่ทุ่งนาใกล้ๆ บ้านแต่ระหว่างที่เดินไปทุ่งนาก็ยังผายลมอยู่เรื่อยๆ จนเขาเป็นลมขณะที่เม็ดขนุนยังติดก้นเขาอยู่ นกอีแร้งเห็นเขานอนสลบอยู่คิดว่าเขาตายแล้วจึงบินลงมาเพื่อกินเขาเป็นอาหาร มันเหลือบไปเห็นเม็ดขนุนจึงกินเม็ดขนุนก่อนแล้วในขณะเดียวกันนั้นเองขนุนทั้งลูกที่ลูกเขยกินเข้าไปก็ออกมาหมดทั้งลูกและกระแทกหัวนกอีแร้งจนมันตาย ลูกเขยได้สติตื่นมาเห็นนกอีแร้งนอนตายอยู่ข้างๆ จึงจับมันล้างทำความสะอาดและแบกกลับบ้าน พอกลับถึงบ้านพ่อตาทักทายว่าลูกเขยตื่นแต่เช้าจริงๆ ลูกเขยจึงตอบกลับไปว่าที่ต้องตี่นเช้าเพราะต้องไปวางกับดักจับนกอีแร้งมาทำยา พร้อมยื่นนกอีแร้งให้พ่อตา<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=49"
    },
    {
      "title": "ผีกองกอย",
      "type": "นิทานผี",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีท้าวขึ้คร้านเดินขออาหารชาวบ้านกินเพื่อประทังชีวิต ชาวบ้านขับไล่เขาออกนอกหมู่บ้านให้ไปอยู่กับผีกองกอย นางผีกองกอยเห็นท้าวขี้คร้านเกิดจิตพิศวาสตกหลุมรักท้าวขี้คร้านจนอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน ท้าวขี้คร้านอยู่กินฉันท์สามีภรรยากับนางผีกองกอยเป็นเวลานาน จึงคิดวางแผนอยากจะหนีออกมาจากถ้ำที่อยู่ กลับมาใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป แต่นางผีกองกอยก็รักและดูแลเอาใจใส่ท้าวขี้คร้านอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อยู่มาวันหนึ่งท้าวขี้คร้านอาศัยจังหวะช่วงนางผีกองกอยออกไปหาของป่าอาหารจึงหนีออกมาได้ หนีมาได้ไม่ไกลนักนางผีกองกอยก็กลับมาจากหาอาหารและของป่า นางผีกองกอยไม่เห็นท้าวขี้คร้านสามีจึงออกตามหา ส่วนท้าวขี้คร้านหนีมาถึงทุ่งนาที่ต้นข้าวออกรวงเหลืองทองและมีดอกข้าวเต็มทุ่งพอดีนางผีกองกอยก็ไล่ตามมาเกือบจะทัน ท้าวขี้คร้านจวนตัวจึงแกล้งทำเป็นว่าตนเองตายแล้วจึงนอนเกลือกกลิ้งในทุ่งจนเกสรดอกข้าวท่วมตัว นางผีกองกอยตามมาทันจึงเห็นว่าสามีตนตายแล้ว ตามธรรมเนียมนางผีกองกอยจึงนำทองคำ เครื่องเงินและเครื่องประดับเพชรนิลจินดามาทำบุญให้สามีของนาง ส่วนท้าวขี้คร้านพอนางผีกองกอยกลับไปแล้วก็มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านของตนพร้อมเพชรนิลจินดา เครื่องเงิน ทองคำและเครื่องประดับจนกลายเป็นคนร่ำรวย เพื่อนของท้าวขี้คร้านเห็นดังนั้นรีบเข้ามาสอบถามว่าทำอย่างไรถึงได้กลับมามั่งมีร่ำรวยแบบนี้ ท้าวขี้คร้านเล่าให้เพื่อนฟังทุกอย่างที่ตนทำ ส่วนเพื่อนท้าวขี้คร้านผู้โลภมากก็อยากร่ำรวยกว่าท้าวขี้คร้านจึงทำตามทุกอย่างที่ท้าวขี้คร้านเล่าให้ฟัง จนถึงตอนที่ตนต้องแกล้งตายแล้วนางผีกองกอยนำเครื่องเงิน ทอง เพชรนิลจินดา มาทำบุญให้สามี เพื่อนท้าวขี้คร้านจึงรีบลืมตาขึ้นบอกนางผีกองกอยว่าขอทองมาเพิ่มให้อีก นางผีกองกอยก็รู้ทันทีว่าตนถูกชายคนนี้หลอกลวงจึงพาเขาไปอยู่ในเมืองผีกองกอยตลอดไปเพราะตอนนี้เพื่อนโลภมากของท้าวขี้คร้านก็เป็นผีเหมือนกัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=50"
    },
    {
      "title": "ทำไมต้องมัดตราสังศพด้วยด้ายสายสิญจน์",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "พ่อใหญ่เคน",
      "description": "<p>ในสมัยก่อนชาวบ้านไม่ได้มัดข้อมือข้อเท้าศพด้วยด้ายสายสิญจน์ก่อนจะทำพิธีเผา วันหนึ่งมีงานศพในหมู่บ้านชาวบ้านต่างก็มาร่วมพิธีสวดศพที่บ้านของผู้ตาย ระหว่างที่พระคุณเจ้าสวดศพชาวบ้านก็มักจะเล่นการพนันพร้อมกับฟังพระคุณเจ้าอ่านหนังสือใบลานเล่านิทานไปด้วย หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า เทศน์หนังสือธรรม คืนนั้นเป็นคืนฝนตกสามเณรน้อยเป็นผู้รับผิดชอบอ่านหนังสือธรรมระหว่างทำพิธีสวด พอฝนหยุดผีผู้ตายก็ออกมาหลอกหลอนชาวบ้านที่มาฟังสวดให้หลับไหลไม่รู้สึกตัว ยกเว้นสามเณรที่กำลังสวดทำพิธีอยู่คนเดียว สามเณรจึงถูกผีหลอกและเผชิญหน้ากับผีตามลำพัง สามเณรพยายามปลุกชาวบ้านให้ตื่นมาช่วยตนแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะหลับกันหมดและไม่มีใครอยากตื่นมาช่วยเลย เมื่อขอความช่วยเหลือไม่สำเร็จสามเณรจึงคิดหาอุบายเพื่อหนีจากผีผู้ตายให้ได้ จึงออกอุบายว่าตนต้องลงไปปัสสาวะแต่ถ้าผีไม่มั่นใจให้มัดข้อมือเขาไว้กับโอ่งมังกรก็ได้ ผีหลงเชื่อจึงตกลงยินยอม เมื่อสามเณรลงไปใต้ถุนบ้านแล้วจึงใช้มีดเจาะโอ่งมังกรให้น้ำไหลเหมือนเสียงตนกำลังปัสสาวะอยู่ เมื่อผีรู้ตัวแล้วว่าสามเณรหนีไปแล้วจึงออกตาม สามเณรวิ่งหนีเร็วเท่าที่จะวิ่งได้จนเข้าไปในวัดแล้วจึงหนีผีพ้น&nbsp;<br />\r\nพอถึงรุ่งเช้าสามเณรบอกชาวบ้านให้มัดข้อมือข้อเท้าของผีผู้ตายไว้ในโลงและเล่าให้ชาวบ้านฟังเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนแต่ว่าไม่มีใครเชื่อ สามเณรจึงให้ชาวบ้านไปดูในโลงชาวบ้านจึงเห็นว่าเท้าของผีผู้ตายมีดินโคลนติดอยู่ตามที่สามเณรเล่าให้ฟัง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน ชาวบ้านต้องมัดตราสังศพด้วยด้ายสายสิญจน์ก่อนนำศพใส่โลง<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=51"
    },
    {
      "title": "ผีขาเดียว",
      "type": "นิทานผี",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีกลุ่มพ่อค้าหม้อปั้นดินเผาอยู่กลุ่มหนึ่ง ทั้งกลุ่มไม่มีใครอ่านออกเขียนได้เลยแม้แต่คนเดียว วันหนึ่งกลุ่มพ่อค้าต้องพักระหว่างทางก่อนเดินทางกลับถึงหมู่บ้านของตน พวกพ่อค้าเห็นกระท่อมอยู่หลังหนึ่ง มีป้ายเตือนว่าในป่าแห่งนี้ห้ามไม่ให้ใครมานอนพักแรมเพราะมีเสือสมิงออกมาล่าเหยื่อตอนกลางคืน เนื่องจากว่าพ่อค้ากลุ่มนี้ไม่มีใครอ่านคำเตือนออกทุกคนจึงตกลงพักค้างคืนที่กระท่อมหลังนี้ ตกดึกเสือสมิงออกล่าเหยื่อเช่นเคย แรกๆ ก็ส่งเสียง วุง วุง วุง พอซักพักหนึ่งผ่านไปก็กลายร่างเป็นผีขาเดียว แต่พ่อค้าหม้อก็ใช้หม้อดินเผาปิดบังตนเองไว้ แล้วจึงช่วยกันกำจัดเสือสมิงได้สำเร็จ ตั้งแต่นั้นมาในป่าแห่งนั้นก็ไม่มีเสือสมิงมาทำร้ายชาวบ้านอีกเลย&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=52"
    },
    {
      "title": "ทำไมกระต่ายถึงมีหางสั้น",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>ผู้เล่าอธิบายสาเหตุที่เล่านิทานเรื่องนี้ว่าตอนเป็นเด็กเคยไปไล่จับกระต่ายในป่าละเมาะแถวหมู่บ้านกับปู่ จับกระต่ายได้สามตัว ปู่เลยให้เขามาดูรูก้นของกระต่ายทั้งสามตัวพร้อมถามหลานชายว่ากระต่ายสามตัวมีรูก้นกี่รู? พี่ชายมาดูก่อนจึงตอบปู่ไปว่ามี 3-4 รูนะปู่&nbsp;<br />\r\n(พี่ชายเคยบวชเรียนเป็นพระมาก่อนและเคยได้ยินนิทานเกี่ยวกับกระต่ายมาแล้ว) พี่ชายจึงเล่านิทานประกอบด้วย เรื่องมีอยู่ว่า&nbsp;<br />\r\nในสมัยก่อน มีหมู่บ้านอยู่ในเมืองพาราณสี ในหมู่บ้านนั้นมีชายขายฟืนคนหนึ่งเอาฟืนใส่เกวียนไปขายหมู่บ้านอื่นที่อยู่ห่างออกไป กว่าจะไปถึงหมู่บ้านนั้นชายขายฟืนต้องลากเกวียนข้ามแม่น้ำห้วยแล้วขึ้นเนินเขาไปต่ออีก พอขากลับจากขายฟืนก็ต้องกลับทางเดิมและต้องลากเกวียนข้ามลำห้วยอีกเช่นเคย&nbsp;<br />\r\nวันนั้นขณะที่ชายขายฟืนกำลังลากเกวียนข้ามลำห้วยนั้นก็เหลือบไปเห็นจระเข้นอนขวางลำห้วยอยู่แบบไร้เรี่ยวแรง จระเข้ได้ยินเสียงชายขายฟืนผ่านมาจึงเงยหน้าขึ้นมามอง สมัยก่อนสัตว์ทุกตัวพูดภาษาเดียวกับมนุษย์ได้ ชายขายฟืนจึงตะโกนออกไปว่า<br />\r\n&ldquo;เอ๊า! เจ้าจระเข้ หลีกทางให้ข้าหน่อย เจ้านอนขวางทางข้าอยู่นะ นี่ก็ค่ำมากแล้ว ข้าจะได้รีบลากเกวียนกลับบ้าน.&rdquo; จระเข้ได้ยินดังนั้นก็ตอบแบบไร้เรี่ยวแรงว่า<br />\r\n&ldquo;ชายขายฟืน, ข้าไม่มีเรี่ยวแรงขยับตัวไปไหนเลย เหนื่อยเหลือเกิน หาอาหารก็ไม่ได้ นี่ข้าก็ว่าจะรอขี่เกวียนข้ามไปฝั่งโน้นกับท่านพอดีเลย.&rdquo; ชายขายฟืนตอบกลับไปทันทีว่า<br />\r\n&ldquo;โถๆ เจ้าจระเข้, เจ้าจะขี่เกวียนไปกับข้าได้อย่างไรล่ะ? เจ้าตัวใหญ่ยักษ์ซะขนาดนี้ เกวียนข้าก็มีฟืนเต็มแล้ว ไม่มีที่ว่างให้เจ้าไปด้วยหรอก รีบๆ หลบออกจากลำห้วยนี้ซะทีเถอะ ไป๊!&rdquo;&nbsp;<br />\r\nแต่จระเข้ก็ไม่หลีกทางให้ชายขายฟืนจนเขาต้องยอมเอามันใส่เกวียนไปด้วย พอไปถึงกลางลำห้วย ชายขายฟืนก็บอกกับจระเข้ว่า<br />\r\n&ldquo;ไป ไป ลงน้ำไปซะให้พ้นๆ!&rdquo;&nbsp;<br />\r\nแต่เจ้าจระเข้ก็ยังไม่ขยับตัวไปไหนจึงตอบชายขายฟืนว่า<br />\r\n&ldquo;ไม่! ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้าจะกินเจ้าเป็นอาหารเย็นเดี๋ยวนี้ ทนหิวมาทั้งวันแล้ว!&rdquo;&nbsp;<br />\r\n&ldquo;เจ้าจะกินข้าเป็นอาหารเหรอ? เจ้ามันไม่รู้จักสำนึกบุญคุณคน ข้าพาเจ้าข้ามลำห้วยมาจนถึงกลางห้วยทั้งๆ ที่ลำห้วยนี้ก็เป็นบ้านของเจ้า! เจ้าไม่รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณข้าบ้างเลย!&rdquo; ชายขายฟืนกล่าวตำหนิเจ้าจระเข้เนรคุณ<br />\r\nจระเข้ตอบไปทันทีว่า &ldquo;ข้าไม่รู้จักบุญคุณอะไรทั้งนั้น ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว ข้าจะกินเจ้าซะเดี๋ยวนี้เลย!&rdquo; ชายขายฟืนรีบแย้งทันควันว่า<br />\r\n&ldquo;เจ้าจะกินข้าตอนนี้ไม่ได้นะ! เราต้องหาใครมาตัดสินว่าเจ้าสมควรจะได้กินข้าหรือไม่ก่อน รอก่อนนะ เดี๋ยวจะไปหาใครซักคนก่อน.&rdquo; ชายขายฟืนพูดพร้อมรีบเดินไปในป่า จนกระทั่งไปพบกับเจ้ากระต่ายน้อยนั่งอยู่บนตอต้นชาดที่มียางติดอยู่ พอนั่งไปนานๆ ก้นกระต่ายก็ติดอยู่กับตอต้นชาด ชายขายฟืนเห็นดังนั้นจึงร้องเรียกกระต่ายน้อยให้ไปช่วยตัดสิน<br />\r\n&ldquo;กระต่ายน้อย ไปช่วยข้าตัดสินหน่อยซิ ว่าเจ้าจระเข้สมควรจะได้กินข้าเป็นอาหารหรือไม่?&rdquo; กระต่ายน้อยตอบว่า<br />\r\n&ldquo;ข้าจะไปกับท่านได้อย่างไร เพราะก้นของข้าติดอยู่กับตอแบบนี้? ท่านช่วยข้าหน่อยสิ!&rdquo; ว่าแล้วชายขายฟืนก็ไปหากิ่งไม้มางัดก้นกระต่ายออกจากตอไม้ พอหลุดมาได้แล้วกระต่ายน้อยก็ไปพบเจ้าจระเข้ตามคำขอของชายขายฟืน พอไปถึงก็ถามเจ้าจระเข้ว่า &ldquo;ทำไมถึงอยากจะกินชายขายฟืนเป็นอาหารทั้งๆ ที่เค้าช่วยเจ้าและมีบุญคุณกับเจ้า!&rdquo;<br />\r\nจระเข้ตอบกลับไปว่า &ldquo;ข้าไม่รู้จักบุญคุณอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ก็หิวมากแล้วจะกินชายขายฟืนเดี๋ยวนี้!&rdquo; กระต่ายรีบบอกว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;เดี๋ยวก่อนนะ! ก่อนที่จะกินชายขายฟืน ข้าอยากจะรู้ว่าเค้ามัดคอเจ้าแน่นหนาเพียงใด ได้ยินกระต่ายพูดดังนั้นแล้วจระเข้ก็คลานไปใต้ท้องเกวียน ชายขายฟืนรีบใช้เชือกมัดจระเข้ให้แน่นทันที เจ้ากระต่ายเจ้าปัญญาก็รีบถามจระเข้ว่า &ldquo;แค่นี้แน่นพอไหม?&rdquo; ส่วนเจ้าจระเข้ตอบพาซื่อตอบไปว่า &ldquo;ยังๆ ต้องแน่นกว่านี้อีกนิดหน่อย!&rdquo; ชายขายฟืนได้ยินดังนั้นก็รีบดึงเชือกให้แน่นยิ่งกว่าเดิมจนจระเข้แทบจะหายใจไม่ออก กระต่ายเจ้าปัญญาจึงรีบบอกให้ชายขายฟืนใช้ไม้ตีจระเข้สั่งสอนให้หลาบจำ พร้อมกับกำชับกับจระเข้ว่าอย่าคิดอยากมากินชายขายฟืนอีก จระเข้รับปากแล้วรีบหนีลงลำห้วยอย่างรวดเร็ว<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=53"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่ออยากกินจิ้งหรีด",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในลานวัดแห่งหนึ่ง มีเด็กๆ พากันมาขุดหาจิ้งหรีดกันอย่างสนุกสนาน หลวงพ่อเจ้าอาวาสไม่ค่อยพอใจนักเพราะยิ่งขุดมากลานวัดก็ยิ่งเป็นหลุมเป็นรูมากเท่านั้น แม่ของเด็กๆ ที่ไปขุดหาจิ้งหรีดเลยบอกเด็กๆ ไปว่า ให้บอกหลวงพ่อเจ้าอาวาสว่าที่ขุดหาจิ้งหรีดเยอะเพราะจำนำมาถวายเพลหลวงพ่อ พอหลวงพ่อได้ยินดังนั้นก็พอใจและบอกให้เด็กๆ ขุดมาอีกเยอะๆ วันหนึ่งก็ถึงเวลาเพล หลวงพ่อท่านก็นั่งรอชาวบ้านนำอาหารเพลมาถวาย แต่ก็ไม่มีใครเอามาถวายซักที วันนั้นหลวงพ่ออยากฉันแหนมเนื้อ เพราะมีอยู่วันหนึ่งมีญาติโยมนำแหนมเนื้อมาถวายเพลหลวงพ่อจึงอยากฉันอีก จึงบอกญาติโยมไปว่า &ldquo;พรุ่งนี้อย่าลืมนำมาถวายอีกนะ เพราะว่าอร่อยมาก.&rdquo; ชาวบ้านไม่มีเนื้อวัวมาทำแหนมจึงเอาเศษไม้ห่อใบตองใส่ไปถวายเพลหลวงพ่อแทนชิ้นเนื้อ หลวงพ่อเก็บห่อแหนมนั้นไว้ฉันรูปเดียว พอหลวงพ่อฉันไปแล้วจึงรู้ว่าเป็นเศษไม้เลยโยนเศษไม้ออกนอกหน้าต่าง แต่ก็โยนไม่พ้นขอบหน้าต่างเศษกิ่งไม้เลยกระเด็นมาโดนหน้าผากหลวงพ่อจนปูดขึ้นเป็นก้อนๆ หลวงพ่อไม่กล้าออกไปข้างนอกกุฏิ ตอนที่สามเณรไปขอพบหลวงพ่อๆ ก็เอาผ้าจีวรมาปิดหน้าผาก สามเณรสงสัยเลยเปิดผ้าจีวรดูจึงเห็นว่าหลวงพ่อหน้าผากปูดใหญ่มาก เพราะว่าเหมือนโดนค้อนกระแทก</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=54"
    },
    {
      "title": "นกกาเหว่าสองพี่น้อง",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>นกกาเหว่าสองพี่น้องเกิดมาจากแม่ตัวเดียวกัน ตัวพี่ได้รับการอุปถัมภ์เลี้ยงดูโดยจอมโจรกลุ่มนึง ส่วนตัวน้องมีท่านบัณฑิตเป็นผู้เลี้ยงดู วันหนึ่งพระสัมมาสัมพทธเจ้าเสด็จไปใกล้ๆ กับหมู่บ้านของจอมโจร ก็ได้ยินเสียงนกกาเหว่าตัวพี่พูด พระองค์ก็เสด็จจากไปโดยไม่ได้กล่าวอะไร แล้วจึงเสด็จไปยังหมู่บ้านของท่านบัณฑิตแล้วก็ได้ยินเสียงนกกาเหว่าตัวน้องพูดจาไพเราะมีสัมมาคารวะ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=55"
    },
    {
      "title": "มะม่วงของพระราชา",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>พระราชามีมะม่วงสามฤดูอยู่ต้นหนึ่ง คนสวนขยันรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยจึงออกดอกออกผลงอกงามตลอดทั้งปี อยู่มาวันหนึ่งทรงกริ้วชายคนทำสวนจึงขับไล่ออกจากพระราชวังและจัดการหาคนดูแลสวนคนใหม่มาแทน พระราชาจากอีกเมืองนึงมาพร้อมกับคนทำสวนคนใหม่พร้อมกับปลูกต้นสะเดากับต้นบอระเพ็ดใกล้ๆ กับต้นมะม่วง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามะม่วงสามฤดูต้นนั้นก็มีรสไม่เหมือนเดิม ไม่หวานหอมเหมือนเมื่อก่อนแต่กลับมีรสขมแทน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=56"
    },
    {
      "title": "สี่สหาย",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้วสี่สหายเป็นเพื่อนกัน คนที่หนึ่งชื่อนายตำราซึ่งขณะที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เห็นนกยักษ์ตัวหนึ่งกำลังคาบเจ้าหญิงผู้ทรงสิริโฉมงดงามมา ส่วนนายคันธนูมองเห็นดังนั้นก็ง้างธนูพร้อมยิงนกยักษ์ตกลงมาทำให้เจ้าหญิงตกลงไปในน้ำแล้วสิ้นพระชนม์ทันที สหายคนที่สามดำน้ำเก่งจึงดำน้ำลงไปงมหาเจ้าหญิงขึ้นมา พอขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว สหายคนสุดท้ายมีเวทย์มนต์คาถาจึงช่วยชุบชีวิตให้นางฟื้นขึ้นมา พอนางมีชีวิตคืนมาแล้วสหายทั้งสี่จึงถกเถียงกันว่าใครเหมาะสมที่จะได้สมรสกับนาง ทุกคนก็อ้างว่าตนได้มีส่วนช่วยชีวิตนางทั้งนั้นแต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครเหมาะสมที่สุดเพราะก็เหมาะสมกันทุกคน เรื่องนี้ทราบไปถึงพระราชาพระราชบิดาของนาง พระองค์ได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้วจึงตัดสินสรุปให้ชายคนที่สามที่ได้ดำน้ำลงไปงมหาตัวนางเพราะเป็นคนเดียวที่ได้ถูกเนื้อต้องพระองค์ของนางเพียงคนเดียวและในที่นี้คงจะดูเหมาะสมที่สุดที่จะได้สมรสกับนาง&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=57"
    },
    {
      "title": "หมาจิ้งจอกอยากกินกุ้ง",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>วันหนึ่งหมาจิ้งจอกเดินไปถึงหนองน้ำที่เต็มไปด้วยกุ้งมากมาย จึงอยากกินกุ้งมากแต่กุ้งก็คิดหาวิธีเอาตัวรอดด้วยวิธีการต่างๆ ฝูงกุ้งหลอกให้หมาจิ้งจอกเดินลงไปในน้ำลึกๆ เพื่อที่จะได้ล้างกุ้งให้สะอาดเพราะฝูงกุ้งมีแต่โคลนติดอยู่ แต่จนแล้วจนรอดหมาจิ้งจอกก็ไม่ได้กินกุ้งสักที หลังจากโดนฝูงกุ้งหลอกให้เดินลงไปกลางหนองน้ำ หมาจิ้งจอกก็โมโหมากจึงเรียกประชุมบรรดาสัตว์ใหญ่น้อยในป่าเพื่อให้มาช่วยกันจับกุ้งฝูงนี้ให้ได้ หมาจิ้งจอกสั่งการให้งูเหลือมนอนขวางกั้นเป็นเขื่อนในหนองน้ำ แล้วจึงสั่งให้ช้างพลายตัวใหญ่ช่วยกันออกแรงสูบน้ำออกจากหนองจนแห้ง ส่วนนกอีแร้งหมาจิ้งจอกก็สั่งการให้บินวนรอบหนองน้ำเพื่อสังเกตการณ์และเฝ้าจับตาดูกุ้งฝูงนั้นไม่ให้มีตัวใดหนีออกจากหนองน้ำได้ แต่ว่าก็มีกุ้งเจ้าปัญญาอยู่ตัวหนึ่งได้ร้องขอความช่วยเหลือจากนกอีแร้งให้ไปหาใบไม้ใบใหญ่ๆ มา แล้วกุ้งเจ้าปัญญาตัวนั้นก็ใช้ใบใม้มาม้วนทำเป็นลำโพงขยายเสียง พร้อมกับตะโกนใส่ลำโพงดังๆ ว่า &ldquo;ฝูงสัตว์ใหญ่น้อยทั้งหลาย! ฟังทางนี้! ตอนนี้ มีผีเจ้าป่าเจ้าเขากำลังมาทางนี้ ถ้าใครไม่หนีก็จะถูกลงโทษ!&rdquo; หมาจิ้งจอก งูเหลือม ช้างพลายและสัตว์ใหญ่สัตว์น้อยได้ยินดังนั้นแล้วก็รีบหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต และสุดท้ายกุ้งทั้งฝูงก็ปลอดภัยจากหมาจิ้งจอกอันพาล</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=58"
    },
    {
      "title": "พญาช้างผู้อารี",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>นิทานเรื่องนี้เล่าและถูกนำมาเล่าเพราะเชื่อว่าเป็นนิทานชาดกว่าเป็นอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเคยเสวยชาติเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ และเป็นมนุษย์บ้าง และชาตินี้ได้เสวยชาติเป็นพญาช้างที่มีฝูงสัตว์และช้างป่าเป็นบริวารมากมาย อาศัยอยู่ในป่าใหญ่อย่างสงบสุขเรื่อยมา พญาช้างได้สอนให้บริวารทั้งหลายเป็นผู้ที่รู้จักให้และรู้จักการทำงานร่วมกันรวมถึงให้รู้จักร่วมกันแบ่งปันความสุขแก่กันและกันด้วย&nbsp;<br />\r\nวันหนึ่งมีชายหาของป่าเดินหลงทางเข้ามาในป่าลึก เขาตะโกนสุดเสียง&nbsp;<br />\r\n&ldquo;ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ข้าหลงทาง!&rdquo; แต่ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือเลย ชายหาของป่าเริ่มตะโกนเสียงดังขึ้นอีก &ldquo;ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ข้าหลงทาง! ช่วยข้าหาทางกลับบ้านหน่อย ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!&rdquo; ชายหาขอป่าตะโกนอยู่นานก็เริ่มกลัวพลางนึกว่าตนเองต้องหลงป่าจนตายอยู่ที่นี่จริงๆ ในขณะนั้นเองก็มีพญาช้าง และฝูงช้างโขลงหนึ่งเดินผ่านมา พอเห็นช้างทั้งโขลงครั้งแรกชายหาของป่าก็หวาดกลัวมากจนตั้งสติได้แล้วว่าช้างไม่ทำร้ายตน ชายหาของป่าจึงออกปากร้องขอความช่วยเหลือ&nbsp;<br />\r\n&ldquo;ช่วยข้าด้วยเถิด ข้าหลงทางและอยากกลับบ้าน ช่วยบอกทางออกจากป่านี้ให้ข้าด้วยเถิด!&rdquo; พญาช้างได้ฟังดังนั้นจึงบอกชายหาของป่าว่า &ldquo;ได้สิ! ไม่มีปัญหา&rdquo; ชายหาของป่าได้ฟังพญาช้างผู้เมตตากล่าวดังนั้นก็เริ่มสังเกตเห็นว่าพญาช้างตนนี้มีความสง่างามยิ่งนัก งาทั้งสองข้างของพญาช้างก็ดูทรงพลังและงดงามเช่นกัน พญาช้างกล่าวกับชายหาของป่าว่า<br />\r\n&ldquo;เหยียบขึ้นมาบนคอของข้าสิ แล้วจงขี่หลังข้า เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าออกจากป่าเอง&rdquo; ชายหาของป่าได้ยินดังนั้นจึงปฏิบัติตามที่พญาช้างบอกแล้วพญาช้างจึงนำทางชายหาของป่าออกจากป่าแห่งนั้น ระหว่างทางนั้นพญาช้างยังได้ช่วยชายหาของป่าเก็บอาหารป่า ผักผลไม้ และเห็ดต่างๆ เพื่อนำมาขายในตลาดหมู่บ้านอีกด้วย พอออกมาจากป่าและชายหาของป่าจำทางกลับหมู่บ้านของตนได้แล้ว จึงกล่าวกับพญาช้างว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;ข้าจะตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ของท่านได้อย่างไร และข้าจะได้พบท่านอีกได้อย่างไร?&rdquo;&nbsp;<br />\r\nพญาช้างกล่าวตอบด้วยความเมตตาว่า &ldquo;หากเจ้าอยากพบเราอีกก็ให้ร้องเรียกหาเราได้&rdquo; ว่า &ldquo;พญาช้าง พญาช้าง ได้โปรดออกมาพบข้าด้วยเถิด&rdquo; พอกล่าวจบทั้งสองก็แยกย้ายกัน ชายหาของป่าก็กลับเข้าไปในหมู่บ้านของตนส่วนพญาช้างก็กลับคืนสู่ป่าผืนใหญ่<br />\r\nวันต่อมาชายหาของป่านำของป่าที่เขาและพญาช้างช่วยหามาได้ไปขายในตลาดหมู่บ้าน อีกทั้งยังได้เล่าเรื่องที่เขาหลงทางเข้าไปในป่าลึกจนได้พบกับพญาช้างผู้อารีที่ได้พาเขาออกมาได้ให้ชาวบ้านฟัง พร้อมทั้งเล่าให้ชาวบ้านฟังด้วยว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;ท่านพญาช้างผู้มีเมตตานั้น ยังดูสง่างามทรงพลังและสำคัญที่สุดยังมีงาทั้งสองข้างที่สวยงามอีกด้วย&rdquo;ในหมู่คนฟังนั้นก็มีพ่อค้างาช้างฟังอยู่ด้วย เมื่อพ่อค้างาช้างได้ฟังดังนั้นหลังจากฟังเรื่องทั้งหมดแล้วเขาจึงกล่าวกับชายหาของป่าว่า<br />\r\n&ldquo;นี่ พ่อหนุ่ม! ทำไมเจ้าไม่เข้าไปในป่าไปเอางาช้างออกมาขายให้ข้าล่ะ? งาช้างมีราคาสูงมาทีเดียว เจ้าจะได้มีเงินร่ำรวยขึ้น&rdquo;<br />\r\nชายหาของป่าได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปทันทีว่า&ldquo;ข้าจะเนรคุณกับผู้มีพระคุณอย่างพญาช้างได้อย่างไร ท่านพญาช้างนอกจากจะช่วยข้าหาทางกลับบ้านแล้วยังช่วยข้าหาของป่าออกมาขายอีกด้วย ข้าไม่ทำอย่างที่เจ้าพูดเด็ดขาด!&rdquo;<br />\r\nเมื่อได้ฟังดังนั้นพ่อค้างาช้างจึงหว่านล้อมต่อไปว่า&ldquo;เจ้ารู้รึไม่ว่าเงินที่ขายงาช้างนั้นมากพอที่เจ้าจะซื้อบ้านหลังใหญ่อยู่ได้อย่างสุขสบายกับภรรยาหลายๆ คนเลยทีเดียว เจ้าก็จะมีความสุขอย่างที่เจ้าไม่เคยมีมาก่อนเลย&rdquo;<br />\r\nหลังจากพูดจาหว่านล้อมเสร็จพ่อค้างาช้างจึงยื่นข้อเสนอปิดท้ายว่า &ldquo;เอาอย่างนี้แล้วกันนะ! ถ้าเจ้าเปลี่ยนใจอยากขายงาช้างให้ข้าก็บอกข้าได้นะ!&rdquo;&nbsp;<br />\r\nชายหาของป่าคิดพิจารณาข้อเสนอ เขาคิดแล้วคิดอีก นึกถึงเงินก้อนโตที่เขาจะได้รับหลังจากขายงาช้างได้ นึกถึงความสุขต่างๆ นานาที่จะตามมา นึกถึงความสะดวกสบายที่เขาจะได้รับต่อจากนี้ คิดไปคิดมาจนหลับไปและเก็บไปฝันหวาน<br />\r\nแต่วันต่อมาชายหาของป่าจึงเข้าไปในป่าลึกเดินไปจนกระทั่งไปถึงจุดที่เขาพบพญาช้างเชือกนั้นแล้วเขาร้องเรียก&ldquo;พญาช้าง พญาช้าง ได้โปรดออกมาพบข้าด้วยเถิด&rdquo; ทันใดนั้นก็ออกมาพบชายหาของป่าตามเสียงเรียกของเขา ทันทีที่พบพญาช้าง ชายหาของป่าก็กล่าวกับพญาช้างว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;โอ! ท่านพญาช้างผู้อารี ท่านใจดีมีเมตตากับข้าจริงๆ&rdquo; เขากล่าวกับพญาช้างด้วยความสงบเสงี่ยมเจียมตัว &ldquo;ข้า เป็นชาวบ้านหาของป่าผู้ยากจน ข้าไม่มีบ้านดีๆ อยู่เหมือนเช่นคนอื่นๆ เขา&rdquo;<br />\r\nพญาช้างได้ฟังดังนั้นจึงถามออกไปอย่างมีเมตตาว่า&ldquo;เจ้าจะให้เราช่วยได้อย่างไร?&rdquo;ชายหาของป่ากล่าวตอบด้วยความดีใจว่า &ldquo;งาของท่านนั้นมีค่ามีราคายิ่งนัก ข้อจะขอตัดงาท่านซักครึ่งหนึ่งเพื่อนำไปขายเอาเงิน ท่านจะว่าอะไรข้ารึไม่?&rdquo;<br />\r\nพญาช้างก้มมองดูชายขายของป่าด้วยความเมตตาพร้อมกับกล่าวว่า&ldquo;มาตัดงาของเราไปสิ! เจ้าจะได้เอาไปขายแล้วค่อยนำเงินไปซื้อบ้านใหม่&rdquo;&nbsp;<br />\r\nชายหาของป่าไม่รีรอรีบเอาเลื่อยมาตัดงาของพญาช้างออกไปขายทันที เขาขายได้เงินมากมายจึงนำเงินไปซื้อบ้านหลังใหม่ดังที่ตั้งใจไว้ มีเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยียนมากหน้าหลายตา เป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมาก หนึ่งเดือนผ่านไปเงินที่เหลือจากซื้อบ้านก็หมดไป เขาจึงเข้าไปในป่าอีกเพื่อไปของาช้างจากพญาช้างอีก เมื่อไปถึงจึงตะโกนร้องเรียกพญาช้างทันที<br />\r\n&ldquo;พญาช้าง พญาช้าง ได้โปรดออกมาพบข้าด้วยเถิด&rdquo; ไม่นานนักพญาช้างก็ปรากฏตัวต่อหน้าชายหาของป่าพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า&ldquo;ทำไมเจ้าถึงดูเศร้าหมองนักล่ะ?&rdquo;<br />\r\nชายหาของป่าตอบไปว่า &ldquo;ท่านพญาช้างผู้มีเมตตา ข้าไม่มีความสุขเหลืออยู่อีกแล้ว ข้าขอตัดงาของท่านไปขายอีกจะได้ไหม?&rdquo; &ldquo;ได้สิ มาตัดงาอีกข้างของเราไปสิ! เจ้าจะได้มีเงินและเงินก็จะทำให้เจ้ามีความสุขขึ้นมาอีก&rdquo; พญาช้างตอบไปพร้อมกับน้ำตาก็ไหลไปด้วย<br />\r\nชายหาของป่าใช้เลื่อยที่เขานำมาด้วยตัดงาของพญาช้างไปอย่างรวดเร็ว ขายได้เงินมาเขาก็ใช้เงินหมดไปภายในหนึ่งเดือน พอเงินหมดจึงเข้าไปในป่าอีกพร้อมกับร้องเรียก &ldquo;พญาช้าง พญาช้าง ได้โปรดออกมาพบข้าด้วยเถิด ท่านยังพอมีงาเหลืออยู่บ้างข้าจะขอตัดงาส่วนที่เหลือของท่านไปได้หรือไม่&rdquo;&nbsp;<br />\r\nทันที่ที่ได้ฟังคำขอของชายหาของป่าพญาช้างก็ไม่ขัดข้อง ชายหาของป่าไม่รีรอรีบใช้เลื่อยตัดงาส่วนที่เหลืออยู่ของพญาช้างออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ชายหาของป่าตัดงาพญาช้างนั้นพญาช้างก็น้ำตาไหลไปด้วยความเศร้าโศกและเจ็บปวด ส่วนชายหาของป่าก็ไม่ได้สังเกตสิ่งทีเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่เขาตัดงาช้างส่วนที่เหลือได้แล้วเขาก็รีบนำงาพญาช้างไปขายที่ตลาดในหมู่บ้าน หลังจากที่พญาช้างถูกตัดงาไปขายจนหมดแล้ว พญาช้างก็ทนความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดไม่ได้อีกต่อไป พญาช้างล้มลงท่ามกลางเหล่าบริวารช้างทั้งหลายในป่า ก่อนจะสิ้นใจได้กล่าวกับบรรดาบริวารช้างทั้งหลายว่า &ldquo;เหล่าบริวารทั้งหลายของเรา จงฟังไว้ว่าเราได้มอบงาช้างให้กับชายหาของป่าไปจนหมดแล้ว ตอนนี้เราก็สุขใจที่ได้เป็นผู้ให้แล้วเราก็จากจากไปอย่างสุขใจเช่นกันเราก็สุขใจที่ได้เป็นผู้ให้แก่ชายหาของป่าผู้นั้น&rdquo;&nbsp;<br />\r\nพอกล่าวจบลงพญาช้างก็จากไปจากสงบ&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=59"
    },
    {
      "title": "งูเขียวน้อยจอมขี้เกียจ",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>วันหนึ่ง งูเขียวน้อยได้ออกมาลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก ในขณะที่งูตัวพี่ๆ ก็โตแล้วและออกไปหาอาหารกินเองได้แต่เจ้างูเขียวน้อยจอมขี้เกียจก็ไม่ยอมออกไปหาอาหารเลย ไม่ยอมแม้แต่จะขยับตัวไปไหนตั้งแต่เกิดมาอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ขี้เกียจมากจนไม่อยากจะทำอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว มีอยู่วันหนึ่งฝนตกลงมาอย่างหนักและเจ้างูเขียวน้อยจอมขี้เกียจก็หิวมากเสียด้วย มองไปรอบๆ ตัวที่ตัวเองนอนอยู่ก็ไม่มีอะไรที่จะกินเป็นอาหารได้เลย แต่เจ้างูเขียวน้อยก็เหลือบไปเห็นหางอวบๆ ของตัวเอง มองดูแล้วช่างน่ากินนักจึงเริ่มกัดกินหางอวบๆ ของตัวเองแล้วตัวเจ้างูน้อยก็เริ่มใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น&nbsp;<br />\r\nวันต่อมาฝนก็ตกลงมาอีก และเจ้างูเขียวจอมขี้เกียจก็ไม่อยากออกไปหาอาหารอีกเช่นเคย พอมองไปเห็นหางอวบๆ ที่เหลือของตนเอง ก็ยังน่ากินอยู่ พร้อมกับพูดว่า &ldquo;โอ้โห หางอวบๆ ของเราน่ากินจังเลย!&rdquo; พอพูดเสร็จก็กัดกินหางของตัวเองอีกเช่นเคย พอกินเสร็จก็นอนอยู่ที่เดิมแล้วก็หลับไป&nbsp;<br />\r\nต่อมาวันที่สาม ฝนก็ตกลงมาอีกเช่นเคย งูเขียวจอมขี้เกียจก็ไม่อยากคลานออกไปหาอาหารอีกเช่นเคย เวลาหิวก็มองไปที่หางตนเองอีกแล้วก็พูดพึมพำกับตนเองว่า &ldquo;โอ้โห หางอวบๆ ของเราน่ากินจังเลย!&rdquo; พอพูดเสร็จก็กัดกินหางของตัวเองอีกเช่นเคย พอกินเสร็จก็นอนอยู่ที่เดิมแล้วก็หลับไป<br />\r\nต่อมาวันที่สี่ วันที่ห้า และวันที่หก หลังจากกินหางของตนเองจนสั้นกุดหมดแล้วจึงเริ่มกัดกินตัวของตนเองจนสุดท้ายจึงเหลือแค่ส่วนหัวเท่านั้น&nbsp;<br />\r\nวันที่เจ็ดงูเขียวจอมขี้เกียจหิวจัดแต่ก็หาอาหารกินไม่ได้เพราะความขี้เกียจเกินเยียวยาของตนจึงอ้าปากออกและก็กลืนกินหัวส่วนที่เหลือของตนเองจนหมด!!!<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=60"
    },
    {
      "title": "สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รอง",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายคนเดียว พอถึงเวลาแต่งงานออกเรือนแม่จึงรีบสรรหาสะใภ้มาให้ แต่สะใภ้คนนี้มีลูกยากแม่ย่าจึงพยายามสรรหาภรรยาใหม่มาให้ลูกชายสุดที่รักอีกคนเพราะว่าอยากอุ้มหลานมาก หลังจากสรรหาสะใภ้คนรองมาได้ไม่นาน สะใภ้รองก็ตั้งครรภ์อ่อนๆ พอสะใภ้ใหญ่ทราบเรื่องก็เกิดจิตริษยาจึงหาวิธีต่างๆ นานา ทำให้สะใภ้รองแท้งบุตร พอสะใภ้รองตั้งครรภ์หนที่ 3 ระหว่างคลอดนางก็เสียชีวิตขณะที่กำลังคลอดบุตร (ตายทั้งกลม) สะใภ้รองมีความโกรธแค้นสะใภ้ใหญ่มากนางจึงสาปแช่งต่างๆ นานาและจะจองเวรจองกรรมกับสะใภ้ใหญ่หลังจากที่นางสิ้นใจไปแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสะใภ้ใหญ่ก็ไม่มีความสุขอีกเลยและแม่ย่าก็ไม่สรรหาสะใภ้คนใหม่ให้ลูกชายของตนอีกเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดใจเหมือนสะใภ้รอง หลังจากที่สะใภ้รองแท้งลูกหนที่ 3 (คนที่ 3) และตายทั้งกลม นางจึงประกาศกร้าวจองเวรจองกรรมกับสะใภ้ใหญ่ไปทุกภพทุกชาติ มีอยู่ชาติหนึ่งที่สะใภ้รองเกิดเป็นแมว ส่วนสะใภ้ใหญ่เกิดเป็นแม่ไก่ ชาติต่อมาสะใภ้รองเกิดเป็นเสือ สะใภใหญ่เกิดเป็นแม่วัว ส่วนชาติภพสุดท้ายสะใภ้ใหญ่เกิดเป็นองค์หญิงและสะใภ้รองเกิดเป็นนางยักษิณี นางทั้งสองผูกเวรผูกกรรมกันไม่สิ้นสุด พอองค์หญิง (สะใภ้ใหญ่) ประสูติพระโอรส นางยักษิณี (สะใภ้รอง) ก็อยากจะกินพระโอรสทันที เมื่อองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์และเทศนาสั่งสอนธรรม นางยักษิณี จึงได้พบพระองค์เป็นครั้งแรก พระองค์จึงเทศนาสั่งสอนให้นางรู้จักละเวรละกรรม ว่าเวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับด้วยการไม่ผูกเวร เพราะมิเช่นนั้นก็จะจองเวรจองกรรมกันไปชั่วกัปชั่วกัลป์ นางยักษิณีได้ยินได้ฟังดังนั้นจึงเกิดความซาบซึ้งในพระธรรมคำสอนนางจึงละเวรละกรรมกับองค์หญิง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานางทั้งสองจึงตัดเวรตัดกรรมจากกันได้<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=61"
    },
    {
      "title": "อยากรวยแต่ถูกหวยกิน",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งชอบซื้อหวยเป็นประจำ วันหนึ่งมีพระธุดงผ่านมา เขาจึงไปขอหวยจากพระธุดง แต่พระธุดงก็ไม่ได้ใบ้หวยให้เขา กลับให้ข้อคิดเตือนสติเขามาแทน ชายคนนั้นไม่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วเขาก็จะไม่ถูกหวยแต่กลับถูกเจ้ามือหวยกิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าการซื้อหวยเป็นการพนันที่ไม่ดีแต่ชายคนนั้นก็ไม่เคยคิดอยากจะเลิก&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=62"
    },
    {
      "title": "กำเนิดหอยขม",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเรื่องเล่าอยู่ว่ามีแม่หม้ายอาศัยอยู่กับลูกสาว แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดลูกสาวคนเดียวของนางก็หนีออกจากบ้านไปกับผู้ชายต่างหมู่บ้าน ทิ้งนางไว้เพียงลำพัง ไร้คนห่วงใยดูแล นางต้องหาอาหารมาประทังชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่เคยสนใจอยากเข้าวัดฟังธรรมเลย นางจึงอดมื้อกินมื้อเรื่อยมา&nbsp;<br />\r\nวันหนึ่งพระอินทร์ทอดพระเนตรลงมามองเห็นแม่หม้ายต้องตกระกำลำบากเพียงลำพัง จึงอยากช่วยให้นางได้พบกับแสงสว่างทางธรรมและอยากให้นางรู้จักทำบุญทำทานบ้าง จึงจำแลงแปลงกายลงมาเป็นพระคุณเจ้าผู้ทรงศีลออกบิณฑบาตเผื่อแม่หม้ายจะมีจิตศรัทธาบ้างนางจะได้หลุดพ้นจากสภาพความเป็นอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ แต่ตรงกันข้ามพอนางมองเห็นพระคุณเจ้าผู้ทรงศีลนางกลับคิดว่าจะนำความอับโชคมาให้นาง นางจึงไม่ใส่ใจและแสดงกิริยาเฉยเมย พระอินทร์มองเห็นกิริยาของนางดังนั้นแล้วจึงสาปให้นางกลายเป็นหอยขม ก้มหน้าก้มตาไม่มีโอกาสได้พบแสงสว่างในชีวิตอีกเลย&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=63"
    },
    {
      "title": "นกฮูกกับอีกา",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในสมัยก่อนอีกากับนกฮูกเป็นเพื่อนรักกันมาก และทั้งสองก็มีสีขาวล้วนเหมือนกัน อีการักเพื่อนมากก็อาสาทำงานช่วยนกฮูกทุกอย่าง วันหนึ่งนกฮูกอยากกินไข่ไก่ชาวนาที่อาศัยอยู่ไม่ไกลนัก อีกาเพื่อนรักก็รีบอาสาไปหามาให้ทันที แต่โชคไม่ดีอีกาถูกชาวนาตีจนช้ำเลือดจนมีสีดำคล้ำแต่นกฮูกก็ไม่ได้ช่วยเหลือเพื่อนของตนเลย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอีกาก็มีสีเดียวดำคล้ำ และอีกากับนกฮูกก็ไม่ได้เป็นเพื่อนรักกันเหมือนเคย ตรงกันข้ามกลับต่างคนต่างอยู่ หากนกฮูกออกหาอาหารเวลากลางคืนอีกาก็จะออกหาอาหารตอนกลางวัน&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=64"
    },
    {
      "title": "ใบตองกุง",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีอยู่วันหนึ่งพ่อตากับลูกเขยไปเก็บใบตองตึงเพื่อนำมาทำหลังคากับฝาบ้าน ทั้งสองช่วยกันเก็บอย่างขยันขันแข็งจนเก็บได้เต็มสองกระบุงใหญ่ พอทั้งสองได้ใบตองตึงในปริมาณที่ต้องการแล้ว พ่อตากับลูกเขยจึงพากันกลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้าน พ่อตาอยากทำธุระส่วนตัว จึงให้ลูกเขยเฝ้ากระบุงใบตองตึงทั้งสองใบให้ดี พอลับตาพ่อตาแล้ว ลูกเขยจึงรีบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกระบุงพร้อมกับเอาใบตองตึงมาปกคลุมไว้อย่างมิดชิด พอพ่อตากลับมาไม่เห็นลูกเขยจึงคิดว่าลูกเขยเดินกลับบ้านไปก่อนตนเองแล้ว จึงแบกกระบุงทั้งสองใบกลับบ้านเองอย่างทุลักทุเล พอถึงบ้านแม่ยายจึงถามถึงลูกเขย ว่าไม่ได้มาด้วยกันหรอกหรือ พ่อตายังไม่ทันได้ตอบคำถามลูกเขยที่ซ่อนตัวอยู่ก็รีบกระโดดออกมาจากกระบุงทันที พ่อตาเห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงรู้สึกโมโหที่ตนเสียรู้ลูกเขย จึงรอเวลาที่จะแกล้งลูกเขยคืนบ้าง&nbsp;<br />\r\nวันต่อมาพ่อตากับลูกเขยจึงพากันแบกกระบุงไปเก็บใบตองตึงเพิ่มอีก พอเก็บได้เต็มกระบุงดีแล้วจึงพากันกลับบ้าน แต่ระหว่างทางลูกเขยก็ขอแวะทำธุระส่วนตัวบ้าง จึงฝากให้พ่อตาเฝ้ากระบุงใบตองตึงของตน พอสบโอกาสพ่อตาจึงรีบเข้าไปซ่อนตัวในกระบุงบ้าง ลูกเขยเสร็จธุระกลับมาไม่เจอพ่อตาจึงแบกกระบุงทั้งสองใบกลับบ้าน เดินมาได้ไม่นานก็ผ่านแม่น้ำลูกเขยจึงเอากระบุงใบที่พ่อตาซ่อนตัวอยู่ไปวางไว้ริมน้ำ หลังจากนั้นก็ตะโกนสุดเสียงว่า ช้างกำลังมากินน้ำ พ่อตาได้ยินดังนั้นตกใจลนลานรีบกระโดดออกจากกระบุงเลยพลัดตกน้ำเปียกโชก พอได้สติจึงตระหนักแล้วว่าตนเองอยากแกล้งเอาคืนลูกเขยแต่ก็ถูกลูกเขยเอาคืนซะเอง&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=65"
    },
    {
      "title": "แมวบักคำ",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีแมวตัวหนึ่งชื่อว่า บักคำ ทุกๆ วันมันจะเฝ้ามองปลาแห้งที่ชาวนาตากไว้ มันนึกไว้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ชาวนาเผลอมันจะรีบขโมยปลาแห้งไปกินทันที แต่ว่าบักคำโชคไม่ค่อยดีนักเพราะจังหวะที่ชาวนาเผลอก็มีอินทรีตาคมบินโฉบมาคาบปลาแห้งที่มันหมายตาไปต่อหน้าต่อตามันทันที</p>\r\n\r\n<p>บักคำโกรธอินทรีตาคมมากมันจึงร้องตะโกนดังๆ ว่า&nbsp;&ldquo;เจ้าอินทรีตาคม หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เจ้าจะขโมยปลาแห้งที่ข้ารอคอยไปง่ายๆ แบบนี้ไปไม่ได้นะ! ปลาแห้งตัวนั้นต้องเป็นของข้าสิ!&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>อินทรีตาคมได้ยินเสียงบักคำจึงตกใจมากพร้อมกับรำพึงรำพันกับตนเองว่า &ldquo;โห! นี่เราบินหนีมาตั้งไกลแล้วเสียงแมวตัวนั้นยังจะตามมาเอาปลาแห้งคืนได้อีกหรือ?&rdquo;&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>อินทรีตาคมจึงตะโกนถามเมฆสีขาวว่า &ldquo;เมฆสีขาว เมฆสีขาว ใครกันนะที่แข็งแกร่งกว่าเมฆสีขาว?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เมฆสีขาวได้ยินดังนั้นจึงตอบไปอย่างไม่รอช้าว่า &ldquo;อ๋อ! ก็ลมเจ้าพายุอย่างไรล่ะ พัดมาเราก็กระจัดกระจายเป็นก้อนเล็กก้อนน้อยในพริบตา&rdquo;&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>อินทรีตาคมได้ยินดังนั้นรีบบินไปถามเมฆสีขาวทันทีว่ามีใครที่แข็งแรงกว่าลมเจ้าพายุหรือไม่</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ลมเจ้าพายุ ลมเจ้าพายุ ใครกันนะที่แข็งแกร่งกว่าลมเจ้าพายุ?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ลมเจ้าพายุ ไม่ลังเล ตอบอินทรีตาคมไปว่ า&ldquo;อ๋อ! ก็เจ้าเนินเขาลูกเล็กๆ ลูกนั้นอย่างไรล่ะ เราใช้แรงพัดเท่าไหร่ก็ไม่ขยับเขยื้อนเลย!&rdquo;&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp;อินทรีตาคมสงสัยอีกว่าจะมีใครที่แข็งแกร่งกว่าเนินเขาลูกเล็กลูกนั้นหรือไม่ จึงรีบโฉบเข้าไปถามเนินเขาลูกเล็กทันที</p>\r\n\r\n<p>&nbsp;&ldquo;เนินเขาลูกเล็ก เนินเขาลูกเล็ก ใครกันนะที่แข็งแกร่งกว่าเนินเขาลูกเล็ก?&rdquo;&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp;เนินเขาลูกเล็กได้ยินดังนั้นก็ตอบอินทรีตาคมไปอย่างไม่รีรอว่า&nbsp;&nbsp;&ldquo;อ๋อ! ก็เจ้าควายเขาแหลมตัวนั้นอย่างไรล่ะ เขามันแหลมมาก ถูไถเนินดินของเราไปจนแหว่งเกือบจะหมดลูกแล้ว! &quot;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp;อินทรีตาคม จึงปรี่ไปถามควายเขาแหลมทันทีว่า มีใครที่ยังแข็งแกร่งกว่าควายเขาแหลมอีกหรือไม่&nbsp;&nbsp;&ldquo;ควายเขาแหลม ควายเขาแหลม ใครกันนะที่แข็งแกร่งกว่าควายเขาแหลม?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ควายเขาแหลมได้ยินดังนั้นจึงตอบอินทรีตาคมไปทันทีว่า&nbsp;&nbsp;&ldquo;อ๋อ! ก็เจ้าเชือกหนังเหนียวๆ เส้นนี้อย่างไรล่ะ เหนียวมากเราดึงเท่าไหร่ก็ไม่ขาดสักที&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>อินทรีตาคมจึงถามเชือกหนังเส้นนั้นทันทีว่า ใครกันนะที่แข็งแกร่งกว่าเชือกหนังเส้นนี้</p>\r\n\r\n<p>เชือกหนังได้ยินนกอินทรีถามเช่นนั้นจึงตอบไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า&nbsp;&nbsp;&ldquo;อ๋อ! ก็เจ้าหนูฟันคม ตัวนั้นอย่างไรล่ะ ฟันมันคมและแข็งแรงมาก กัดเราครู่เดียวก็ขาดวิ่นหมด&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>อินทรีตาคมได้ยินดังนั้นจึงเกิดความสงสัยว่ายังจะมีใครที่แข็งแกร่งและเก่งกว่าเจ้าหนูฟันคมตัวนี้อีกไหม มันไม่รอช้าจึงเข้าไปถามเจ้าหนูฟันคมทันที&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;หนูฟันคม หนูฟันคม ใครกันนะที่แข็งแกร่งกว่าเจ้า? เราอยากรู้&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp;หนูฟันคมได้ยินดังนั้นจึงตอบไปว่า&nbsp;&nbsp;&ldquo;อ๋อ! แข็งแกร่งกว่าเราก็เจ้าแมวบักคำ ตัวนั้นอย่างไรล่ะ จ้องคอยจะเขมือบเราตลอดเวลาเลย! แข็งแรงมากวิ่งไล่เราทั้งวัน&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp;อินทรีตาคมได้ยินดังนั้นจึงอุทานออกมาดังๆ ว่า&nbsp;&nbsp;&ldquo;โห!!! เจ้าแมวบักคำนี่เก่งจริงๆ เราคงต้องรีบเอาปลาแห้งตัวนี้ไปคืนแมวบักคำดีกว่า ก่อนที่มันจะโมโหไปมากกว่านี้&rdquo;&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=66"
    },
    {
      "title": "กาขาว กาดำ",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีสองสามีภรรยามีอาชีพหาปลาเลี้ยงชีพ หาปลาจากเช้าจนค่ำและทำงานหนักมากแต่ก็ยังไม่พอกินพอขาย วันหนึ่งสามีพูดกับภรรยาว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;วันนี้มีเรือสำปั้นมาจากจีนหลายลำ มาหาปลาในทะเล เราสองคนหาปลาอยู่แถวแม่น้ำเล็กๆ แบบนี้เลยได้ปลาน้อยไม่พอกินพอขาย เราสองคนพากันไปหาปลาในทะเลเหมือนชาวประมงจีนดีไหม?&rdquo; &nbsp;</p>\r\n\r\n<p>ฝ่ายภรรยาไม่เคยขัดแย้งกันกับสามี สามีพูดอะไรก็เห็นพ้องต้องกันด้วยตลอดจึงตอบสามีของนางไปว่า &ldquo;ก็ดีเหมือนกันนะพี่ เราจะได้หาปลาได้มากพอที่จะได้เก็บไว้กินไว้ขายตลอดปีตลอดชาติ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>วันรุ่งขึ้นสองสามีภรรยาก็พากันออกเรือไปทะเล พอไปถึงก็จัดแจงช่วยกันวิดน้ำอย่างขยันขันแข็งไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย พระอินทร์มองเห็นสองสามีภรรยาขยันขันแข็งและช่วยกันวิดน้ำไม่หยุดเกรงว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยจะตายหมด จึงหาวิธีทำให้สองสามีภรรยาทะเลาะกันจะได้หยุดวิดน้ำ</p>\r\n\r\n<p>พระอินทร์จึงแปลงกายลงมาเป็นอีกา พอสามีเห็นอีกาบินผ่านมาก็ชี้ไม้ชี้มือให้ภรรยาของตนดูอีกาพร้อมกับพูดว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;โอ้โห!!! ดูนั่นสิน้อง ดูอีกาสีขาวบินมาทางนี้&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ฝ่ายภรรยามองเห็นแล้วว่าอีกาไม่ใช่อีกาสีขาวตามที่สามีตนพูดแต่ก็ไม่อยากขัดใจกันจึงตอบสามีนางไปว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;โอ้โห!!! น่าแปลกจังเลยนะพี่ น้องเองก็ไม่เคยเห็นอีกาสีขาวมาก่อนเลย สวยดีเหมือนกันนะพี่&rdquo; ว่าแล้วสองสามีภรรยาก็ก้มหน้าก้มตาช่วยกันทำงานต่อไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย</p>\r\n\r\n<p>เมื่อพระอินทร์เห็นว่าแผนการของตนไม่ได้ผลจึงแปลงกายเป็นปลาช่อนตัวใหญ่ สามีมองเห็นปลาช่อนจึงชี้ให้ภรรยาของตนดู &nbsp;&ldquo;โอ้โห!!! ดูฉลามตัวนั้นสิน้อง&rdquo;ส่วนภรรยามองเห็นแล้วว่าไม่ใช่ฉลามตามที่สามีตนพูดแต่ก็ไม่อยากขัดใจกันจึงตอบสามีนางไปว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;โอ้โห!!! ช่างวิเศษจังเลยนะพี่ น้องก็ไม่เคยเห็นฉลามมาก่อนเลย ขอบใจพี่มากนะที่พาน้องมาทะเล น่าตื่นตาตื่นใจจังพี่&rdquo; ว่าแล้วสองสามีภรรยาก็ก้มหน้าก้มตาช่วยกันทำงานต่อไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย</p>\r\n\r\n<p>เมื่อพระอินทร์เห็นว่าแผนการของตนไม่ได้ผลจึงปรากฏกายให้สองสามีภรรยาเห็นพร้อมกับบอกทั้งสองว่า &ldquo;เจ้าสองคนขยันขันแข็ง เราจะให้รางวัลกับเจ้าทั้งสอง&rdquo; ว่าแล้วก็ยื่นฆ้องวิเศษให้สองสามีภรรยา และบอกทั้งสองว่า &ldquo;ให้เจ้าขอพรได้ 3 ประการ เวลาตีฆ้องก็จะได้สมปราถนาทุกประการ แต่ให้จำไว้ว่าเจ้าทั้งสองขอพรได้เพียงแค่ 3 ประการเท่านั้น&rdquo; แล้วพระอินทร์ก็อันตรธานหายไปต่อหน้าสองสามีภรรยา</p>\r\n\r\n<p>ทั้งสองดีใจมากจึงพากันรีบกลับบ้านเพื่อไปขอพร หลังจากสองสามีภรรยากลับไปแล้วน้ำก็ไหลลงที่เดิมทำให้สัตว์ใหญ่น้อยมีชีวิตชีวาดังเดิม เมื่อกลับถึงบ้านทั้งสองตกลงกันว่าจะขอพรเป็นบ้าน เรือกสวนไร่นาและขอทองคำซักกองหนึ่งจะได้มีกินมีใช้ไปตลอดชั่วอายุของตน</p>\r\n\r\n<p>ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสองสามีภรรยาก็มีความเป็นอยู่สุขสบายขึ้น แต่ก็มีเพื่อนบ้านชาวประมงสองสามีภรรยาอีกคู่หนึ่งพอได้ข่าวคราวความร่ำรวยสุขสบายของสองสามีภรรยาคู่นี้จึงอยากร่ำรวยบ้าง ทั้งสองพากันมาปรึกษาและสามีภรรยาคู่นี้ก็เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วจึงแยกย้ายกันไปทำตามที่สามีภรรยาคู่นี้เล่าให้ฟัง</p>\r\n\r\n<p>ทั้งสองก็ดีใจมากเพราะอยากร่ำรวยเหมือนสองสามีภรรยาคู่แรกมากสามีจึงบอกภรรยาว่า &ldquo;เรารีบไปช่วยกันวิดน้ำทะเลกันเถอะ เราจะได้รวยๆ เหมือนเขาบ้าง&rdquo; ส่วนภรรยาซึ่งปกติแล้วก็จะมีความเห็นขัดแย้งกับสามีอยู่บ้าง แต่เพราะความอยากรวยครั้งนี้นางจึงตอบสามีไปว่า&ldquo;ได้สิพี่ เราจะได้รวยๆ เหมือนเขา&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>วันต่อมาสองสามีภรรยารีบมุ่งหน้าลงทะเลพร้อมกับถือกระบวยเอาไปวิดน้ำกันด้วยคนละไม้คนละมือ พอไปถึงก็ไม่รอช้ารีบช่วยกันวิดอย่างรวดเร็ว วิดน้ำไปได้สักพักหนึ่งฝ่ายภรรยาก็เริ่มบ่น &nbsp;&ldquo;ทำไมเราต้องมาทำงานหนักแบบนี้ด้วยนะ เริ่มเหนื่อยแล้วนะ!!!&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ที่บ่นๆ นี่ ไม่อยากรวยเหมือนเขาบ้างหรืออย่างไร?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ภรรยาได้ยินดังนั้นจึงก้มหน้าก้มตาวิดน้ำต่อไปเงียบๆ ทั้งสองวิดน้ำต่อไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยจนกระทั่งน้ำเริ่มลดและปลาเล็กปลาน้อยเริ่มขาดน้ำ</p>\r\n\r\n<p>พระอินทร์เห็นดังนั้นแล้วจึงรำพึงว่า &nbsp;&ldquo;โอ้ ปล่อยให้สองคนนี้วิดน้ำแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะปลาเล็กปลาใหญ่จะพากันขาดน้ำตายกันหมด ต้องหาวิธีทำให้สองคนนี้หยุดวิดน้ำให้ได้&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พระอินทร์จึงแปลงกายเป็นอีกาบินผ่านมาใกล้ๆ กับที่สองคนนี้วิดน้ำอยู่ พอสามีมองเห็นอีกาจึงชี้ให้ภรรยาของตนมองดูบ้าง &ldquo;โอ้โห!!! ดูอีกาสีขาวตัวนั้นสิน้อง&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เมื่อภรรยามองเห็นอีกาก็รู้ทันทีว่ามันไม่ใช่สีขาว จึงแย้งกับสามีนางว่า &ldquo;มันสีขาวซะที่ไหนล่ะ บ้าไปแล้วหรือ กาสีดำก็สีดำสิ ตาบอดรึเปล่า เด็กเล็กๆ ยังรู้เลยว่าอีกามีสีดำ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พอสามีนางได้ฟังดังนั้นแล้วก็ไม่โต้แย้งเพราะสามีนางรู้ดีว่าเป็นกลอุบายของพระอินทร์ เลยก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเรื่อยๆ พอพระอินทร์เห็นว่าวิธีการแรกไม่สำเร็จผล จึงแปลงกายมาเป็นปลาช่อนตัวใหญ่ว่ายน้ำมาใกล้กับที่สองคนนั้นวิดน้ำอยู่ พอสามีนางมองเห็นปลาช่อนก็ชี้ให้ภรรยาดูว่า &ldquo;โอ้โห!!! ดูฉลามตัวนั้นสิ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ฝ่ายภรรยาก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่ฉลามอย่างที่สามีนางบอก จึงแย้งสามีทันทีว่า &ldquo;มันใช่ฉลามซะที่ไหนล่ะ บ้าไปแล้วหรือ ปลาช่อนก็บอกปลาช่อนสิ ตาบอดรึเปล่า เด็กเล็กๆ ยังรู้เลยว่าเป็นฉลาม&rdquo;&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>พอสามีนางได้ฟังดังนั้นแล้วก็ไม่โต้แย้งเพราะสามีนางรู้ดีว่าเป็นกลอุบายของพระอินทร์ เลยก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเรื่อยๆ</p>\r\n\r\n<p>เมื่อพระอินทร์เห็นแล้วว่าแผนการของตนไม่ได้ผลจึงปรากฏกายให้สองสามีภรรยาเห็นพร้อมกับบอกทั้งสองว่า &ldquo;เจ้าสองคนขยันขันแข็ง เราจะให้รางวัลกับเจ้าทั้งสอง&rdquo; ว่าแล้วก็ยื่นฆ้องวิเศษให้สองสามีภรรยา และบอกทั้งสองว่า &ldquo;ให้เจ้าขอพรได้ 3 ประการ เวลาตีฆ้องก็จะได้สมปราถนาทุกประการ แต่ให้จำไว้ว่าเจ้าทั้งสองขอพรได้เพียงแค่ 3 ประการเท่านั้น&rdquo; แล้วพระอินทร์ก็อันตรธานหายไปต่อหน้าสองสามีภรรยา</p>\r\n\r\n<p>ทั้งสองดีใจมากจึงพากันรีบกลับบ้านเพื่อไปขอพร หลังจากสองสามีภรรยากลับไปแล้วน้ำก็ไหลลงที่เดิมทำให้สัตว์ใหญ่น้อยมีชีวิตชีวาดังเดิม พอกลับถึงบ้านสองสามีภรรยาเริ่มขัดแย้งกันว่าจะขอพรอะไรดีจะได้ร่ำรวยเหมือนสองสามีภรรยาคู่ก่อน สามีจึงบอกว่า &ldquo;อยากได้บ้านหลังใหญ่ๆ พร้อมข้าทาสบริวารเป็นพันๆ คนเลย&rdquo; &nbsp;</p>\r\n\r\n<p>ส่วนฝ่ายภรรยาพอได้ยินดังนั้นจึงถามสามีกลับไปว่า &ldquo;อะไรนะ พี่อยากได้บ้านหลังใหญ่พร้อมข้าทาสบริวารเป็นพันๆ พี่ว่าพี่จะมีข้าวเลี้ยงพวกข้าทาสบริวารเหล่านั้นให้พอกินและมีเวลาดูแลบ้านหลังใหญ่ๆ แบบนั้นไหมล่ะ? ฉันไม่อยากทำนะ ไม่เอาแบบที่พี่ขอแล้ว พอเถอะ&rdquo; &nbsp;</p>\r\n\r\n<p>สามีได้ยินนางพูดดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า &ldquo;ถ้าน้องไม่อยากได้แบบที่พี่ขอ น้องอยากได้อะไรล่ะ?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>นางรีบตอบสามีทันทีว่า &ldquo;ก็อยากได้แก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดาสิ จะได้แต่งตัวสวยๆ ทุกวัน&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;อะไรนะ??? อยากได้แก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดา เราจะมีที่เก็บรักษารึเปล่าล่ะ? ไม่กลัวโจรขโมยหรอกหรือ? พี่ยังไม่อยากถูกโจรปล้นตายตอนนี้นะ พี่ไม่เอาด้วยหรอก&rdquo; สองสามีภรรยาก็ตกลงกันไม่ได้ว่าอยากได้อะไร ไม่ว่าใครเอ่ยปากอยากได้อะไร อีกฝ่ายก็จะหยิบยกหาเหตุผลมาโต้แย้งอยู่เรื่อยไป แย้งกันไปแย้งกันมาจากเที่ยงจนตกค่ำก็ยังตกลงกันไม่ได้ จนทั้งสองเริ่มเหนื่อย</p>\r\n\r\n<p>ภรรยามองเห็นว่าสามีของนางนั้นมีคอสั้น นางจึงถามสามีนางว่า &ldquo;คอพี่มันสั้นนะ พี่ไม่อยากมีคอใหม่ที่ยาวขึ้นหรอกหรือ?&rdquo; ว่าแล้วนางก็ตีฆ้องขอพรให้สามีนางคอขาวขึ้น สามีนางคอยาวเฟื้อย จึงขอพรข้อที่สอง นางจึงตีกลองให้คอสามีนางสั้นพอตีเสร็จก็สั้นยิ่งกว่าเดิม จนพรข้อสุดท้ายนางกับสามีนางจึงขอพรให้มีคอกลับมาเป็นปกติดังเดิม</p>\r\n\r\n<p>สองสามีภรรยาจึงขอพรครบหมดทุกข้อแต่ไม่ได้ร่ำรวยสมดังที่ตั้งใจไว้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสองสามีภรรยาจึงไม่ทะเลาะโต้เถียงกันอีกเลย<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=67"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อไม้ไผ่ หลวงพ่อมะเขือ",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้วในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีวัดอยู่สองแห่งวัดตั้งอยู่ทางทิศเหนือกับทิศใต้ของแม่น้ำในหมู่บ้าน หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเหนือปลูกต้นไผ่ไว้รอบๆ บริเวณวัด ส่วนหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดใต้ก็ปลูกมะเขือเปราะไว้เต็มวัด ใกล้ๆ กับวัดเหนือมีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนั้นก็พากันไปถวายภัตาหารและทำบุญที่วัดหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเหนือเป็นประจำ</p>\r\n\r\n<p>ในสมัยก่อนบ้านเรือนของคนอีสานจะทำด้วยไม้ไผ่ มีอยู่วันหนึ่งบ้านของครอบครัวนี้ก็พังลงมาเพราะเก่ามากแล้ว แม่กับลูกสาวจึงปรึกษากันและตัดสินใจว่าจะไปขอซื้อไม้ไผ่จากหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเหนือเพื่อมาใช้ซ่อมแซมบ้าน แม่จึงไปขอซื้อไม้ไผ่จากหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเหนือ นางจึงบอกท่านหลวงพ่อเจ้าอาวาสว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;พระคุณเจ้า ดิฉันขอซื้อไม้ไผ่ไปซ่อมแซมบ้านได้ไหมคะ?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินดังนั้นก็ลังเล สองจิตสองใจ ใจหนึ่งก็อยากจะขายให้แต่อีกใจหนึ่งก็เสียดายไม่อยากขาย ระหว่างที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสกำลังครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ</p>\r\n\r\n<p>นางจึงพูดต่อว่า &ldquo;ดิฉันจะให้ลูกสาวมาถวายภัตตาหารเพลทุกวันเลยค่ะ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พอหลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกพึงพอใจอย่างมากและยอมขายไม้ไผ่ให้นางทันที เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็มีลูกสาวของนางมาถวายภัตาหารเพลให้ทุกวัน</p>\r\n\r\n<p>พอได้ไม้ไผ่แล้วนางจึงรีบนำไปซ่อมแซมบ้านเรือนของนาง มีชาวบ้านและญาติพี่น้องของนางมาช่วยสองแม่ลูกนี้มากมายหลายคน พอมีคนมาช่วยงานที่บ้านนางเยอะ นางกับลูกสาวจึงมีอาหารเลี้ยงญาติพี่น้องที่มาช่วยซ่อมแซมบ้านไม่พอ นางจึงนึกได้ว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดใต้ปลูกมะเขือเปราะไว้มากมาย จึงไปขอมะเขือเปราะจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสเพื่อมาทำอาหารเลี้ยงญาติพี่น้องที่มาช่วยซ่อมบ้าน</p>\r\n\r\n<p>พอไปถึงวัดใต้นางจึงบอกหลวงพ่อว่า&ldquo;นมัสการ หลวงพ่อ ตอนนี้ดิฉันกำลังซ่อมแซมบ้านที่ผุพัง มีญาติพี่น้องมาช่วยกันซ่อมแซมบ้านมากมายหลายคน อาหารจึงไม่พอกิน ดิฉันอยากขอมะเขือเปราะหลวงพ่อเจ้าอาวาสไปทำยำมะเขือได้ไหมคะ?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินดังนั้นก็ตอบไปว่า &ldquo;เอ๊า!?! ฮ่วย!?! หลวงพ่อปลูกมะเขือไว้ขายนะโยม ไม่ได้เอาไว้แจกญาติโยมเฉยๆ โยม นะ โยม!?!&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พอนางได้ยินดังนั้นนางจึงตอบหลวงพ่อไปว่า<br />\r\n&ldquo;หลวงพ่อจะให้ดิฉันทำอย่างไรคะ? ดิฉันไม่มีเงินซื้อหรอกค่ะ&rdquo; แล้วนางก็พูดต่อว่า &ldquo;เอาอย่างนี้แล้วกันนะคะ หลวงพ่อ ดิฉันจะให้ลูกสาวมาถวายภัตาหารเพลให้หลวงพ่อทุกวันเลยค่ะ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เมื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาสได้ยินดังนั้นก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง นางจึงไปเก็บมะเขือเปราะมาทำยำมะเขือให้ญาติๆ ที่มาช่วยซ่อมแซมบ้าน</p>\r\n\r\n<p>หลังจากซ่อมแซมบ้านเสร็จ นางจึงให้ลูกสาวไปถวายภัตาหารเช้าหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเหนือ ส่วนอาหารเพลก็ให้ลูกสาวนางไปถวายหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดใต้</p>\r\n\r\n<p>อยู่มาวันหนึ่งหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเหนือกับวัดใต้จึงสอบถามกันว่าทำไมลูกสาวนางจึงต้องไปถวายภัตาหารทั้งสองวัด พอสันนิษฐานได้ว่าแม่ของนางต้องไปขอมะเขือเปราะจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดใต้กับไม้ไผ่จากหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเหนือ หลวงพ่อเจ้าอาวาสทั้งสองจึงเกิดความริษยากัน เจ้าอาวาสทั้งสองจึงพากันไปเยี่ยมครอบครัวของสองแม่ลูก</p>\r\n\r\n<p>จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งทั้งสองก็มาเจอกันที่บ้านของสองแม่ลูก หลวงพ่อเจ้าอาวาสทั้งสองจึงถกเถียงกันว่าลูกสาวควรจะถวายอยู่ทีวัดของตนวัดใดวัดเดียว ทั้งสองตกลงกันไม่ได้จึงบันดาลโทสะทะเลาะกันชุลมุนวุ่นวาย ต่างถามกันเสียงดังว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;หลวงพ่อไม้ไผ่ ท่านมาอยู่ที่นี่ทำไม?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;หลวงพ่อมะเขือเปราะท่านมานี่ทำไม?&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;เรามาพบโยมแม่ออก&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>สองแม่ลูกเห็นท่าไม่ดีจึงขอร้องให้ชาวบ้านมาช่วยห้าม พอได้สติทั้งสองจึงหยุดโวยวายและต่างก็กลับวัดของตนไปเงียบๆ&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=68"
    },
    {
      "title": "นางสิบสอง",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีครอบครัวยากจนอยู่ครอบครัวหนึ่งมีลูกสาว 12 คน พอนานวันเข้าพ่อกับแม่เริ่มเลี้ยงลูกด้วยความทุกข์ยากและลำบากอย่างแสนสาหัส ทั้งสองสามีภรรยาจึงปรึกษากันว่าจะพาลูกๆ ทั้ง 12 คน ไปปล่อยทิ้งไว้ในป่าจะได้ไม่เป็นภาระเลี้ยงดู วันที่จะพาลูกๆ ทั้ง 12 คนเข้าไปในป่าพ่อกับแม่เตรียมอ้อยไว้ให้ลูกคนละท่อนเพื่อจะได้ไว้กินระหว่างทาง แล้วทั้งสองสามีภรรยาก็นำทางลูกๆ เดินเข้าไปในป่าลึกมากพอสมควร พอเข้าไปไกลมากแล้วทั้งสองสามีภรรยาจึงบอกลูกๆ ทั้ง 12 คนว่าให้รอพ่อกับแม่อยู่ตรงนี้และอย่าพากันไปไหนไกล พอสั่งไว้เรียบร้อยแล้วสองสามีภรรยาจึงพากันแอบหนีลูกๆ ทั้ง 12 คนกลับบ้าน ทิ้งให้ลูกๆ ทั้ง 12 อยู่ในป่าลึก พอลูกๆ นั่งรอพ่อกับแม่นานมากแล้วไม่มารับกลับบ้าน พวกนางทั้ง 12 คนจึงพากันเดินกลับบ้านตามทางที่พวกพ่อกับแม่พามาเพราะพวกนางทิ้งเปลือกอ้อยไว้ระหว่างทางจึงจำทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย<br />\r\nวันต่อมาสองสามีภรรยาก็เตรียมตัวพาลูกๆ ทั้ง 12 คนไปทิ้งไว้ในป่าเหมือนเดิม แต่ว่าครั้งนี้ทั้งสองสามีภรรยาไม่ได้เตรียมอ้อยไว้ให้ลูกๆ แต่เตรียมข้าวให้คนละห่อแทน ครั้งนี้ลูกๆ ทั้ง 12 คน หาทางกลับบ้านไม่ได้เพราะเมล็ดข้าวที่โปรยทิ้งไว้ระหว่างทางมีมดมีนกมากินจนหมด หาทางกลับบ้านเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จึงหลงทางวนเวียนอยู่ในป่าแห่งนั้น ตกค่ำมาจึงรู้สึกหิวเพราะหลงป่าเป็นเวลานานมากแล้ว พระอินทร์มองลงมาเห็นพี่น้องทั้ง 12 คนจึงเกิดความเวทนาสงสาร เลยใช้เวทย์มนต์วิเศษเสกต้นผลไม้ ไว้ใกล้ๆ กับที่ที่พวกนางทั้ง 12 หลงป่าอยู่ ทุกๆ วัน ทุกๆ คืน พวกนางทั้ง 12 จะพากันปีนป่ายเก็บผลไม้นั้นมากินประทังชีวิตแต่ก็ยังหลงป่าและหาทางกลับบ้านไม่ได้ จึงพากันอาศัยอยู่ตามกิ่งไม้ต้นไม้บริเวณนั้นเหมือนกับบ้านของพวกนางจนเติบโต (ต้นมณีโคตร) ทุกๆ วันที่พวกนางทั้ง 12 กินผลไม้ เส้นผมเส้นขนพวกนางทั้ง 12 ก็จะยาวขึ้นยาวขึ้นแล้วพวกนางทั้ง 12 ก็ปีนป่ายต้นไม้ได้คล่องแคล่วมาก พวกนางทั้ง 12 ก็อยู่ในป่ากันเรื่อยมา<br />\r\nหลังจากที่สองสามีภรรยาพาลูกๆ ทั้ง 12 ไปปล่อยทิ้งไว้ในป่าได้หลายปี ทั้งสองสามีภรรยาก็มีความมั่งคั่งอีกครั้ง จึงพากันคิดถึงลูกๆ ทั้ง 12 ของตน จึงตัดสินใจไปตามหาลูกๆ ทั้ง 12 คนในป่าอีกครั้งเพื่อจะพากลับมาอยู่กับตน พอสองสามีภรรยาไปถึงที่ที่ตนทั้งสองเคยปล่อยลูกๆ ทั้ง 12 ทิ้งไว้ จึงพากันตะโกนร้องเรียกหาลูกๆ ว่า<br />\r\n&ldquo;ลูกๆ เอ๊ย! มาๆ มากินข้าวกัน มากินข้าวกับปลาย่าง มาไวไว&rdquo;<br />\r\nหลังจากที่ร้องเรียกลูกๆไปได้สักครู่ สองสามีภรรยาก็ได้ยินเสียงตอบว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก&rdquo; เสียงนี้ดังอยู่นานหลายครั้ง แต่ทั้งสองสามีภรรยาก็มองไม่เห็นลูกๆ ทั้ง 12 คนของตนเลย แต่กลับมองเห็นตัวคนผมยาวขนยาวหน้าตาเหมือนลูกๆ ทั้ง 12 คน แทน ตัวคนผมยาวขนยาวก็พูดกับสองสามีภรรยาว่า<br />\r\n&ldquo;แม่ เอ๊ย! พ่อ เอ๊ย! ข้อยไปบ่ได้ดอก ขนแข้งข้อยพอได้หอยปลา, ขนขาข้อยพอได้หอยเขียด, ขนขี้แฮ้ข้อยพอได้สายไซเสียแล้วหล่ะ!&rdquo;<br />\r\n&ldquo;พ่อจ๋า! แม่จ๋า! ลูกๆ กลับบ้านไปกับพ่อกับไม่ได้แล้ว ตอนนี้ขนหน้าแข้งของพวกเรายาวพอจะใช้ตกเบ็ดหาหอยหาปลาได้แล้ว เส้นขนที่ต้นขาก็ยาวพอที่จะตกเบ็ดหาปลาหากบได้แล้ว เส้นขนรักแร้ของพวกเราก็ยาวพอที่จะเอามักสานเป็นไซดักปลาได้แล้วพ่อจ๋าแม่จ๋า พวกเราคงกลับบ้านไปด้วยไม่ได้หรอกจ้ะ เดี๋ยวพวกเราจะทำให้พ่อกับแม่อับอายขายหน้าชาวบ้านเสียหน้าจ้ะ&rdquo;<br />\r\nเมื่อสองสามีภรรยาได้ยินลูกๆ ทั้ง 12 คนกล่าวดังนั้นจึงตัดสินใจปล่อยให้พวกนางอยู่ในป่าเหมือนเดิม แล้วทั้งสองจึงพากันกลับบ้านไปด้วยความเศร้าโศก<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=69"
    },
    {
      "title": "คนจีนกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "อ่อนตา ประกาเวสา",
      "description": "<p>ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสาวสวยหน้าตาดีคนหนึ่งเป็นที่หมายปองของหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อยในหมู่บ้าน รวมทั้งท่านหลวงพ่อเจ้าอาวาสด้วย ส่วนนางก็ชอบหว่านเสน่ห์ไปทั่วรวมทั้งหลวงพ่อเจ้าอาวาสและหนุ่มพ่อค้าชาวจีนด้วยพร้อมๆ กัน</p>\r\n\r\n<p>วันหนึ่งนางก็บอกหลวงพ่อเจ้าอาวาสว่าให้หลวงพ่อไปพบนางที่กระท่อมทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน แต่ในขณะเดียวกันนางก็นัดพบกับหนุ่มพ่อค้าชาวจีนด้วยในเย็นวันเดียวกันที่เดียวกัน แต่พอถึงเวลานัดหมายนางก็ไม่ได้ไปตามที่นัดหมายไว้</p>\r\n\r\n<p>พอตกเย็นถึงเวลานัดหมายหลวงพ่อเจ้าอาวาสกับหนุ่มพ่อค้าชาวจีนก็ออกไปพบนางตามที่นางนัดหมายไว้ ตรงกระท่อมทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน</p>\r\n\r\n<p>แต่ทั้งสองคนไม่ทราบมาก่อนว่าใครเป็นใครและนางนัดหมายไว้กี่คน พอหลวงพ่อเจ้าอาวาสเห็นหนุ่มพ่อค้าชาวจีนไปนั่งรออยู่ก่อนแล้วจึงรีบวิ่งหนี หนุ่มพ่อค้าชาวจีนเห็นจีวรสีเหลืองปลิวอยู่กลางทุ่งเพราะหลวงพ่อเจ้าอาวาสรีบมากทำหล่นไว้จึงรีบวิ่งตามพร้อมกับตะโกนเรียกว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;น้อง น้อง กลับมาก่อน อย่าเพิ่งไป! น้องลืมกระโปรงสีเหลือง!&rdquo;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=70"
    },
    {
      "title": "ลูกเขยใหม่",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "คำเบา แทนนา",
      "description": "<p>ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งมีลูกเขยใหม่ ลูกเขยใหม่เคยศึกษาบวชเรียนถือสมณเพศมาก่อนจึงเป็นคนธรรมะธรรมโมมีศีลธรรม คืนวันแต่งงานหลังจากแขกทุกคนได้กลับไปกันหมดแล้วนั้น พ่อตาก็นั่งสูบยาสูบอยู่ริมระเบียงบ้าน พ่อตาก็มีความสุขใจที่ลูกสาวของตนได้แต่งงาน ส่วนลูกเขยพองานแต่งเสร็จแล้วจึงลงไปอาบน้ำ อาบเสร็จก็เตรียมตัวเข้านอน จึงบอกกับพ่อตาด้วยเสียงร่าเริงว่า<br />\r\n&ldquo;ไปนอนก่อนนะพ่อ&rdquo; พูดเสร็จก็เดินเข้าไปในบ้าน<br />\r\n&ldquo;เอ้อ ตามสบาย!&rdquo;<br />\r\nสักพักหนึ่งผ่านไป พ่อตายังนั่งสูบยาสูบเห็นลูกเขยเดินมาหาไม่เข้าไปนอนซักทีจึงถามไปว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;อ้าว! ทำไมยังไม่เข้านอนอีกล่ะ เกิดอะไรขึ้น?&rdquo;<br />\r\nลูกเขยตอบกระซิบตอบเบาๆ ว่า &ldquo;ผมไม่รู้ว่าจะเข้าไปข้างในได้อย่างไร?&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ก็เข้าไประหว่างขาทั้งสองข้างนั่นแหละ!&rdquo; พูดเสร็จก็นั่งขำอยู่คนเดียว<br />\r\nลูกเขยเดินเข้าไปในบ้านสักครู่หนึ่งก็เดินกลับออกมาอีกและบอกกับพ่อตาว่า<br />\r\n&ldquo;ก็มองดูหว่างขาทั้งสองข้างแล้วนะพ่อ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเข้าไปข้างในได้อย่างไร?&rdquo;<br />\r\nพ่อตาก็หัวเราะเบาๆ พร้อมกับบอกลูกเขยไปว่า<br />\r\n&ldquo;งั้นก็ลองเอาน้ำลายมาป้ายหัวดูนะ&rdquo; พูดไปด้วยก็หัวเราะคิกๆ ไปด้วย<br />\r\n&nbsp;ลูกเขยเดินเข้าไปในบ้านสักครู่หนึ่งก็เดินกลับออกมาอีกและบอกกับพ่อตาว่า<br />\r\n&nbsp;&ldquo;ลองเอาน้ำลายป้ายหัวดูแล้วก็ยังเข้าไปข้างในไม่ได้นะพ่อ&quot;</p>\r\n\r\n<p>พ่อตาก็นึกในใจ เอ!?! เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวเราล่ะทีนี้? ทำไมถึงไม่ให้สามีเข้าไปข้างใน พอนึกอะไรบางอย่างออกจึงบอกลูกเขยไปว่า&nbsp;<br />\r\n&nbsp;&ldquo;งั้น เอาแบบนี้! ลองใช้ไข่ขาวมาป้ายหัวแล้วแทนแล้วกัน น่าจะได้ผลแน่คราวนี้&rdquo;&nbsp;<br />\r\nลูกเขยได้ฟังคำแนะนำเช่นนั้นก็ทำตาม รีบเข้าไปหาไข่ไก่ในครัวพร้อมกับตอกไข่มาป้ายหัวทันที พอเสร็จก็เข้าไปในบ้านซักครู่ก็ออกมาหาพ่อตาอีกรอบ พร้อมกับบอกพ่อตาว่า<br />\r\n&nbsp;&ldquo;ลองดูแล้วพ่อ แต่ว่าไม่ได้ผลเลย ลองตั้งหลายอย่างแล้วแต่ก็ยังเข้าไปข้างในไม่ได้!&rdquo;&nbsp;<br />\r\n&nbsp;พอพ่อตาได้ฟังดังนั้นแล้วจึงสูดลมหายใจจนเต็มปอด และเริ่มจนปัญญาที่จะช่วยลูกเขยคิดหาวิธีเข้าไปข้างใน จึงบอกลูกเขยไปว่า<br />\r\n&ldquo;งั้น เอาอย่างนี้สิ! ถ้ามันเล็กและแคบมากๆ ก็ใช้ไข่ไก่หลายๆ ฟอง เดี๋ยวก็เข้าไปข้างในได้เอง!!!&rdquo;&nbsp;<br />\r\nลูกเขยก็เข้าไปในครัว ยกไข่มาทั้งแผงออกมาตีแล้วก็เอามายีหัวตัวเอง ส่วนพ่อตาที่นั่งสูบยาสูบอยู่ระเบียงบ้านไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย นอกจากเสียงลูกเขยตอกไข่ จึงเกิดความสงสัย พอพ่อตาเข้ามาดูเห็นเปลือกไข่แตกกระจายเต็มพื้นและเห็นลูกเขยเดินอ้อมมุ้งวนไปวนมา พ่อตาก็โมโหกับความซื่อปนโง่ของลูกเขย เลยตะโกน ออกไปว่า<br />\r\n&ldquo;เจ้าลูกเขยทึ่มเอ๊ย!!! ตีไข่แตกเป็นพันๆ ฟองก็ยังหาทางเข้าไปข้างในไม่ได้อีก!!!&rdquo;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=71"
    },
    {
      "title": "เศรษฐียกสมบัติให้ลูก",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "พ่อใหญ่นู",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีเศรษฐีคนหนึ่งมีลูกชายทั้งหมดสี่คน หลังจากพ่อเศรษฐีตายไป พ่อเศรษฐีก็มอบทรัพย์สมบัติให้ลูกทั้งสี่คนในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน ลูกเศรษฐีทั้งสี่คนก็เฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนานใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหลังจากได้รับทรัพย์สมบัติจากบิดา ทั้งดื่มเครื่องดื่มมึนเมา การพนัน และมีหญิงงามมาห้อมล้อมมากมาย</p>\r\n\r\n<p>หลวงพ่อก็เทศนาสั่งสอนไปว่าดื่มสุรามึนเมาทำให้ลูกเศรษฐีทั้งสีเสียผู้เสียคน ฉ้อโกง ไม่มีสัจจะ ไม่ทำการทำงาน ซ้ำยังไปผิดศีลเอาภรรยาผู้อื่นเพื่อนำมาเป็นภรรยาตนอีก</p>\r\n\r\n<p>พอลูกชายทั้งสี่ของพ่อเศรษฐีตายไปแล้วจึงตกนรกขุมที่ 8 สี่พี่น้องลูกเศรษฐีจึงไปเข้าฝันของเจ้าเกษมโกศล และขอให้พระองค์ถวายทองคำ 100 โกฏิ (หรือประมาณ 10 ล้าน) วัว 100 ตัว พร้อมข้าทาสบริวารอีก 100 คน นิทานเรื่องนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ใช้เพื่อเทศนาสั่งสอนให้หมั่นทำความดีละเว้นความชั่ว รู้จักใช้ทรัพย์และให้ทานเป็นนิจ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=72"
    },
    {
      "title": "ผีสองหัว",
      "type": "นิทานผี",
      "creator": "พ่อใหญ่นู",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีครอบครัวยากจนอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีพี่น้องสองคนต้องหาเลี้ยงชีพอย่างลำบากยากเข็ญ วันหนึ่งเนื่องจากสองพี่น้องกลับมาจากค้าขายเย็นมากจึงต้องนอนพักค้างคืนในป่าละเมาะ ทั้งสองพี่น้องหวาดกลัวเพราะยิ่งมืดยิ่งน่ากลัวจึงตกลงตัดสินใจว่าจะนอนหันเท้ามาชนกันจะได้อยู่ตรงกึ่งกลางเท่าๆ กัน หากมองดูดีๆ จะเห็นว่านอนหันหัวออกคนละข้างแล้วเอาเท้าชนกันแบบนี้ดูๆ ไปก็เหมือนผีมีสองหัว</p>\r\n\r\n<p>ตกดึกคืนนั้นมีเสือตัวใหญ่ตัวหนึ่งมองมาเห็นสองพี่น้องนอนหลับอยู่ มองๆ ไปก็เหมือนมีหัวเดียวแต่พอพี่ชายยกส่วนหัวของตนมาก็เจ้าเสือตัวใหญ่มองดูแล้วก็เป็นสิ่งมีชีวิตสองหัวดีๆ นี่เอง เห็นดังนั้นแล้วเจ้าเสือตัวใหญ่ก็วิ่งเข้าไปในป่าเพื่อไปเรียกบรรดาสัตว์ใหญ่น้อยมาดูให้เห็นกับตา ส่วนเจ้าเต่าเฒ่าตัวเล็กกว่าเพื่อนจึงต้องให้ช้างสูงใหญ่ใช้งวงยกมันขึ้นมาดูบ้าง ทันทีที่เต่าได้เห็นสิ่งมีชีวิตสองหัวตัวเดียวแบบนั้นแล้วก็ร้องเสียงดังว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;ผีสองหัว!!! ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!!!&rdquo;<br />\r\nสัตว์ทุกตัวได้ยินเต่าร้องก็ต่างพากันตกใจวิ่งหนีเข้าไปในป่ากระจัดกระจายกันคนละทิศละทาง บางตัวก็ตกใจกลัวมากถึงขั้นเหยียบกันตาย ส่วนเจ้าหมาจิ้งจอกขาหัก วิ่งหนีไม่ทันเพื่อนๆ พอเห็นว่าสองพี่น้องนั้นลากเกวียนมาด้วยเป็นร้อยๆ เล่ม จึงก็ไม่ทำร้ายสองพี่น้องนั้นแต่ขอเดินทางไปกับสองพี่น้องด้วยเพื่อติดตามไปคอยรับใช้หาอาหารให้สองพี่น้องตั้งแต่นั้นมา<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=73"
    },
    {
      "title": "ข้าวเม่าอ่อน",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "คำเบา แทนนา",
      "description": "<p>ช่วงเดือน พฤศจิกายน ธันวาคม ของทุกปี จะเป็นช่วงลมแรงและข้าวในนาเริ่มสุกเหลืองอร่ามเต็มที่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว บางหมู่บ้านและบางพื้นที่ก็จะเก็บเกี่ยวข้าวก่อนที่มันจะสุกเหลืองเพือเอามาทำข้าวเม่าอ่อน ในภาคต่างๆ ของประเทศไทยจะมีการทำนาประเภทต่างๆ เช่น นาทาม, นาห้วย, นาหนอง, นาเขา&nbsp;<br />\r\nช่วงนี้ข้าวเหมาะที่จะเอามาทำข้าวเม่าพอดี ส่วนที่นาของนางคำกอง นางมีนาบ้านที่ข้าวยังสุกไม่ทันนาบ้านอื่นๆ ข้าวของนางคำกองยังทำข้าวเม่าไม่ได้ แต่นางคำกองก็อยากกินข้าวเม่ามาก ชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้านของนางคำกองก็เริ่มทำข้าวเม่ากินกันแล้วและก็กินกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง ก็ยังเหลือแต่นางคำกอง นางก็รอให้ข้าวในนาของนางสุกพอดีก่อนแต่เห็นคนอื่นๆ ได้กินข้าวเม่ากันแล้วนางจึงรอไม่ไหวเพราะอยากกินข้าวเม่ามากนางจึงไปเกี่ยวข้าวในนาของนางมาทำข้าวเม่าอ่อนกิน พอข้าวยังสุกไม่ได้ที่นางเอามาทำข้าวเม่ากินนางจึงปวดท้อง เพราะกินไปเยอะมากพอสมควร<br />\r\nเย็นวันเดียวกันนั้นนางคำกองมีนัดคุยกับผู้บ่าวจานกาน ผู้บ่าวของนางก็ถือแคน (เครื่องดนตรีเป่าของชาวอีสาน ทำจากไม้ไผ่) มาด้วยเพราะอยากมาเป่าให้นางคำกองฟัง ทั้งสองก็นั่งคุยกันจนดึกดื่นเที่ยงคืน ส่วนนางคำกองที่ท้องอืดอยู่แล้วคุยกันไปก็อยากจะผายลมไปด้วย นางก็นึกในใจว่าถ้าจะไปผายลมใส่ไหน่าจะเสียงดังเกินไป นางก็เลยไปผายลมใส่ก้นน้องสาวของนางที่นอนหลับอยู่ น้องสาวของนางตื่นมาพอดีเลยตะโกนเสียงดังโวยวายว่า<br />\r\n&ldquo;เอื้อยคำกองมาผายลมใส่เฮา!&rdquo;<br />\r\nผู้บ่าวของนางที่นั่งรออยู่ข้างนอกระเบียงได้ยินดังนั้นจึงรีบลงจากเรือนกลับบ้านไปก่อน เพราะเกรงว่านางคำกองจะรู้สึกอับอาย<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=74"
    },
    {
      "title": "คางคก ลิง และเสือ",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "อ่อนตา ประกาเวสา",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีลิงกับคางคกแข่งขันกันว่าใครจะกินสัตว์ได้ตัวใหญ่กว่ากัน ลิงนึกในใจว่าตนต้องแพ้แน่ๆ เพราะตนเป็นสัตว์กินพืช เพราะแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยลิงก็กินไม่ได้ ลิงจึงไปขอร้องให้เสือเพื่อนของตนช่วย เสือได้ฟังดังนั้นจึงตัดสินใจช่วยเพื่อนลิงของตน&nbsp;<br />\r\nวันต่อมาเสือจึงไปล่าเหยื่อกินวัว กินควาย และกินสัตว์เล็กสัตว์น้อยอื่นๆ อีกหลายตัว แต่ว่าคางคกก็ไม่ได้กินอะไรมากนอกจากไปกินรากหญ้าและไปกินถ่านดำๆ ก้อนหนึ่ง&nbsp;<br />\r\nในสมัยก่อนนั้นเสือยังไม่มีลายริ้วๆ รอบตัวเหมือนทุกวันนี้<br />\r\nพอถึงวันแข่ง เสือกับคางคก ต้องคายเศษอาหารหรือซากสัตว์ที่ตนกินไปให้สัตว์ตัวอื่นๆ ดูจะได้ช่วยกันตัดสินว่าใครกินสัตว์ได้ใหญ่กว่ากัน<br />\r\nคางคกก็ไม่รีรอ มันรีบคายรากหญ้าขาวๆ ออกมาก่อน พร้อมกับบอกสัตว์อื่นๆ พร้อมกับลิงและเสือว่ามัน &ldquo;นั่นคืองาช้าง!&rdquo;<br />\r\nเสือเห็นดังนั้นก็รู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนักแล้วคางคกก็รีบคายถ่านสีดำออกมา พอคายออกมาแล้วจึงบอกกับสัตว์อื่นๆ พร้อมทั้งลิงและเสือว่าที่มันเพิ่งคายออกมา &ldquo;นั่นคือตับของเสือตัวเมื่อวาน!&rdquo;&nbsp;<br />\r\nพอเสือกับลิงได้ฟังดังนั้นแล้วก็ตื่นตกใจจึงพากันวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งไปไกลมากส่วนหางของลิงก็พันกันกับหางของเสือเพราะลิงกับเสือแตกตื่นวิ่งหนีกันพัลวัน พอเสือวิ่งเข้าไปในป่าลิงที่ขี่อยู่บนหลังเสือก็ตกลงมาก้นไถไปกับพื้นดิน ตั้งแต่นั้นมาลิงจึงมีก้นที่มีสีไม่เท่ากัน เรียกว่าก้นด่าง และส่วนเสือวิ่งหนีไม่ดูทางที่ไปจึงวิ่งเข้าไปในพุ่มหนามเถาวัลย์ หนามจึงขูดขีดลำตัวทำให้เสือมีลายริ้วๆ รอบตัวจนกระทั่งทุกวันนี้&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=75"
    },
    {
      "title": "พญาคันคาก",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "",
      "description": "<p>พญาคันคาก เป็นราชาครองเมืองชมพู บรรดาบ้านเมืองบริวารใหญ่น้อย พร้อมใจกันบังคมก้มให้พญาคันคากถ้วนทั่วทุกหัวระแหง จนลืมส่งสการไหว้สาฟ้าแถนเหมือนแต่ก่อน &hellip;ผีฟ้า &ldquo;พญาแถน&rdquo; เป็นใหญ่อยู่เมืองแมนแดนสวรรค์ ครั้นเมื่อฝูงคนทั้งหลายไปภักดีต่อ พญาคันคากหมดสิ้น ผีฟ้าพญาแถนเลยโกรธ ก็ไม่ส่งน้ำฟ้าน้ำฝนหล่นลงมาให้บ้านเมืองแว่นแคว้นใหญ่น้อย จนเกิดความแห้งแล้งทุกหย่อมหญ้าสาหัส<br />\r\nพญาคันคากเห็นความทุกข์ยากของไพร่บ้านพลเมือง ก็มุดลงไปเมืองบาดาลนาค แล้วไต่ถามความนัยว่าเหตุไฉนถึงเกิดภัยแล้งแห้งน้ำมานานปี &hellip;พญานาคจอมบาดาล จึงบอกเหตุว่าเพราะผีฟ้าพญาแถนไม่ให้นาคทั้งหลายขึ้นไปเล่นน้ำบนสวรรค์เหมือนแต่ก่อน น้ำเลยไม่แตก ฉานซ่านกระเซ็นกระเด็นกระดอนเป็นฝนฝอยหล่นลงมาเลี้ยงโลกมนุษย์ เมืองชมพูและบริวารเลยยากแค้นแสนกันดาร ด้วยแถนฟ้าเคืองรำคาญผู้คนที่ไม่บัตรพลีดีไหว้ มัวแต่ไปบังคมพญาคันคากนั้นแล &hellip;พญาคันคากรู้ความตามจริงก็ยิ่งโกรธพิโรธนัก สั่งให้พญานาคผู้เป็นเมืองบริวารทำทางถนนจากเมืองชมพูขึ้นไปเมืองแถนแดนสวรรค์พญาคันคากมีใจเมตตา แล้วเจรจาว่ากล่าวอบรมบ่มนิสัยพญาแถนให้ประพฤติธรรม ต้องเอาใจใส่ดูแลทั้งชาวแถนและชาวมนุษย์จนสุดใจดินใจฟ้า ด้วยโลกนี้มีทั้ง ดิน หญ้าและฟ้าแถน ต้องพึ่งพาอาศัยกันมั่นคงถึงจะดำรงอยู่ได้ชั่วฟ้าดิน ถึงฤดูเดือนปีที่นาคต้องขึ้นมาเล่นน้ำบนฟ้าก็อย่าห้ามปราม เพราะนาคจะได้พ่นน้ำกระแทกคลื่น ดื่นดกตกเป็นฝอยฝนหล่นไปชุบเลี้ยงเอี้ยงดูหมู่มนุษย์ ทำไร่ไถนา ได้พืชพันธุ์ว่านยาอาหารอุดมสมบูรณ์ ถ้าไม่มีน้ำฟ้าน้ำฝน คนในเมืองมนุษย์สุดลำบาก จะได้ยากโหยหิวชิวหาดังราไฟ เมื่อไม่มีพืชพันธุ์ว่านยาอาหารเลี้ยงชีวังสังขาร แล้วจะเอาอะไรส่งสักการสังเวยให้แถนกินบนฟ้า แถนฟ้าก็ต้องเงือดงดอดตายไ ม่เป็นสุข นอกจากคนทั้งหลายแล้ว ในเมืองมนุษย์ยังมีพืชและสัตว์ ต้องอาศัยน้ำฝนน้ำฟ้าจากเมืองแถน ถ้าอนาถขาดแคลนเสียแ ล้วก็ต้องเดือดร้อนสารพัด ทั้งสัตว์และพืชเป็นล้นพ้น เราเองพญาคันคาก คือ คางคกสัตว์ไม่มีขน ยังต้องดูแลเผื่อแผ่เกื้อหนุนฝูงม นุษย์ พี่น้องเราทั้งหมดก็ล้วนสัตว์บริสุทธิ์ที่พิทักษ์รักษาผู้คนให้มีความสุขอุดมสมบูรณ์เสมอกัน ท่านซึ่งเป็นพญาแถนควรจดจำเป็นเยี่ยง อย่าง อย่าเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน แถนฟ้าต้องรักษาหน้าที่ปล่อยน้ำฟ้าน้ำฝนให้ตกต้องตามฤดู ไม่อย่างนั้นจะขึ้นมาลงโทษอีกให้สาสม<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=76"
    },
    {
      "title": "ผีตาแฮก",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "อ้วน ธีจันทร์มาตย์,บุญเลิศ ไชยพงษ์",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่ง มีชาย 2 คนพ่อลูก พอลูกชายโตก็เข้าไปในป่า ไปเห็นรอยเท้าของคน 2 คน พ่อเลยบอกกับลูกว่า ถ้าเป็นรอยเท้าผู้หญิง พ่อสิขอเอามาเป็นเมีย รอยเท้าเล็กให้เป็นเมียลูก รอยเท้าโตให้เป็นเมียพ่อ แต่พ่อก็ได้เอาทั้งสองมาเป็นเมีย ผิดสัญญากับลูก แต่แล้วพ่อกะให้รอยเท้าคนโตแต่งงานกับลูก ซึ่งมันผิดปรกวิสัยของมนุษย์ เลยถูกเทวดาสาปแช่ง พอสองพ่อลูกตายไป ก็ไม่ได้ไปเกิดแต่ถูกสาปให้เป็น &rdquo;ผี&rdquo; เฝ้าไฮ่นา เพื่อเป็นการไถ่บาป เรียกว่า &ldquo;ผีตาแฮก&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=77"
    },
    {
      "title": "อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนมีดที่กรีดหิน",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีเศรษฐีคนหนึ่ง ร่ำรวย มีไร่นาให้ทำ แต่ภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังมีลูกชายคนหนึ่ง เศรษฐีผู้นี้รักลูกชายตนมาก พอลูกชายโตเป็นหนุ่มก็บวช พอบวชครบพรรษาแล้ว ด้วยความที่ว่าบ้านไกล เศรษฐีจึงขี่ม้าไปรับลูกชาย แต่เศรษฐีนั้นได้นำม้ามาเพียงตัวเดียว ลูกชายเลยให้พ่อขี่ม้าส่วนตนก็เดินจูงม้าเอา พอจูงไปได้สักพักก็มีหญิงสาวบ่นให้ว่า &ldquo;แก่แล้วยังไม่มีความคิด ปล่อยให้ลูกลำบาก อุตส่าห์บวชเรียนให้ยังไม่เห็นใจอีก คนอะไรใจร้ายนัก&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เมื่อเศรษฐีได้ยินดังนั้นจึงให้ลูกชายขี่ม้าแทน ส่วนตนก็เดินจูงม้า พอเดินทางไปได้สักพัก ก็มียายแก่พูดขึ้นมาว่า &ldquo;คนอัปรีย์ บวชเรียนเสียผ้าเหลือง ปล่อยให้พ่อลำบากจูงม้าอยู่ได้ คนอาไร้&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เมื่อลูกชายได้ยินดังนั้นก็ถามพ่อว่าจะเอายังไงต่อ สองพ่อลูกเลยตัดสินใจขี่ม้าด้วยกันทั้งสองคน เดินทางไปได้สักพักก็มีชายชราพูดขึ้นเปรย ๆ ว่า &ldquo;คนอะไรไม่มีความคิด ทั้งหัวหงอกหัวดำ ไม่มีความเวทนาต่อสัตว์มั่งเลย ม้าตัวเดียวแต่ดันขึ้นกันทั้งสองคน&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>สองพ่อลูกเลยคิดหนักว่าจะเอายังไง ทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะเดินจูงม้าทั้งสองคน แล้วออกเดินทางต่อ ระหว่างเดินทางก็มีวัยรุ่นสองคนพูดขึ้นว่า &ldquo;ดูสองพ่อลูกนั่นสิ มีม้าให้ขี่กลับเดินจูงไปได้&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พ่อลูกเลยปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร เพราะถูกด่ามาตลอดทาง พ่อเลยพูดขึ้นว่า</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ขี่ม้าด้วยกันทั้งสองคนนี่แหละ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ถือว่านินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน ถ้าขืนฟังคำพูดของคนอื่นต่อไปคงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=78"
    },
    {
      "title": "ทีใครทีมัน",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ทวี มุขธระโกษา",
      "description": "<p>มีเศรษฐีผู้หนึ่ง ท่านมีลูกสาวที่สวยและเพียบพร้อมทุกอย่าง ท่านจึงหวงลูกสาวมาก และถ้าลูกสาวจะแต่งงานก็ต้องเป็นผู้ชายที่ร่ำรวย และเพียบพร้อมทุกอย่างเหมือนกัน แต่ว่าลูกสาวของตนนั้นกลับรักกับหนุ่มแถวบ้านซึ่งยากจน แต่เป็นคนดี ขยันทำมาหากิน แต่ชายหนุ่มผู้นี้ก็ไม่กล้าไปสู่ขอลูกสาวของเศรษฐีผู้นี้เพราะไม่มีเงินพอที่จะให้เป็นค่าสินสอดทองหมั้นได้ หญิงสาวจึงไปบอกพ่อของตนว่ารักใคร่กับหนุ่มแถวบ้าน พ่อโกรธมาก และไม่ชอบ ไม่อยากได้ลูกเขยจน เพราะกลัวจะมาทำให้ทรัพย์สินของตนหายไป</p>\r\n\r\n<p>เศรษฐีผู้นี้จึงประกาศให้ทั่วหมู่บ้านว่าถ้าใครสามารถแช่อยู่ในบ่อน้ำที่บ้านของเขาได้ตลอดทั้งคืนจะได้แต่งงานกับลูกสาวเขา และก็มีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เข้ามาสมัครกันเพียบ รวมทั้งหนุ่มผู้นั้นที่เป็นที่รักของลูกสาวเศรษฐี</p>\r\n\r\n<p>พอถึงช่วงเวลาทดสอบ หนุ่มๆ หลายคนทนความหนาวเย็นไม่ไหว เลยถอยกลับบ้านไป แต่พอถึงคราวหนุ่มผู้เป็นที่รักของลูกสาว ลูกสาวก็มาพูดคุยและจุดไฟรอบๆ บ่อ หวังจะให้ความร้อนข้างนอกช่วยบรรเทาความหนาวเย็นข้างในบ่อนั้นได้ พอรุ่งสาง ชายหนุ่มก็สามารถทนได้จนถึงที่สุด แต่เศรษฐีก็ไม่ยอมให้แต่งกับลูกสาวของตนเพราะลูกสาวของตนทำผิดกติกา พอวันใหม่มาลูกสาวทำแกงส้มไปให้ผู้เป็นพ่อกิน รสชาติก็แปลกๆ</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;อีหนู แกใส่ส้มมะขามลงไปรึป่าว&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ลูกสาวเลยตอบ &ldquo;ใส่จ้ะพ่อ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;ใส่แล้วทำไมมันไม่เปรี้ยวเลยล่ะ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ลูกสาวตอบ &ldquo;ก็ใส่ไว้ก้นถ้วยไงจ้ะ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;อะไรของเอ็ง&rdquo; เศรษฐีจึงแงะเอาส้มมะขาวมาใส่ในถ้วย เศรษฐีจึงถามลูกสาวอีกว่า &nbsp;&ldquo;วันนี้เอ็งเป็นอะไร ทำไมแปลกๆ&rdquo; ลูกสาวจึงตอบ &ldquo;ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ก็แค่ส้มมะขามมันอยู่นอกถ้วยมันจะเปรี้ยวได้ยังไง ก็เหมือนกับไฟอยู่นอกบ่อ มันจะทำให้ข้างในอบอุ่นได้อย่างไรล่ะจ้ะ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เศรษฐีได้ยินอย่างนั้นเลยรู้ว่าลูกสาวคงเอาคืน และมันก็จริงอยากที่ลูกสาวบอก จึงบอกลูกสาวให้ไปบอกคู่รักว่าพรุ่งนี้ให้มาสู่ขอ</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;เออ ทีใครก็ทีมันวะ&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=79"
    },
    {
      "title": "โลภมาก มักลาภหาย",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "ทวี มุขธระโกษา",
      "description": "<p>ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีลูกสาวสองคน ลูกสาวคนโตเป็นลูกรักของพ่อ ส่วนลูกสาวคนเล็กเป็นลูกรักของแม่ และคนโตก็ไม่ค่อยชอบคนน้อง เพราะคิดว่าคนน้องหัวรั้น ดื้อ ไม่ยอมฟัง เนื่องจากโดนคนเป็นพี่เป่าหูพ่อ พอแม่ตายคนเป็นพ่อก็ยิ่งไม่ชอบคนน้อง และพอพ่อตาย คนเป็นพี่ก็ได้รับมรดกเยอะกว่าน้อง และได้ทำการขับไล่ ใส่ความน้องให้ออกจากบ้านไป เพราะตนอยากครอบครองสมบัติเพียงผู้เดียว</p>\r\n\r\n<p>น้องสาวก็ได้เดินเร่ร่อนไปตามหมูบ้านต่างๆ ก็มีชาวบ้านแถวนั้นให้ไปอยู่ด้วยและได้แต่งงานกับลูกชายบ้านนั้น ครั้นเมื่อหมู่บ้านนั้นเกิดน้ำท่วม ข้าว ปลา ก็เสียหายหมด น้องสาวกับสามีของตนจึงกลับไปขอความช่วยเหลือกับพี่สาว แต่พี่สาวก็ไม่ให้ความช่วยเหลือ ทั้งสองจึงเดินทางเข้าป่าเพื่อหาอาหาร และตอนนั้นท่านเทวดาก็สงสารเเละเห็นใจ จึงแปลงกายเป็นงู ทั้งสองเห็นจึงขออนุญาตตัดหางงูไปทำเป็นอาหาร ครั้นเมื่อทั้งสองกลับมาบ้าน นางก็ตกใจและเรียกสามีตนมาดู ก็พบว่าหางงูที่ตนจะนำมาต้มนั้นเป็นทอง ทั้งสองจึงนำไปขายและมีกินตลอดมา</p>\r\n\r\n<p>พอพี่สาวทราบข่าว ก็ได้เข้าป่าไปหาตัดหางงูมาบ้าง แต่งูตัวนั้นไม่ใช่งูที่เทวดาแปลงกายมา จึงโดนงูตัวนั้นฉกและรัด จนนางเสียชีวิต พอเช้าวันใหม่ น้องสาวทราบข่าวก็มาพบศพพี่</p>\r\n\r\n<p>&quot;ไม่ควรเลยที่จะต้องมาตายอย่างนี้ นี่แหละนะ ที่โบราณกล่าวว่าโลภมากมักลาภหาย&quot;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=80"
    },
    {
      "title": "ตาดีกับยายดัน",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "กฤชกร เพชรนอก",
      "description": "<p>ตาดีกับยายดัน สองสามีภรรยาทุกข์ยากที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่หนุ่มสาว ตาดีเป็นคนโอบอ้อมอารี ก็ดีสมชื่อ ส่วนยายดันก็ดันทุรังสมชื่อ ชอบทำอะไรตรงข้าม เช่น ตาดีบอกให้หุงข้าวเยอะๆ ยายดันก็ดันหุงข้าวน้อยๆ ตาดีเลยต้องพูดอะไรตรงข้ามไว้ก่อน วันหนึ่งทั้งสองได้เข้าไปเก็บของในควน ก็เจอเสือเข้า ตาดีก็ตกใจเผลอหลุดพูดเป็นปกติกับยายดี</p>\r\n\r\n<p>&quot;ยาย! นั่นเสือ มาอยู่หลังข้า&quot;</p>\r\n\r\n<p>ยายดันไม่ยอมฟัง &quot;ไม่ใช่เสือหรอก นั่นแมว&quot;</p>\r\n\r\n<p>&quot;อย่าไปทางนั้นนะยาย! นั่นมันปากเหว&quot;</p>\r\n\r\n<p>&quot;ข้าจะไปทางนั้น&quot; แล้วยายดันก็ตกเหว</p>\r\n\r\n<p>ด้วยเหตุนี่ ยายดันเลยเสียชีวิตเพราะความดันทุรังของตนเอง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=81"
    },
    {
      "title": "นายดัน",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "กฤชกร เพชรนอก",
      "description": "<p>นายดันเป็นชายตาบอดตาใส ชาวบ้านแถวนั้นพูดว่าอาจเป็นเพราะชาติก่อน นายดันมีหน้าที่บอกชาวบ้านว่าพระมาบิณฑบาตแล้ว แต่ความนึกสนุก จึงแกล้งมองไม่เห็นพระ ชาตินี้เลยเกิดมาตาบอด ครั้นเมื่อแต่งงานกับสาว สาวไม่รู้ว่านายดันมองไม่เห็น นายดันก็ยังดันทุรัง เอาตัวรอดได้ดี มีวันหนึ่ง นายดันจะเคี้ยวหมากแต่หาปูนขาวไม่เจอ ถามภรรยาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เจอ นายดันจึงบอกไปว่า</p>\r\n\r\n<p>&quot;ถ้ามีปูนขาวอยู่แถวนี้จริง ให้เอามาขยี้ตาพี่ได้เลย&quot;</p>\r\n\r\n<p>ภรรยาได้ยินดังนั้นจึงเอาปูนขาวขยี้ตานายดัน นายดันร้องเจ็บปวด</p>\r\n\r\n<p>&quot;โอ้ยแสบ ตาข้าบอดแน่ๆ&quot;</p>\r\n\r\n<p>ภรรยาเลยหาหมอดีมารักษาจนนายดันมองเห็น</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=82"
    },
    {
      "title": "พญาหงส์",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "กฤชกร เพชรนอก",
      "description": "<p>คืนหนึ่งพระนางเขมาฝันถึงหงส์ทองตัวหนึ่ง เทศนาธรรมให้นางฟัง นางชอบมาก พอตื่นขึ้นมานางสั่งให้นายพรานขุดบ่อ เอาบัวมาปลูกเยอะแยะสวยงามเพื่อล่อให้หงส์ทองตัวนั้นติดกับ จนในที่สุดหงส์ทองตัวนั้นก็โดนจับได้ แต่ได้เทศนาธรรมให้พระนางเขมาฟังอีกครั้ง นางชอบมาก ซึ้งใจ เลยยกสระนั้นให้หงส์ทองและปล่อยให้กลับถ้ำได้ หงส์ทองก็สัญญากับพระนางเขมาว่าจะกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=83"
    },
    {
      "title": "กบกินเดือน",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว",
      "description": "<p>ครอบครัวหนึ่ง มีฐานะยากจนมีลูกชายสองคน พี่ชายชื่อ สุริยคราส น้องชายชื่อ จันทรคราส วันหนึ่งพ่อและแม่ไปหาเผือกมันในป่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร สองพี่น้องก็ทานอาหารจนหมดไม่ได้แบ่งอาหารเผื่อไว้ให้พ่อกับแม่ เมื่อพ่อแม่กลับมาถึงบ้านจึงโกรธลูกทั้งสองมากจึงไล่ออกจากบ้าน สองพี่น้องหนีเข้าไปในป่า ในระหว่างทาง เทวดาที่เป็นเทพพระอาทิตย์และพระจันทร์ เห็นว่าทั้งสองเป็นคนดีเลยช่วยเหลือโดยการปลอมตัวเป็นงูเห่าและพังพอนต่อสู้กัน</p>\r\n\r\n<p>ครั้นพอฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตจึงไปกัดเปลือกไม้มาพ่นใส่ร่างกายจึงฟื้นคืนมาได้ สองพี่น้องจึงเก็บเอาสมุนไพรใส่ห่อยาเดินทางไปด้วย ในระหว่างทางพบกากินลูกไทรแล้วตกลงมาตายจึงเอายาสมุนไพรเป่า ทำให้กาฟื้นขึ้นมาได้ กาจึงขอเป็นทาสรับใช้ สองพี่น้องเดินทางไปเรื่อยๆ พบปลาดุก, ไก่, ช้าง, ตะกวดและกบตาย ก็เอายาสมุนไพรเป่าจนสัตว์เหล่านั้นฟื้นขึ้นมาและยอมเป็นทาสรับใช้</p>\r\n\r\n<p>ครั้นเมื่อสองพี่น้องได้แต่งงานกับลูกสาวคนรวย จึงนำทองกลับไปให้พ่อแม่ ก่อนจะกลับบ้านก็สั่งกับภรรยาตนว่าห้ามนำยาสมุนไพรออกมาผึ่งในคืนเดือนเพ็ญ เพราะจะทำให้พระอาทิตย์และพระจันทร์ลงมาเอายาสมุนไพรคืน และภรรยาที่ถูกเทวดาดลใจให้ทำในสิ่งที่สามีห้าม เทวดาก็ได้ยาสมุนไพรกลับคืนไป สองพี่น้องจึงกลับไปเอาคืนแต่จนปัจจุบันกบก็ยังไม่ได้สมุนไพรวิเศษคืนยังตามต่อสู้กับพระจันทร์และพระอาทิตย์อยู่</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=84"
    },
    {
      "title": "ตำนานพระธาตุอรหันต์โมคคัลลาน์",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "หลวงพ่อปลัดหล้า อินโท",
      "description": "<p>ในสมัยนั้นได้เกิดเหตุนกอินทรีย์สองผัวเมียออกอาละวาดกินสัตว์และชาวบ้านเป็นอาหาร ทำให้เกิดความเดือดร้อน แม้แต่พระอินทร์ก็ช่วยไม่ได้ พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกได้นิมิตรเห็นความโหดร้ายของนกอินทรีย์สองผัวเมีย จึงให้พระโมคคัลลาน์ไปช่วยสรรพสัตว์ที่ได้รับความเดือดร้อน และปราบนกอินทรีย์สองผัวเมียได้สำเร็จ หลังจากนั้นมาชาวบ้านกะเลยนับถือพระโมคคัลลาน์ แล้วก็ร่วมใจสร้างพระธาตุอรหันต์โมคคัลลาน์ขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ระลึก</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=85"
    },
    {
      "title": "รากไม้วิเศษ",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "ทุเรียน บุญเลิศ",
      "description": "<p>ครั้งหนึ่งมีตายายสองคนอาศัยอยู่ในป่า มีลูกด้วยกัน 6 คน วันหนึ่งลูกชายคนโตของออกไปหาของล่าสัตว์ในป่า และได้พาน้องเล็กๆ ไปด้วย ได้พากันนอนค้างในป่าคืนนึง แต่พอเข้าป่าแล้วจับสัตว์อะไรไม่ได้เลยนอกจากงูเหลือม และหลังจากนั้นก็หั่นงูเป็นชิ้นๆ ถลกหนังออกมาย่างไฟ แล้วบอกน้องว่าให้เฝ้าไว้ดีๆ สักพักก็มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมา แล้วก็เอารากไม้มาด้วย งูตัวนั้นเคี้ยวรากไม้แล้วพ่นงูตัวที่ตาย งูตัวที่ตายกลับพื้นขึ้นมา แล้วเลื้อยไปกับอีกตัว พอพี่กลับมาก็ว่าน้องที่ทำเนื้องูหายไป แล้วก็ไม่ให้กลับบ้านด้วย น้องจึงเดินเตร็ดเตร่ไปในป่า และเอารากไม้ไปด้วย จนไปเจอหมู่บ้านและในหมู่บ้านมีงาน จึงทราบว่าเป็นงานศพของธิดาแห่งเมือง จึงขอเข้าไปรักษาด้วยรากไม้ พระธิดาพื้นขึ้นมา พระราชาจะมองของรางวัลให้แต่เขาไมเอา ขอเพียงแค่เป็ดตัวเดียว เขาเดินทางออกจากวัง ไปที่แม่น้ำและผูกเป็ดไว้ เป็ดออกไข่ ไข่แตกตูมกลายเป็นวัง มีคนรับใช้ มีภรรยา และทางบ้านได้ทราบข่าว และมีฐานะยากจน พวกพี่ชายกลายเป็นขอทานแต่จำน้องไม่ได้ จึงมาขอทานทางวังของเขา และเขาได้แอบถามถึงแม่ที่แก่ชรา และให้แม่มาอยู่ด้วย ส่วนพี่ชายพอรู้ความจริงก็อายและหนีไป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=86"
    },
    {
      "title": "ศิษย์ไม่มีปัญญา",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ทุเรียน บุญเลิศ",
      "description": "<p>มีศิษย์คนนึงเรียนไม่ได้เรื่องเลย แม้แต่สระอะตัวเดียวก็เรียนไม่ได้ วันหนึ่งหลวงพ่อได้เรียกไปหาแล้วถามว่าได้อยากได้ของดีไหม ศิษย์โง่ก็ตอบว่าอยากได้ หลวงพ่อจึงให้ไปที่ป่าช้า และแลกของกับผี ซึ่งก็คือแกง แต่อย่าเพิ่งให้แกงกับผี ให้หลอกแลกของกับผีก่อน และห้ามมองหน้าผี วันต่อมาเขาจึงที่ป่าช้า และพบกับผีและหลอกว่าจะให้แกงถ้าผีถอดชฎาให้เขา ผีตนนั้นถอดชฎาให้เขา แล้วเขาก็รีบวิ่งหนีมาหาหลวงพ่อ ผีบริวารก็วิ่งตามมา แต่หลวงพ่อมาผูกด้ายศักดิ์สิทธิ์ไว้ ผีพวกนั้นก็กลับไป สิ่งที่เขาได้มานั้นคือชฎา พอสวมแล้วเขาหายตัวได้ หลังจากนั้นจึงเทียวไปล่วงเกินสตรีในหมู่บ้าน สร้างความเดือดร้อน ชาวบ้านจึงทำกับดักฟัน และเขาก็ตกบันไดตาย แต่ชาวบ้านมองไม่เห็น หลายวันศพก็ส่งกลิ่นเหม็นเน่า จึงไปนิมนต์หลวงพ่อมา พอหลวงพ่อมาถึงก็มองเห็นและเอาชฎาออก ชาวบ้านได้แต่ยืนมองศพเขาด้วยความเวทนาและช่วยกันเอาศพไปฝัง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ราชบุรี ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=87"
    },
    {
      "title": "ท่งป่ะหลาน",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "ตุ่น จันชื่น",
      "description": "<p>นานมาแล้วมียายกับหลานมาจากเมืองลาวจะไปหากินทางเมืองโคราช เดินทางมาถึงทุ่งกว้างแห่งหนึ่งใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยายกับหลานก็เดินกันมากลางแดดร้อนเปรี้ยงๆ เหนื่อยก็เหนื่อย หาต้นไม้ร่มสักต้นก็ไม่มี ก็เดินทางกันต่อไปเจอเถียงนาร้างอันหนึ่งก็พากันนั่งพักดื่มน้ำ และทั้งสองก็หิว</p>\r\n\r\n<p>ยายเลยว่า &ldquo;โน้นเห็นหมู่บ้านไหม น่าจะอยู่ไม่ไกล&rdquo;&nbsp; แต่หลานบอกไม่เดินไปแล้วนะ ไม่มีแรงเหลือ ยายเลยบอกกับหลานว่า</p>\r\n\r\n<p>&rdquo;งั้นเจ้าก็รออยู่นี่ เดี๋ยวยายจะเดินไปขอน้ำขออาหารกับคนในหมู่บ้านมาให้&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>แล้วก็ให้หลานรอที่เถียงนา ยายก็เดินทางไป ไม่ถึงสักที เหนื่อยสิ้นใจตายกลางทุ่ง ส่วนหลานก็รอยาย ไม่กลับมาสักที ร้องไห้ไปหลายวันก็หมดแรงตายตามไป &nbsp;จึงเรียกทุ่งแห่งนี้ว่า ทุ่งปะหลาน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=88"
    },
    {
      "title": "ทุ่งกุลาฮ่องไห้",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในสมัยก่อนมีพ่อค้าอยู่เมืองลาว เรียกว่า พวกกุลา พวกกุลาจะไปค้าขายอยู่แถวเมืองโคราช พอมาถึงทุ่งหนึ่งเป็นทุ่งกว้างใหญ่ ต้นไม้จะให้ร่มก็ไม่มี น้ำจะกินก็ไม่มี แดดก็ร้อนเปรี้ยงๆ พวกกุลาก็พากันหายเหนื่อย แล้วก็เดินทางต่อ เสบียงอาหารที่นำมาด้วยนั้นก็ค่อยๆ หมดไป ในที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลือ พวกกุลาก็ยังข้ามทุ่งนี้ไปไม่ได้ ก็เลยพากันนั่งร้องไห้ จึงเรียกทุ่งนี้ว่า &ldquo;ทุ่งกุลาร้องไห้&rdquo; จนถึงทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=89"
    },
    {
      "title": "ย่ากินปลิง",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "แช่ม วงศ์ประกอบ",
      "description": "<p>หญิงชราคนนึงป็นคนตาบอด มีลูกชายคนเดียว พอลูกชายโตขึ้น ก็ได้มีภรรยาและแต่งงานพาภรรยามาอยู่กินที่บ้าน แต่ลูกสะใภ้คนนี้เป็นคนไม่ดี และเกลียดแม่ย่า จึงมักจะแกล้งแม่อยู่บ่อยๆ</p>\r\n\r\n<p>วันหนึ่ง ลูกสะใภ้คนนี้ทำแกงปลิงให้แม่กิน แม่ตาบอดไม่รู้อะไรก็กินจนอิ่ม ต่อมาก็ตาย พอตายแล้ววันจะเผานั้น ชาวบ้านจะมาช่วยยกศพไปเผาที่วัด ยกยังไงก็ยกไม่ชึ้น ทุกคนในหมู่บ้านก็มายก ก็ยกไม่ขึ้น เหลือแต่ลูกสะใภ้ที่ยังไม่ยก พอมายกก็ปรากฏว่าสามารถยกได้คนเดียวขึ้น ชาวบ้านเลยให้ลูกสะใภ้ยกโลงศพใส่บ่าไปเผาที่วัดคนเดียว แต่พอไปถึงจะเอาโลงลงก็เอาลงไม่ได้ เชือกที่มัดอยู่กับบ่าแกะยังไงก็ไม่ออก เอาอะไรมางัดก็ไม่ออก จนชาวบ้านหมดหนทางเลยเผาลูกสะใภ้คนนี้ไปพร้อมกับศพของแม่ย่านั่นเอง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=90"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อกินขี้ไก่โป่",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สมศรี ถอนภูเขียว",
      "description": "<p>วัดหนึ่ง มีหลวงพ่อกับเณรน้อยสององค์ วันหนึ่งชาวบ้านนิมนต์หลวงพ่อไปฉันเพลในบ้าน ก่อนหลวงพ่อจะไปก็สั่งเณรเป็นดิบดีว่าให้มานอนเฝ้ากุฏิ ห้ามให้ไก่ขึ้นมาขี้ใส่บนกุฏิ ถ้ากลับมาเห็นขี้ไก่ จะให้เณรกิน พอหลวงพ่อไป เณรน้อยก็ทำอุบาย เอาน้ำตาลอ้อยมาหยอดในกุฏิแล้วแอบไปงีบหลับ พอหลวงพ่อกลับมาเห็นน้ำตาลอ้อยเป็นขี้ไก่ก็โมโหให้เณรที่ปล่อยไก่ขึ้นมาขี้บนกุฏิตนเอง จึงเรียกเณรออกมาแล้วก็บังให้กินขี้ไก่ที่อยู่บนพื้น ตอนแรกเณรไม่ยอม หลวงพ่อก็บังคับ สุดท้ายเณรยอมก้มลงไปกิน กินแล้วกินอีก</p>\r\n\r\n<p>หลวงพ่อเลยถามว่า&nbsp;&rdquo;อร่อยมากหรอทำไมกินหมด&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เณรก็ตอบว่า&rdquo;อร่อยสิ ไม่งั้นจะกินหมดหรอ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>หลวงพ่อเห็นเหลืออีกกองก็เลยลองกิน ปรากฏว่าอร่อย จึงสั่งเณรว่า วันหลังก็ปล่อยให้ไก่ขึ้นมาขี้ใส่กุฏิเลยนะ ไม่ต้องไล่ พอวันหลังหลวงพ่อก็เห็นไก่ขึ้นมาขี้บนกุฏิก็ไปกินขี้ไก่ แต่กินกองไหนๆ ก็เหม็นทุกกอง เลยไปถามเณรว่า</p>\r\n\r\n<p>&rdquo;ทำไมขี้ไก้เหม็นจัง ไม่หวานเหมือนวันนั้น&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เณรก็บอกว่า &ldquo;จะไม่เหม็นได้ไงก็นี่นะขี้ไก่ กินวันนั้นนะน้ำตาลอ้อย&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>หลวงพ่อได้ยินดังนั้นแล้วก็โมโหที่โดนเณรน้อยหลอกให้กินขี้ไก่ ก็วิ่งไล่ตีเณรน้อย.</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=91"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อม้าน้อยหลังแอ่น",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "พรม วรรณศิริ",
      "description": "<p>วันหนึ่งหลวงพ่อบอกให้เณรไปดายหญ้าให้ เพื่อว่าจะปลูกมะเขือ เณรน้อยสงสัยเลยถามหลวงพ่อว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;หลวงพ่อๆ ทำไมปลูกมะเขือเยอะจัง ปลูกไว้เยอะๆจะกินยังไงหมด&rdquo;<br />\r\n&ldquo;เอ๊ะ ถ้ากินไม่หมดก็เอาไปขายสิว๊ะ&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ถ้าขายได้เงินเยอะๆ แล้ว หลวงพ่อจะเอาเงินไปทำอะไร&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ก็จะเอาไปซื้อม้านะสิ&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ซื้อม้าตัวผู้หรือตัวเมีย&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ม้าตัวเมีย&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ถ้ามันมีลูกให้ผมขี่ลูกมันนะหลวงพ่อ&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ไม่ให้หรอกหลังมันจะแอ่น&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ไม่แอ่นหรอกๆ ผมตัวเบาๆ เอง ให้ผมขี่เถอะนะหลวงพ่อ&rdquo;<br />\r\n&ldquo;ไม่ได้&rdquo;<br />\r\nเณรน้อยไม่ฟังหลวงพ่อ อยากขี่แต่ม้า ถึงจะชวนคุยไปเรื่องอื่น ก็วกกลับมาคุยแต่เรื่องนี้ ในที่สุดหลวงพ่อโมโหเลยเอาเสียมเสียบไปที่กลางหลังของเณร<br />\r\n&ldquo;เห็นไหมที่นี้ แกอย่ามาร่ำไร หลวงพ่อบอกแล้ว บอกแล้วว่าหลังมันจะแอ่น&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=92"
    },
    {
      "title": "คนไหวพริบดี",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "เหรียญ งวงชัยภูมิ",
      "description": "<p>ตาเคนมีลูกชายอยู่คนนึง พอโตเป็นหนุ่มก็ไปชอบสาวสวยคนนึง เลยให้พ่อไปสู่ขอให้ แล้วก็ได้แต่งงานกินอยู่ด้วยกัน วันหนึ่งตาเคนก็กลับมาจากงานแต่งคนในหมู่บ้าน เลยแวะไปที่บ้านลูกชาย ก็เห็นลูกสะใภ้เอานมให้หลานกิน ก็เดินเข้าไปถามหาลูกชายว่าไปไหน ลุกสะใภ้ก็บอกไม่รู้ไปไหน ไปนานแล้ว ตาเคนพอรู้ว่า ลูกชายไม่อยู่บ้านก็เลยนั่งลงถามหลานน้อยว่า กินนมหรอ หลานน้อยก็เงยหน้าขึ้นมาดู แต่ก็ไม่ยอมกินนม ตาเคนก็บอกให้กิน หลานก็ไม่กิน เลยจับหัวหลานกับนมลูกสะใภ้ พอดีลูกชายกลับมาบ้าน เห็นเข้าพอดีก็บอกว่า พ่อทำไม่ถูก เดี๋ยวจะเอาเรื่องพ่อวันนี้แหละ พ่อเลยบอกให้ลูกชายใจเย็น แล้วก็ย้อนลูกชายว่า ที่กูให้มึงกินนมเมียกู จับนมเมียกู นอนกับเมียกู กูยังไม่เอาเรื่องอะไรมึงเลย&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=93"
    },
    {
      "title": "พ่อเฒ่ากับลูกเขยกินข้าวนำกัน",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สุรพันธ์ บุญชู",
      "description": "<p>วันหนึ่งพ่อตากับลูกเขยอยู่บ้านกันสองคน ก็เลยกินข้าวด้วยกัน กับข้าวที่มีก็เป็นแกงปลาช่อน กับปิ้งกบ กินไปๆพ่อตาก็หากินแต่อันดีๆหมดก่อนลูกเลย ลูกเขยเห็นก็เลยพูดขึ้นว่า&nbsp;<br />\r\n&ldquo;ใครมันกินหัวปลาช่อนหมด&rdquo;<br />\r\nพ่อตาก็เฉยๆไม่พูดก็กินต่อไป พอลูกเขยเห็นพ่อตาหยิบกินขากบก็พูดขึ้นอีกว่า<br />\r\n&ldquo;ใครมันกินต้นขากบหมดอีกละ&rdquo;<br />\r\nครั้งพ่อตาก็อดไม่ได้ เลยพูดขึ้นว่า<br />\r\n&ldquo;โอ้ยยย อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย นั่งอยู่นี่ก็มีเราสองคนเท่านั้นแหละ&rdquo;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=94"
    },
    {
      "title": "ท้าวปาจิตนางอรพิม",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>ท้าวปาจิตก็ออกเดินหาหญิงหม้ายผู้นั้น จนไปพบนางบัว ชาวบ้านสัมฤทธิ์ยังมีครรภ์อยู่มีลักษณะตามที่โหรได้ทายไว้ จึงอาสาฝากตัวเป็นคนใช้ ครั้นนางบัวคลอดบุตรเป็นหญิงมีลักษณะดี ให้ชื่อว่านางอรพิม ก็ช่วยนางบัวเลี้ยงดูจนเป็นสาว รูปโฉมงดงามมาก ท้าวปาจิตลากลับบ้านเมืองเพื่อจัดขันหมากมาสู่ขอตามประเพณี พอขันหมากมาถึงบ้านนางอรพิม ก็ทราบว่าท้าวพรหมทัตมาลักตัวนางอรพิมไปเสียแล้ว ก็เสียพระทัยเลยโยนขันหมากทิ้งน้ำเสียหมด ลำน้ำนั้นต่อมาคือ ลำปลายมาศท้าวปาจิตได้แฝงกายเข้าไปในปราสาทท้าวพรหมทัตและได้ทำอุบายท้าวพรหมทัตเสีย พานางอรพิมหลบหนีออกมาได้ ระหว่างทางท้าวปาจิตได้ถูกนายพรานสังหารตาย นางอรพิมจึงสังหารพรานเสีย และชุบชีวิตท้าวปาจิต ด้วยยาวิเศษจากเทวดา และเดินทางกันต่อไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งอาศัยเณรส่งข้ามฟากให้ เณรลวงท้าวปาจิตให้ขึ้นฝั่งก่อนแล้วพานางอรพิมหนีไป นางอรพิมลวงให้เณรขึ้นต้นมะเดื่อแล้วเอาหนามมากันสะไว้ใต้ต้น และพายเรือมาหาท้าวปาจิตก็ไม่พบนางจึงปลอมเป็นชาย และได้รักษาธิดาเจ้าเมืองจำปานครให้ฟื้น เจ้าเมืองจึงยกเมืองและธิดาให้ แต่นางปฏิเสธและได้บวชเป็นสังฆราชของเมืองนั้น นางได้สร้างศาลาและมีรูปวาดเรื่องราวของนางกับท้าวปาจิตไว้ และสั่งว่าถ้าผู้ใดดูภาพเหล่านี้แล้วร้องไห้ให้แจ้งให้นางทราบ ในที่สุดท้าวปาจิตและนางก็ได้พบกันพากันกลับบ้านเมืองและอยู่ครองคู่กันอย่างมีความสุข</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=95"
    },
    {
      "title": "กำพร้าผีน้อย",
      "type": "นิทานผี",
      "creator": "",
      "description": "<p>ขณะที่รอการเก็บเกี่ยวข้าว ท้าวกำพร้าได้ออกขอทานตามปกติ ตากวานบ้านประหลาดใจที่ท้าวกำพร้าไม่ตาย จึงคิดกลั่นแกล้งอีก โดยนำข้าวบ้วนปากมาบริจาคทานเป็นจำนวนมาก ท้าวกำพร้าจึงนำไปนึ่ง แต่ปรากฏว่าข้าวบ้วนปากของตากวานบ้านส่งกลิ่นหอมอบอวล ทำให้ผีทั้งหลายได้กลิ่นพากันมาขอแบ่งกิน ผลการกินข้าวบ้วนปาก ทำให้ท้าวกำพร้ามองเห็นภูตผีทั้งหลายได้วันหนึ่งท้าวกำพร้านำไซไปดักปลา แต่ไม่มีปลาติดเพราะผีน้อยขโมยกินหมด ท้าวกำพร้าจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาผีย่าง่าม ผีย่าง่ามจึงเอาไหมของตน (ขนเพชร) ให้ท้าวกำพร้านำไปทำบ่วงดักไว้ ในที่สุดผีน้อยก็ติดบ่วง ได้ร้องขอชีวิตต่อท้าวกำพร้า&nbsp;&nbsp;ท้าวกำพร้าจึงได้ปล่อยไป&nbsp;ต่อมาก็มีสัตว์อื่นๆ มาติดบ่วงสายไหมที่ท้าวกำพร้าดักไว้อีกเช่น เสือ อีเห็น ช้างน้ำ และนาค&nbsp;ซึ่งสัตว์ทุกชนิดร้องขอชีวิตและยอมเป็นทาสรับใช้ท้าวกำพร้า&nbsp;ส่วนพญาช้างน้ำได้มอบงาทั้งสองข้างและแก้วมณีให้แก่ท้าวกำพร้า&nbsp;ซึ่งในงาช้างนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อนางสีดาอาศัยอยู่ นางได้ออกมาทำอาหารไว้ให้ทุกครั้งที่ท้าวกำพร้าไม่อยู่บ้าน จนท้าวกำพร้าเกิดความสงสัยจึงแอบดูและรู้ความจริง ท้าวกำพร้าได้ทุบงาช้างนั้นเสีย เพื่อไม่ให้นางเข้าไปอยู่ในงาช้างนั้นอีก&nbsp;และทั้งสองได้แต่งงานกัน</p>\r\n\r\n<p>ท้าวกำพร้าไม่ได้ไปขอทานในหมู่บ้านเป็นเวลาหลายวัน ชาวบ้านจึงเกิดความสงสัย พากันไปแอบดูที่กระท่อม เมื่อได้เห็นนางสีดาซึ่งมีรูปโฉมงดงาม ต่างพากันตกตะลึงและโจษขานกันไป&nbsp;จนทราบไปถึงพระยาพิมพ์ทองเจ้าเมืองอินทปัตถ์ ผู้มีใจพาล&nbsp; จึงคิดอยากได้นางสีดาเป็นมเหสี ได้ท้าพนันท้าวกำพร้าแข่งขันหลายอย่าง โดยมีเดิมพันว่าถ้าท้าวกำพร้าแพ้จะยึดนางสีดา แต่ถ้าท้าวอินทปัตถ์แพ้จะยอมยกเมืองให้ครึ่งหนึ่ง</p>\r\n\r\n<p>เมื่อแข่งขันชนไก่ ชนควาย และชนช้าง&nbsp; ท้าวกำพร้าเป็นฝ่ายชนะทุกครั้ง ทั้งนี้เพราะได้รับความช่วยเหลือจากนางสีดาภรรยาของท้าวกำพร้าที่ใช้แก้วมณีเรียกสัตว์ต่างๆ ซึ่งยอมเป็นทาสท้าวกำพร้ามาให้ความช่วยเหลือ เมื่อชนไก่ ควาย และช้างของเจ้าเมืองตาย&nbsp; พระองค์ได้บังคับให้ท้าวกำพร้ากินสัตว์เหล่านั้นเสียให้หมด&nbsp;พญาฮุ่ง(รุ้ง) หรือนาค แปลงตัวเป็นท้าวกำพร้ามากินสัตว์ทั้งสามที่ตายไปให้หมด ทำให้เจ้าเมืองโกรธแค้นท้าวกำพร้ายิ่งขึ้น จึงได้ท้าแข่งเรือกับท้าวกำพร้า พญานาคได้แปลงกายมาเป็นเรือ ช่วยเหลือท้าวกำพร้าอีก แล้วฟาดน้ำถูกเรือของเจ้าเมืองล่ม ในที่สุดเจ้าเมืองผู้ไร้สัจจะก็จมน้ำตาย เจ้าเมืองได้ไปเกิดเป็นผีแถน แต่มีใจเสน่หานางสีดา และเจ็บแค้นที่ไม่สามารถเอาชนะท้าวกำพร้าได้ จึงวางแผนร่วมกับบ่างลั่วตัวหนึ่งให้ไปร้องเรียกเอาวิญญาณนางสีดา เมื่อขวัญออกจากร่างนางสีดาก็สิ้นชีวิต ผีน้อยแนะนำไม่ให้เผาร่างของนางและอาสาจะพาวิญญาณของนางสีดาคืนมาให้ได้ จึงไปพบพญาแถนแล้วซ่อนข้องไปด้วย<br />\r\nต่อมาวิญญาณของนางสีดาได้ไปอยู่กับพญาแถน ทำให้พญาแถนดีใจมากให้รางวัลแก่บ่างลั่ว และได้เลี้ยงสุราจนบ่างลั่วเมาไม่ได้สติ ผีน้อยจึงอาสาพาบ่างลั่วไปส่งถึงบ้าน&nbsp;ระหว่างทางผีน้อยได้หลอกให้บ่างลั่วเข้าไปนอนในข้อง บ่างลั่วรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงทำตามผีน้อยรีบปิดผาข้องแล้วนำมาให้ท้าวกำพร้า ผีน้อยได้บังคับให้บ่างลั่วเรียกเอาวิญญาณนางสีดากลับมา เมื่อนางสีดาได้ฟื้นคืนดังเดิมแล้ว ผีน้อยจึงหลอกให้บ่างลั่วแลบลิ้นที่เคยใช้เอาวิญญาณคนมาเป็นจำนวนมาก&nbsp;แล้วตัดลิ้นบ่างลั่วเสีย เพราะเกรงว่ามันจะร้องเรียกเอาวิญญาณคนไปอีก นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบ่างลั่วจึงร้องได้ไม่ชัดเจนเมื่อเจ้าเมืองอินทปัตถ์สิ้นชีพไปแล้ว ชาวเมืองจึงเชิญท้าวกำพร้าและนางสีดาผู้เป็นภรรยาปกครองบ้านเมืองสืบต่อมา ทั้งนี้เพราะความดีของท้าวกำพร้าและนางสีดาจึงปกครองบ้านเมือง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=96"
    },
    {
      "title": "นางหมาขาว",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีสองผัวเมียอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจันทคาม ซึ่งฝ่ายเป็นเมียนั้นได้ท้องแก่จวนคลอดแล้ว แต่ในตอนนั้นเกิดโรคระบาด ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก สองผัวเมียจึงชวนกันอพยพหนีจากหมู่บ้านมาอยู่กลางป่า แล้วต่อมาเมียก็คลอดลูกออกมาเป็นลูกแฝดเป็นผู้หญิงสองคน แล้วนางก็สิ้นใจตายไป ส่วนสามีอยู่มาไม่นานก็ตรอมใจตายตามไป ปล่อยให้เด็กทารกเกิดใหม่ทั้งสองร้องไห้อยู่ในป่าเช่นนั้นต่อมามีหมาขาวตัวหนึ่งเป็นตัวเมียออกมาหากิน มาเห็นเด็กทั้งสองก็เกิดสงสารจึงเอาไปเลี้ยงเป็นลูกกลายเป็น &ldquo;แม่หมาขาว&rdquo; ให้กินนมของตัวเองและหาอาหารให้กินเลี้ยงจนเติบโตมาเป็นสาว ทุกวันนางหมาขาวตัวนี้จะพาลูกสาวทั้งสองออกไปหากินในป่าด้วยในวันหนึ่งเกิดพายุพัดให้นางหมาขาวต้องพลัดพรากจากลูกไป ลูกสาวทั้งสองก็โดนลมพัดไปถึงเขตบ้านนายพราน</p>\r\n\r\n<p>เมื่อนายพรานเห็นหญิงสาวทั้งสองงดงามมาก อยากได้รางวัลจึงนำหญิงสาวทั้งสองขึ้นถวายแก่พระราชาซึ่งยังโสดอยู่ พระราชามีพระอนุชาซึ่งยังโสดเหมือนกัน ฝ่ายพระราชาก็ได้ผู้พี่เป็นมเหสี ฝ่ายอนุชาก็รับผู้น้องเป็นชายาขณะนั้นแม่นางหมาขาวซึ่งพลัดพรากจากลูกมาเป็นเวลานาน ก็ได้แต่ร่ำไห้คิดถึงลูกและออกติดตามหาลูก จนได้ยินข่าวว่านายพรานเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูลูกสาวต่อจากตน จึงมาหานายพรานเพื่อถามหาลูกสาวและได้เล่าว่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไร&nbsp;&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>เมื่อนายพรานทราบก็เกิดความสงสาร บอกบอกความจริงและพานางหมาขาวไปหาลูกสาวที่ในวังเมื่อพามาถึงพระราชวังนายพรานก็ทูลพระราชาตามความจริง แต่พระมเหสีนั้นอับอายขายหน้า เกรงว่าคนจะรู้ว่าตนเป็นลูกของหมาขาว จึงทูลเท็จต่อพระสวามีไปว่า&rdquo;ไม่เป็นความจริง&rdquo;&nbsp;พร้อมทั้งขับไล่นายพรานและหมาขาวออกไป แต่นางหมาขาวไม่ยอมไปพร้อมทั้งอธิบายว่าตนคือแม่ของมเหสี ส่วนมเหสีหรือลูกสาวคนโตของนางหมาขาว นางก็ปฎิเสธไม่ยอมรับพร้อมทั้งด่า เตะถีบ ใช้ไม้ทุบตีแม่นางหมาขาวจนนางหมาขาวนอนล้มลง แล้วก็เอาน้ำร้อนๆ ที่ต้มเดือดสาดใส่แม่นางหมาขาวที่นอนเจ็บอยู่ นางหมาขาวได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส นายพรานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบนำหมาขาวไปที่วังของลูกสาวคนเล็ก เมื่อลูกสาวคนเล็กเห็นหมาขาวก็จำได้ทันทีว่าเป็นแม่หมาขาวของตน จึงรีบมากอดและอุ้มแม่หมาขาวทันทีและรีบพาไปรักษา แต่นางทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงสิ้นใจตาย ก่อนตายนางบอกว่าห้ามเผาหรือฝัง ให้เก็บกระดูกแม่ไว้บูชาในวัง<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=97"
    },
    {
      "title": "พ่อใหญ่หัวล้าน",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "เลิศ ประนัดเด",
      "description": "<p>นานมาแล้ว มีคุณตาคนหนึ่งเป็นคนหัวล้าน เขามีลูกสาวคนหนึ่งสวยมาก แล้วก็มีวัวอยู่ 2 ตัว เขารักวัวสองตัวนี้มาก ไถนาก็เก่ง ใครๆ อยากได้วัวเขา ใครมาเขาซื้อเขาก็ไม่ขายเพราะเขาไม่ชอบให้คนอื่นเรียกเขาว่า คุณตาหัวล้าน เวลามีคนมาหาซื้อวัวก็มีแต่คนถามเขาว่า พ่อใหญ่หัวล้าน จะขายวัวไหม ขอซื้อวัวหน่อย เขาก็ไม่พอใจอย่างมาก จนผมข้างหน้าสั้นแล้วก็ด่าเขาไปว่า &ldquo;มึงจะหนีไปไหนก็ไปเดี๋ยวนี้ ก่อนกูจะเอาขวานตอกหน้ามึง ไป ไปให้ไกลหูไกลตากู&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พอมาวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่ง เขาชื่อว่า พี่คำหล่า เขารู้จักนิสัยคุณตาคนนี้ดี เขาก็ตั้งใจว่าจะมาขอซื้อวัว พอมาถึง เขาก็บอกว่า &ldquo;พ่อผมดกปกไหล่ หน้าไล้เฉลิมทอง วัวของพ่อทั้งสองจะขายเท่าไหร่ครับ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>คุณตาหัวล้านได้ยินก็ดีใจมากเพราะไม่มีใครเรียนเขาว่าอย่างนี้สักที เขาก็เลยบอก &ldquo;ลูกเอ๊ยลูกแก้ว พูดถูกใจพ่อแล้วพ่อก็จะยกวัวให้&rdquo; &nbsp;</p>\r\n\r\n<p>พอคำหล่าได้วัว เขาก็จูงกลับบ้านพร้อมกับบ่นไปตามทางว่า &ldquo;คนอะไรทำไมโง่ขนาดนี้ แค่ยอเฉยๆ ก็ยกวัวให้ฟรีๆ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>พอพูดอย่างนั้น ลูกสาวของคุณตาหัวล้านก็ผ่านมาได้ยินพอดี เลยมาเล่าให้พ่อฟัง เมื่อคุณตาหัวล้านได้ยินก็โกรธมาก</p>\r\n\r\n<p>&ldquo;โอ้โห ทำไมมันมาว่ากูขนาดนี้ กูจะเอาวัวคืนเดี๋ยวนี้&rdquo; เขาพูดแล้วก็เลยพาลูกสาวไป พอไปถึง คำหล่าก็เลยพูดว่า &ldquo;พ่อผมดกปรกเกล้า พ่อจะจูงลูกสาวไปไหนครับ&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>คุณตาหัวล้านได้ยินดังนั้นก็อมยิ้มแล้วก็พูดว่า &ldquo;พอแก่แล้วลูกเอ๊ย จะเอาลูกสาวมาให้&rdquo; คำหล่าก็เลยได้ทั้งวัวทั้งลูกสาวเพราะคำพูดของเขาแท้ๆ นี่แหละที่เขาบอกว่า &ldquo;พูดดีเป็นศรีแก่ปาก&rdquo;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=98"
    },
    {
      "title": "หลวงพ่อกะทอเกลือ",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "อาคม  ปาสานัย",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีหลวงพ่อองค์หนึ่งได้รับนิมนต์ไปเทศน์ที่บ้านหนองอีหมัน &nbsp;หลวงพ่อเทศน์ได้ถูกใจชาวบ้านจึงได้สิ่งของที่ชาวบ้านถวายมามากมายเก็บใส่หลังมาจนเต็ม &nbsp;จนล้น &nbsp;หลวงพ่อเดินทางกลับมาวัด ระหว่างทางม้าที่แบกของที่ชาวบ้ายถวาย เริ่มแบกไม่ไหวเดินช้าลง ช้าลง หลวงพ่อก็เลยคิดจะแบ่งของบนม้าเก็บซ่อนไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาเอาทีหลัง ดูแล้วของที่หนักกว่าเพื่อนก็คือกะทอเกลือ หลวงพ่อเลยเอาลงจากหลังม้า หาที่ซ่อน ตรงไหน ตรงไหนก็ไม่ถูกใจหลวงพ่อเพราะว่ากลัวคนเห็น แล้วจะขโมยไป หลวงพ่อก็เลยเอาไปซ่อนไว้ในหนองน้ำแล้วก็เดินทางกลับวัด<br />\r\nผ่านไป 2-3 วัน หลวงพ่อก็เลยพาเณรน้อยกลับมาเอากะทอเกลือ ลงไปในหนองน้ำก็เห็นแต่กะทอเปล่า หลวงพ่อก็เริ่มโกรธ &ldquo;ใครบังอาจมาขโมยของกู ถ้าหาตัวเจอกูจะตบกลางหูมัน&rdquo; ว่าแล้วหลวงพ่อก็เลยให้เณรน้อยไปหาอะไรมาวิดน้ำออกจากหนองจนหมด เห็นปลาดุกมากมาย เณรน้อยเลยบอกหลวงพ่อว่า &ldquo;ปลาพวกนี่แหละมันกินเกลือของหลวงพ่อ ตบรูหูมันเลย ถ้าเป็นปลาช่อนให้ต้อนมาให้ผม ผมจะตบหูมันเอง &nbsp;ถ้าเป็นปลาดุกให้หลวงพ่อตบรูหูมันเองนะ&rdquo; &nbsp;หลวงพ่อเห็นปลาช่อนก็ต้อนไปหาเณรน้อย พ่อหลวงพ่อมองไปเห็นปลาดุกหลวงพ่อก็ตบหูรูมันจนหมด แล้วหลวงพ่อก็ได้ร้องขึ้นสุดเสียง เพราะว่าเงี่ยงปลาดุกปักมือหลวงพ่อเลือดออกเต็มมือ<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=99"
    },
    {
      "title": "เด็กโง่",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "เรียบ รักสมบัติ",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีเด็กผู้ชายอยู่คนหนึ่ง ไม่อยากเรียนหนังสือหนังหาเวลาไปโรงเรียนก็ไม่อยากเข้าเรียน &nbsp;ชอบหนีไปเล่นอยู่ในป่าหลังโรงเรียน วันหนึ่งเขาก็ไปเจออะไรเหลืองๆ อยู่ในป่า...ทุกคนรู้ไหมว่าคืออะไรลองทายดู...เขาเห็นเยอะมาก ทั้งเล็กทั้งใหญ่ เหลืองเต็มไปหมดเลย เขาสงสัยว่าเป็นอะไร เลยเอากลับบ้านไปให้แม่ดูหนึ่งอัน แล้วถามแม่ว่า &ldquo;แม่ๆ อันเหลืองๆ นี่มันคืออะไร&rdquo; แม่เลยบอกว่า &ldquo;เห็ดระโงกนะลูก ไปเอามาจากไหน&rdquo; ลูกบอกว่า &ldquo;เอามาจากป่าหลังโรงเรียน เยอะแยะแต่ว่าหนูแตะเล่นหมดแล้ว&rdquo; แม่บอก &ldquo;คราวหลังถ้าเจออันเหลืองๆอีกให้เอาเสียมไปขุดมา แม่จะแกงให้กินอร่อยๆ&quot;<br />\r\nวันหลังเขาก็ไปในป่าหลังโรงเรียนพร้อมถือเสียมไปด้วย ไปเจออะไรเหลืองๆ 2 อันอยู่ใต้พุ่มไม้ ทุกคนรู้ไหมคืออะไร...ลองทายดู...เขากำลังจะยื่นเสียมเข้าไปขุด พอได้ยินเสียงคำราม น่ากลัวมากเขาเลยทิ้งเสียมแล้ววิ่งจุกตูดจนไปถึงบ้านก็พูดให้แม่ตลอดเรื่อง แม่เลยบอกว่า &ldquo;อันเหลืองๆ 2 อัน เขาเรียกว่าตาเสือนะลูก คราวหลังถ้าเจออีกให้เอาด้ามเสียมตีแรงๆให้มันตายเลย&rdquo;<br />\r\nวันต่อมาเขาก็เข้าไปในป่าหลังโรงเรียนถือเสียมไปด้วย คราวนี้เขาไปเจออันเหลืองๆอยู่บนปลายไม้ ทุกคนรู้ไหมว่าคืออะไร...ลองทายดู... เขาก็เลยปีนขึ้นต้นไม้จนถึงปลายไม้แล้วเอาเสียมฟาดอย่างแรง เหมือนที่แม่บอก ยังไม่ทันโดนไม่รู้แมงอะไรบินว่อนมาต่อยหู ต่อยตา ต่อยแขน เขาเลยรีบกระโดดลงจากต้นไม้...เสียงตกจากต้นไม้ดัง...ตุ๊บ...เกือบตาย เขาจะเกียกตะกายจนถึงบ้านแล้วเล่าให้แม่ฟัง แม่เลยบอกว่า &ldquo;อันเหลืองๆนั้นนะ เขาเรียกรังผึ้ง คราวหลังจะเอามากินให้จุดไฟรมควันให้แม่มันตายซะก่อน ค่อยเอามากินได้&rdquo;&nbsp;<br />\r\nวันต่อมาเขาไปเจออะไรเหลืองๆ อันหนึ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พระท่านกำลังนั่งกรรมฐานวิปัศนาอยู่ เขาหอบเศษขยะแห้งมากองไว้กองใหญ่ แล้วก็ลงมือจุดไฟรมควันทันที เขาเลยได้ยินเสียงคนไอค่อกแค่กๆอยู่ ไม่นานก็ได้ยินเสียงร้อง &ldquo;โอ๊ย ๆ ช่วยด้วย&rdquo; แล้วก็กระโดดข้ามกองไฟวิ่งหนีเห็นแต่ผ้าเหลืองปลิวไป<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=100"
    },
    {
      "title": "ผีกองกอย",
      "type": "นิทานผี",
      "creator": "",
      "description": "<p>ท้าวขี้คร้านไม่ทำการทำงานได้แต่ขออาหารชาวบ้านกินประทังชีวิต ชาวบ้านจึงรวมตัวกันขับไล่เขาออกจากหมู่บ้านไปอยู่กับผีกองกอย พอไปอยู่กับผีกองกอยท้าวขี้คร้านก็ปลูกข้าวงอกงามออกดอกออกรวงเต็มทุ่ง ท้าวขี้คร้านอยู่กับผีกองกอยในถ้ำด้วยกันและนางผีกองกอยก็ปรนบัติดูแลท้าวขี้คร้านอย่างดี อยู่กันไปสักพักท้าวขี้คร้านคิดหาวิธีหนีจากนางผีกองกอย จึงเฝ้ารอเวลาที่ข้าวเริ่มสุกเหลืองเต็มต้นจึงหนีออกจากถ้ำนางผีกองกอย พอหนีมาถึงทุ่งนานางผีกองกอยก็ตามมาทันพอดี ท้าวขี้คร้านจึงแกล้งทำเป็นว่าตนเองตายแล้ว พอท้าวขี้คร้านล้มตัวลงนอนในทุ่งนาดอกข้าวก็หล่นมาใส่ตัวเขาจนเหลืองไปทั้งตัว เมื่อนางผีกองกอยเห็นดังนั้นจึงคิดว่าท้าวขี้คร้านคงตายไปแล้วจริงๆ จึงทำบุญมอบทองคำไปให้ท้าวขี้คร้าน ท้าวขี้คร้านเลยกลายเป็นคนมั่งมีเงินทองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อเพื่อนขี้โลภของท้าวขี้คร้านทราบเรื่องความร่ำรวยของท้าวขี้คร้านก็อยากจะร่ำรวยบ้าง จึงสอบถามท้าวขี้คร้านถึงวิธีการที่ทำให้ตนร่ำรวย ท้าวขี้คร้านบอกเพื่อนขี้โลภทุกอย่างส่วนเพื่อนขี้โลภก็ทำตามที่ท้าวขี้คร้านบอกทุกอย่างแต่ตอนสุดท้ายตอนที่เพื่อนขี้โลภแกล้งตาย นางผีกองกอยก็นำทองมาทำบุญให้เหมือนเคย แต่เพื่อนขี้โลภลืมไปว่าตนต้องแกล้งตายให้ตลอด จึงถามนางผีกองกอยว่า มีทองอีกไหม? นางผีกองกอยรู้แล้วว่าตนโดนเพื่อนขี้โลภหลอกลวงนางจึงทำให้เพื่อนขี้โลภได้ตายสมใจจริงๆ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=101"
    },
    {
      "title": "ปลาหมอตายเพราะปาก",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ทวี มุขธระโกษา",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่ง มีลุงคนหนึ่ง ชื่อลุงแจ้ แกเก่งในเรื่องทำกะแช่ แต่กะแช่เป็นของผิดกฎหมาย ตำรวจพยายามจะจับแกหลายครั้งแล้วแต่ก็จับไม่ได้เพราะไม่มีของกลาง เวลามีงานบุญแกก็จะเอากะแช่ไปขายตลอด ครั้นพอถึงงานบวชลูกชายกำนัน แกก็ไป แต่ไม่ได้เอากะแช่ไปขาย เพราะกำนันไม่เล่นด้วย แกก็ไปเจอกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง พูดถูกคอถูกใจแกมาก และแกก็เมาด้วย แกเลยเผลอบอกความลับที่ซ่อนกะแช่ให้หนุ่มผู้นั้นฟัง พอรุ่งขึ้นตำรวจและกำนันก็ได้มาที่บ้านแก พอแกตื่นขึ้นมาเจอ ถึงกับสร่างเมา และพูดว่า &ldquo;ตายแล้วกู ปลาหมอตายเพราะปากแท้ๆ&rdquo; แล้วแกก็โดนจับไป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=102"
    },
    {
      "title": "หมากับแมว",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "กฤชกร เพชรนอก",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งชื่อว่า นายบุญ อาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพัง พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เด็กๆ พ่อสอนเขาว่า เวลาไปไหนมาไหน จะต้องเอาของติดไม้ติดมือกลับมาด้วย วันนั้นนายบุญได้ออกไปหาของในป่า แต่เขากลับไม่ได้อะไรติดมือกลับมาด้วยเลย พลันเหลือบไปเห็นซากงูตัวหนึ่งจึงเอาเชือกลากงูกลับมาบ้านด้วย แล้วแขวนไว้รั้วหน้าบ้าน แล้วมีอีแร้งตัวหนึ่งหิวโหยมากๆ เห็นซากกูตรงรั้ว ก็เลยโฉบเอาไปกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็นึกซาบซึ้งบุญคุณจึงได้คายแก้วสารพัดนึกให้กับนายบุญ นายบุญจึงมีฐานะร่ำรวย พอเศรษฐีรู้เข้าจึงวางแผนเพื่อที่จะแย่งแก้วสารพัดนึกมา และเขาก็ทำสำเร็จ ครั้นพอนายบุญรู้ว่าแก้วสารพัดนึกหายไปก็เสียใจ หมากับแมวที่เฝ้าบ้านนั้นรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงไปบ้านของเศรษฐีผู้นั้น แล้ววางแผนเข้าแก้วสารพัดนึกคืนมาจนได้ ระหว่างทางกลับหมาเผลอทำแก้วสารพัดนึกตกลงไปในคลอง แมวจึงคิดวิธีที่จะเอาขึ้นมาให้ได้ และก็เอาขึ้นมาได้สำเร็จ พอกลับมาบ้านหมาก็มาถึงก่อนแล้วเอาแก้วสารพัดนึกนั้นไปให้นายบุญ เขาดีใจมาก แมวมาทีหลังจึงบอกกับนายบุญว่าหมาเกือบทำลูกแก้วหาย นายบุญโกรธมาก จึงให้หมานอนใต้ถุนบ้าน จากนั้นมา หมากับแมวก็เลยไม่ถูกกัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=103"
    },
    {
      "title": "พรหนึ่งข้อ",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "ซอย  รอยจันทร์ศรี",
      "description": "<p>นานมาแล้วมียาจกหนุ่มคนหนึ่ง อาศัยอยู่คนเดียวในหมู่บ้านชาวจีน เขามีอาชีพขอทาน ตอนเย็นเขาจะคอยไปเก็บเศษอาหารตามร้านค้ากิน เขาเป็นคนโลภมากและขี้เกียจ แต่มีวันหนึ่งเขาก็เก็บเศษอาหารกินอยู่ ในเศษอาหารนั้นมีตาปลาวิเศษ ตาปลานั้นมีสีฟ้าข้างในเป็นสีดำกลมเม็ดใหญ่ เขามองเห็นจึงเก็บมาเพื่อไปขายเพราะมองดูแปลกดีไม่เคยเห็นมาก่อน เขาคิดว่าถ้าขายคงได้เงินมาก แต่ก่อนที่เขาจะเอาไปขาย เขาได้นำไปไว้ในบ้าน วางไว้ข้างหมอนแล้วนอนหลับไป แล้วเขาก็เห็นหญิงสาวงามเหมือนเทพธิดามาหาเขาแล้วพูดกับเขาว่า เรามีพรให้เจ้าหนึ่งข้อขออะไรเราก็ได้ ยาจกคนนั้นพูดว่า ข้าอยากได้นิ้ววิเศษชี้อะไรก็เป็นทองคำไปหมด เทพธิดาก็ให้ตามที่เขาขอ เขารีบไปชี้อ่างน้ำ อ่างนั้นก็กลายเป็นทองคำ ชี้ประตู ประตูก็กลายเป็นทองคำ ชี้บ้าน บ้านก็เป็นทองคำ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทองคำไปหมดแม้กระทั่งของกิน เขาหิวมากแต่ก็กินอะไรไม่ได้ ในที่สุดเขาก็ตะโกนออกไปว่า หยุด แล้วทุกสิ่งที่ได้กลายเป็นทองก็กลายเป็นอยู่ในสภาพเดิม ยาจกหนุ่มก็กลายเป็นยาจกเข็ญใจเช่นเดิม</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=104"
    },
    {
      "title": "พญากินรำ",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "สุนัญญา  มะลาด",
      "description": "<p>มีหญิงปากร้ายคนหนึ่งได้เข้าวังไปเป็นแม่ครัวให้พระราชา พระราชาให้นางปรุงอาหารทำจากรำ หรือภาษาอีสานเรียกว่า ฮำ ถวายพระองค์ทุกวัน พร้อมคาดโทษไว้ว่า ห้ามแพร่งพรายบอกความลับเรื่องพญากินรำให้ใครฟังโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นหัวนางจะขาด หญิงปากร้ายอดนิสัยปากร้ายไม่ได้ แต่ไม่กล้าไปพูดกับใคร เมื่ออึดอัดใจมากจนทนไม่ไหว นางก็เข้าไปในป่าลึก ไปตะโกนใส่ต้นไม้ว่าเจ้าข้าเอย พญากินรำแทนข้าวซึ่งผิดประเพณีบ้านเมือง เมื่อนางพูดเสร็จนางก็สบายใจจึงกลับเข้าวัง<br />\r\nวันหนึ่งกลองในวังแตก ทหารเดินเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาไม้มาทำกลองใหม่ เมื่อทำเสร็จก็ทดลองตีกลองดูปรากฏว่าเสียงกลองดัง ฮำ ฮำ ฮำ ทหารจึงขึงกลองเสียงใหม่แล้วทดลองตีอีกก็เกิดเสียงดังสนั่นทั่วเมืองว่า ฮำ ฮำ ฮำ เสนาอำมาตย์จึงนำความเข้าทูลพระราชา พระราชาให้ยามจับยามสามตาดูก็พอว่า มีคนไปพูดจาประหลาดที่ต้นไม้ พระราชาสั่งให้สอบสวน ก็ทราบว่าหญิงปากร้ายนั้นเองที่ไปพูดร้ายให้พระราชา พระราชาจึงประหารชีวิตหญิงปากร้ายเสีย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=105"
    },
    {
      "title": "น้ำใจคน",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "ศิริญภรณ์  โวลา",
      "description": "",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=106"
    },
    {
      "title": "กากินบ้ง",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "มนูญ  อุตรินทร์",
      "description": "<p>อีกาตัวหนึ่งเห็นหนอนนอนตากแดดอยู่บนใบไม้ ก็คิดอยากกิน ก็เลยร่อนลงมาจะคาบเอาหนอน หนอนได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมาดู ก็เห็นว่ามีอีกาจะมากินตนเลยไหว้ขอชีวิต หนอนพูดว่า ถ้าจะกินหนอนจริงๆก็ให้แก้ปัญหาคำทายให้ได้ก่อน อีกาก็เลยยอมฟัง หนอนเลยทาย<br />\r\nหนอนถามว่า แหลมสุดแหลมคืออะไร<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เบาสุดเบาคืออะไร<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไวสุดไวคืออะไร<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แรงสุดแรงคืออะไร<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หนักสุดหนักคืออะไร<br />\r\nอีกาก็รีบตอบไปว่า<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แหลมสุดแหลมคือ ลูกศร<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เบาสุดเบาคือ นุ่น<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไวสุดไวคือ ม้ามณีกาบ<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แรงสุดแรงคือ ช้าง<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หนักสุกหนักคือ ลูกโลก<br />\r\nหนอนบอกว่าคำตอบของกาไม่ถูกสักข้อ อีกาเลยโกรธมากเพราะตัวเองตอบผิดหมด ก็เลยกระโจนเข้าไปกินหนอน หนอนเลยบอกว่า กาจะกินมันไม่ได้ ต้องไปหาคนกลางมาตัดสิน ก็เลยพากันไปหาคนมาตัดสิน พอผู้มีปัญญามาถึง ทั้งสองก็เล่าเรื่องให้ฟัง พอผู้มีปัญญาฟังแล้วก็ให้หนอนเฉลยคำตอบ หนอนตอบว่า<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แหลมสุดแหลมคือ ปัญญา<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เบาสุดเบาคือ มโนธรรมอันดีงาม<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไวสุดไวคือ ความคิด<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แรงสุดแรงคือ ความเป็นธรรม<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หนักสุดหนักคือ ใจบาป<br />\r\nผู้มีปัญญานั่งคิดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วก็เลยผงกหัว แล้วบอกว่าหนอนตอบถูก แล้วบอกอีกาว่าไม่ให้กินหนอน<br />\r\nตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอีกาก็ไม่พอใจมากเพราะว่าตัวเองแพ้หนอน เลยอาฆาตแค้นหนอน สั่งสอนให้ลูกหลานกาจิกกินหนอนไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=107"
    },
    {
      "title": "มะกอกทองคำ",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "เพ็ญประภา  ทองเภ้า",
      "description": "<p>&nbsp;กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชายคนหนึ่งมีโชค ขุดพบทรัพย์สมบัติมหาศาล แต่ด้วยความเกรงกลัวว่ามันจะหาย หรือถูกขโมย จึงได้นำไปบรรจุไว้ในไหแล้วนำไปฝากเจ้าเมืองไว้เมื่อเอาไปฝากเจ้าเมืองๆ ถามว่าไหอะไรชายผู้นั้นก็ตอบว่าไหมะกอก เมื่อชายผู้นั้นฝากไว้ได้ไม่นานนักเจ้าเมืองก็เกิดความสงสัยว่าเป็นไหอะไรจึงแอบเปิดดูและพบว่ามีทรัพย์สมบัติมากมาย โดยเฉพาะเงินทองเหลืองอร่าม จึงได้สับเปลี่ยนเอาทองคำออก และนำมะกอกใส่เข้าไปแทนเมื่อชายผู้นั้นมารับไหกลับไปเขาพบว่าในไหมีมะกอกอยู่เต็มไปหมด เขาจึงนำไหกลับไปหาเจ้าเมืองเพื่อทวงทองคำคืน แต่เจ้าเมืองให้การปฏิเสธว่า ตอนที่เอามาฝากบอกว่าเป็นมะกอก ตอนเอากลับก็ต้องเป็นมะกอก เมื่อชายผู้นั้นหมดหนทางที่จะต่อสู้ เขาจึงเดินทางกลับ ในระหว่างที่เดินทางกลับด้วยท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เขาได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับฟังเรื่องราวและอาสาจะช่วยเอาทองคำกลับมาให้จงได้ ดังนั้นเด็กหญิงจึงออกอุบายเดินทางไปป่าวประกาศให้เจ้าเมืองได้รู้ว่า ตนสามารถเปลี่ยนมะกอกให้เป็นทองได้ ฝ่ายเจ้าเมืองเมื่อรู้ข่าวจึงให้ทหารไปจับเด็กคนนั้นมาลงโทษฐานโกหกหลอกลวงประชาชน เด็กหญิงจึงให้การว่า ขนาดเจ้าเมืองยังสามารถเปลี่ยนทองคำให้เป็นมะกอกได้ ทำไมตนจะไม่สามารถเปลี่ยนมะกอกให้เป็นทองคำได้บ้าง เมื่อเจ้าเมืองได้ยินดังนั้นจึงสำนึกผิด จึงตัดสินใจนำทองคำกลับไปคืนให้เจ้าของ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=108"
    },
    {
      "title": "เซียงเมี่ยงกับหอย",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สุนัญญา  มะลาด",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเซียงเมี่ยงเป็นคนอวดดีมาก วันหนึ่งเซียงเมี่ยงได้เจอหอย ก็เลยท้าหอยให้วิ่งแข่งกัน</p>\r\n\r\n<p>เซียงเมี่ยงว่า เรามาแข่งวิ่งกันดีไหม</p>\r\n\r\n<p>หอยบอกว่า เราไปปรึกษาเพื่อนก่อนนะ</p>\r\n\r\n<p>เซียงเมี่ยงตอบ &nbsp;จะไปก็รีบไปรีบมาบอกนะ</p>\r\n\r\n<p>พวกหอยเลยมาชุมนุมกันเพื่อปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี</p>\r\n\r\n<p>ในที่สุดหอยตัวหนึ่งก็พูดว่า &nbsp;เราก็มาต่อแถวกันยาวไปถึงเส้นชัย เราตัวเล็กเซียงเมี่ยงมองไม่เห็นเราหรอก &nbsp;เวลาวิ่งให้เซียงเมี่ยงร้องเรียกเราว่าหอย ให้หอยตัวใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าร้องตอบว่า กู๊ก เท่านั้นเราก็ชนะเซียงเมี่ยงแล้ว</p>\r\n\r\n<p>แล้วการแข่งขันก็เริ่มขึ้น โดยมีกาเป็นผู้ตัดสิน กาปล่อยตัวนักวิ่ง เซียงเมี่ยงวิ่งสุดแรงแล้วเซียงเมี่ยงก็ร้องว่า หอย</p>\r\n\r\n<p>หอยตัวที่อยู่ข้างหน้าก็ตอบว่า กู๊ก...</p>\r\n\r\n<p>เซียงเมี่ยงก็วิ่งต่อไปอีก เซียงเมี่ยงก็ร้องเรียกว่า หอย...หอยตัวที่อยู่ข้างหน้าก็ตอบว่ากู๊ก...เซียงเมี่ยงก็วิ่งต่อไปอีก เซียงเมี่ยงก็ร้องเรียนว่าหอย...หอยตัวที่อยู่ข้างหน้าก็ตอบว่า กู๊ก...เซียงเมี่ยงก็วิ่งต่อไปอีกอย่างแรง จนกระทั่งสลบอยู่กลางทาง สรุปว่าหอยเป็นผู้ชนะ<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=109"
    },
    {
      "title": "นกนางแอ่น",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "อังคาร กัลยาณพงศ์",
      "description": "<p>นกนางแอ่นฝูงหนึ่งอาศัยที่เกาะร้างกลางมหาสมุทร ลมมรสุมแรงทำให้แม่นกและลูกนกต้องพรากจากกัน ลูกนกเฝ้าออกตามหาแม่นกมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่เจอ แม่นกก็เช่นเดียวกันเฝ้าตามหาลูกอยู่หลายปีแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ &nbsp;ยังไม่ทันได้เจอลูก แม่นกก็ถูกคลื่นทะเลสาดฟาดร่างจมหายไปในทะเลลึก แม่นกได้เกิดใหม่อาศัยอยู่ในฝาหอย ลุกนกเล่าเรื่องให้แม่หอยฟังว่าเธอเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีแม่และน้อยใจคิดว่าแม่ทิ้งไปเพราะไม่รัก โดยหารู้ไม่ว่าหอยตัวนั้นคือแม่ของตน แม่หอยได้ฟังแล้วก็คิดในใจว่าชาติที่แล้วแม่ตายไปยังไม่ทันได้ป้อนเหยื่อให้ เจ้ากินชาตินี้แม่ขอให้ลูกกินแม่ในชาตินี้แทนสิ้นเสียง แม่นกในร่างหอยก็สิ้นลม ลูกนกมารู้ที่หลังว่าหอยตัวนั้นคือแม่ของตนลุกนกก็ฟุบกลิ้งจนสลบสลายตายตาม แม่ไป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=110"
    },
    {
      "title": "ท้าวกำพร้าไก่แก้ว",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีอยู่วันหนึ่งท้าวกำพร้าเห็นไก่ตัวหนึ่งสวยงามและมีกลิ่นหอมมาก จึงไล่จับ แต่จับได้เพียงแค่ขน แต่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งพระนครจนเรื่องรู้ไปถึงพระราชา จึงได้ประกาศหาคนไปจับไก่แก้ว ท้าวกำพร้าจึงอาสาจะลงไปจับ แต่มีข้อแม้ว่าพระราชาจะต้องเลี้ยงดูแม่ของตนให้อยู่ดีกินดีครบถ้วน หลังจากที่ท้าวกำพร้าลงไปในรู ก็ได้เห็นหญิงสาวรูปงาม(ซึ่งนั่นก็คือไก่แก้ว) ทั้งสองเกิดความรักเลยได้เป็นสามีภรรยากัน แต่ก็ถูกพระราชากลั่นแกล้งแย่งนางไป ร้อนถึงเทวดาที่ต้องช่วยเหลือท้าวกำพร้า และพอท้าวรู้ว่าพระราชาทำผิดคำสัญญาและเอาภรรยาของตนไป จึงทำสงครามสู้รบกัน จนท้าวกำพร้าชนะ เลยได้ครองเมือง และภรรยากลับคืนมา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=111"
    },
    {
      "title": "กับแก้กับงูเขียว",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "บุดดา ยืนชีวิต",
      "description": "<p>มีแม่ผัวลูกสะใภ้คู่หนึ่ง ไม่ถูกกัน ทะเลาะกันทุกครั้ง ทางลูกชายก็อึดอัด จะเข้าข้างแม่ก็เห็นแก่เมีย พอจะเข้าข้างเมียก็เห็นแก่แม่ เขาเลยอดทนมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีกันสักที &nbsp;ได้แต่เก็บเอาความทุกข์ไว้คนเดียวจนล้มป่วยลงแล้วก็ตายไป การตายของลูกชายก็ยิ่งทำให้แม่และเมียทะเลาะกันมากขึ้น ต่างก็โทษกันไปมา ตบตีกันปางตาย โดยก่อนตายแม่ผัวได้อธิษฐานว่า &ldquo;ถ้าเกิดชาติใดก็ตาม ขอให้ได้ทำลายลูกสะใภ้ชาติชั่วทุกชาติเถิด&rdquo; ทางลูกสะใภ้ได้ยินอย่างนั้นเลยพูดว่า &ldquo;ถ้าข้าพเจ้าเกิดชาติใดก็ตามขอให้ได้ทำลายแม่ผัวใจร้ายทุกชาติด้วยเถิด&rdquo; เมื่อคนทั้งสองตายไป ลูกสะใภ้กลับมาเกิดเป็นงูเขียว แม่ผัวกลับไปเกิดเป็นตุ๊กแก ด้วยเหตุที่คนทั้งสองมีจิตใจผูกพยาบาทต่อกัน ดังนั้น เวลางูเขียวออกไข่ตุ๊กแกจะพยายามขโมยกินไข่งูเขียวทุกที เมื่อตุ๊กแกตับแก่จะร้องอ้อแอ้ ๆ งูเขียวก็จะมารัดและล้วงกินตับตุ๊กแกทุกที &nbsp;สัตว์ทั้งสองเลยไม่ถูกกันนับแต่โบราณมาจนกระทั่งปัจจุบัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=112"
    },
    {
      "title": "ธุระไม่ใช่",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีชาวนาสองคนผัวเมียก่อร่างสร้างตัวจนเป็นเศรษฐี มีที่นาเป็นพันๆ ไร่มีคนงานฝ่ายต่างๆหลายฝ่ายช่วยทำนาเมื่อขายข้าวได้เศรษฐีก็เอาเงินมาจ้างคนงานเหล่านี้ อยู่มาปีหนึ่งรายได้จากการขายข้าวไม่พอที่จะจ้างคนงาน เศรษฐีเกิดความสงสัยว่าพวกที่ขายข้าวคงยักยอกเงินไว้ จึงเรียกมาถาม พวกขายข้าวก็ตอบว่า เพราะพวกนวดข้าวส่งมาให้เท่านี้ เศรษฐีจึงไปถามพวกนวดข้าว พวกนวดข้าวก็ตอบว่าเก็บข้าวได้เท่าใดก็นวดเท่านั้น เศรษฐีจึงไปถามพวกเก็บข้าว พวกเก็บข้าวก็ตอบว่า พวกดำนาได้เท่าใดก็เก็บเท่านั้น เศรษฐีจึงไปถามพวกดำนาว่าทำไมดำนาไม่หมด ปล่อยให้ที่นาบางแห่งว่างเปล่า พวกดำนาก็ตอบว่า เขาไถได้เท่าใดก็ดำได้เท่านั้น เศรษฐีจึงได้ถามพวกไถนาว่า ทำไมไม่ไถนาให้หมด พวกไถนาก็ตอบว่า เพราะวัวแต่ละตัวผอมมากไม่มีแรงที่จะไถนาได้หมด เศรษฐีจึงไปถามพวกเลี้ยงวัวว่า เลี้ยงวัวอย่างไรวัวจึงได้ผอมเช่นนั้น พวกเลี้ยงวัวก็ตอบว่าพวกเขาได้ตัดหญ้ามาให้วัวกินเป็นประจำแต่วัวไม่ค่อยได้กิน พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เศรษฐีเกิดความสงสัยจึงไปเฝ้าดูเวลาวัวกินหญ้าก็เห็นสุนัขตัวโปรดเห่าและขบกัดวัว ทั้งๆที่ตัวมันเองไม่ได้กินหญ้านั้นเลย คนเลี้ยงวัวก็ไม่กล้าตีสุนัขตัวนั้น เพราะเป็นสุนัขตัวโปรดของเศรษฐี เศรษฐีจึงได้ทราบสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้ขายข้าวได้น้อยจึงคิดว่าสุนัขตัวนี้ ธุระเองก็ไม่ใช่ แต่ชอบไปยุ่งเรื่องคนอื่น เศรษฐีจึงไล่สุนัขตัวนี้ออกจากบ้าน การทำนา ขายข้าว จึงได้ผลผลิตดีเหมือนเดิม&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=113"
    },
    {
      "title": "ทำไมเสือจึงมีลาย",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาวกินสมัยโบราณ คนกับสัตว์สามารถสื่อภาษากันได้ ณ วันหนึ่งมีชายที่ชื่อลันดา มีไหวพริบดีเป็นพิเศษ ได้ออกไปตัดหวายอยู่ในป่าเพื่อจะเอามาใช้ประโยชน์ มีเสือตัวหนึ่งมาเจอ จะจับชายที่ชื่อลันดาเป็นอาหาร ลันดาขอต่อรองว่า &ldquo;จะกินก็ได้แต่ขอตัดหวายให้เสร็จก่อน ลูกเมียจะได้ปลอดภัย&rdquo; เสือก็สงสัยเลยถามว่า &ldquo;มีอะไรเกิดขึ้น จึงไม่ปลอดภัย&rdquo; ลันดาก็ตอบว่า &ldquo;น้ำจะเดือดเสือก็ต้องตาย ถ้าไม่ผูกคอด้วยหวายไว้ก่อน&rdquo; เสือกลัวตายจึงขอร้องให้ลันดาช่วยผูกคอให้ ลันดาก็ทำท่าไม่อยากผูกให้ เพราะถ้าผูกคอให้เสือก็จะจับตนกินอยู่ดี เสือก็รับปากว่าจะไม่จับกินและอ้อนวอนให้ลันดาผูกคอให้ ลันดาก็ทำท่าจำใจและเห็นใจเสือ จึงผูกคอให้และเอาปลายหวายอีกข้างผูกติดกับต้นไม้อย่างแข็งแรงและมั่นใจว่าเสือดิ้นไม่หลุดแน่ เมื่อเสร็จแล้วลันดาจึงตัดหวายลำที่เหมาะมือทำเป็นแส้ แล้วก็ลงมือเฆี่ยนเสือจนเสือยอมจำนนเป็นผู้รับใช้ลันดา ลันดาจึงปล่อยเสือและเสือจึงมีลายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=114"
    },
    {
      "title": "ตะเกียงวิเศษ",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "สวาสดิ์ ท้าวอานนท์",
      "description": "<p>มีชายหนุ่มคนหนึ่งเกียจคร้านไม่ทำงานทำการ แต่รสนิยมสูง วันหนึ่งเขาไปปรึกษาแม่ว่า ผมอยากมีบ้านส่วนตัวสักหลังหนึ่ง แม่จึงแนะนำให้เขาไปหาหลวงตาทอง เมื่อเขาไปถึงกุฏิจึงเอ่ยว่า อยากได้บ้านขนาดสองห้องนอนสามห้องน้ำพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก หลวงตาทองจึงรับปากว่าจะช่วยและมอบตะเกียงวิเศษเก่าใบหนึ่งให้ บอกว่าเมื่อเอ็งกลับถึงบ้านแล้ว ให้จุดธูปเทียนบูชานั่งอธิษฐานจิตจากนั้นใช้มือถูข้างๆ ตะเกียง สักพักหนึ่งจะมัยักษ์ปรากฏตัวออกมาอยากได้อะไรก็ขอกับยักษ์ตนนั้น ชายหนุ่มก็ทำตามขั้นตอนดังกล่าวเมื่อยักษ์ออกมาตะเกียงแล้วเขาจึงขอบ้านขนาดสองห้องนอน มีห้องครัว ห้องรับแขก ติดเครื่องปรับอากาศพร้อมโทรทัศน์ ยักษ์ถามว่าแค่นี้หรือที่ท่านต้องการ แล้วยักษ์ก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า อ้ายโง่ ถ้าฉันสามารถเนรมิตบ้านสวยๆ ได้เอง ฉันคงไม่ซุกหัวนอนอยู่ในตะเกียงบ้าๆ ใบนี้หรอก แล้วยักษ์ก็หายวับเข้าไปในตะเกียง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=115"
    },
    {
      "title": "แม่หม้ายตาโป",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "อ่อนตา ประกาเวสา",
      "description": "<p>ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีแม่หม้ายตาโปอาศัยอยู่กับลูก เพราะสามีของหล่อนได้ตายไปนานแล้ว สองแม่ลูกถึงจะจนแต่ไม่เคยเบียดเบียนใคร และยังเป็นคนชอบทำบุญ วันหนึ่งแม่หม้ายตาโปก็ได้ไปเก็บมะม่วง ตอนนั้นก็เย็นมากแล้ว บรรยากาศก็วังเวงและเงียบ แต่แล้วก็มีเสียงที่มาทำลายความเงียบก็คือ เสียงของงูเหลือมตัวใหญ่ งูตัวนั้นต้องการจะช่วยแม่หม้ายตาโปเก็บมะม่วงแต่มีข้อแม้ว่า ให้มันนอนกับลูกสาวของแม่หม้าย แม่หม้ายตาโปก็ตกลง งูก็ช่วยแม่หม้ายตาโปเก็บมะม่วงจนได้เต็มตะกร้า พอตกเย็นงูก็ได้ไปที่บ้านแม่หม้ายตาโปตามคำพูด พอจะนอนงูเหลือมก็ถอดคราบออก กลายเป็นหนุ่มรูปงาม ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวยายมาและตามีสองผัวเมียข้างบ้านที่เห็นเหตุการณ์ตลอดเวลา ก็เกิดอิจฉาริษยา จึงตกลงกันว่าจะไปหางูมาให้ลูกบ้าง พอเช้าตรู่ สองตายายก็ได้ออกไปหางู พอกลับมาถึงบ้าน ยายมาก็จัดแจงให้ลูกสาวนอนกับงู สักพักก็ได้ยินเสียงของลูกสาวร้องขอความช่วยเหลือก็คิดว่าคงไม่มีอะไร แต่เห็นเสียงร้องเงียบไปนานจึงได้เข้าไปดู พอเปิดประตูเข้าไปก็พบกับภาพที่น่ากลัว งูใหญ่กำลังกลืนลูกสาวของยายมาเข้าไปจะช่วยก็ช่วยไม่ทันจึงได้แต่ร้องไห้ ทั้งสองไม่รู้ว่าแม่หม้ายตาโปได้ทำแต่ความดีจึงมีแต่สิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับชีวิต ส่วนยายมากับตามีมีแต่ความอิจฉาริษยาจึงมีแต่ความเศร้าเกิดขึ้น ยายมาร้องไห้ไม่ยอมหยุดแกจึงเป็นลมไป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=116"
    },
    {
      "title": "วัวทรงพลัง",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "อานุภาพ ปะจิตตังโข",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีพ่อค้ากับวัวคู่ทุกข์คู่ยากอาศัยอยู่ในเมืองเมืองหนึ่ง เช้าวันต่อมาวัวกับเจ้านายไปขายสินค้าตามหัวเมืองต่างๆ มีพ่อค้าคนหนึ่งมาบอกว่า ท่านเอาสินค้าจำนวนมหาศาลมาได้อย่างไร พ่อค้าก็บอกว่าใช้หัวลากมาเพียงตัวเดียวก็ขายอีกคนไม่เชื่อจึงเกิดการพนันกันขึ้นเป็นจำนวนแสนตำลึง วันต่อมาได้ไปที่นัดหมายเจ้านายบอกวัวว่า ถ้าข้าแพ้ให้เจ้าอดหญ้าอยู่ในคอก เจ้าวัวเกิดน้อยใจ ก็เลยลากเกวียนไปไม่ถึงเส้นชัย เจ้าของวัวสงสัยว่าทำไมวัวจึงไม่สามารถลากเกวียนไปได้ทำให้ข้ากล้องเสียพนันอย่างมหาศาล มันเลยบอกว่าที่ข้าไม่สามารถลากเกวียนไปได้นั้นเพราะเข้าพูดกับข้าไม่สุภาพ เจ้าของวัวจึงกล่าวขอโทษวัว วัวเกิดสงสารเจ้าของ เลยบอกให้ไปท้าพนันกับเศรษฐีโดยท้าพนันเป็นสองเท่า เจ้าของวัวดีใจมาก จึงรีบไปท้าพนัน ทั้งสองฝ่ายตกลงกันทันที ต่อมาวันหลังที่วัวลากเกวียนเจ้าของวัวพูดกับวัวว่า เจ้าโคผู้ทรงพลังลูกรัก ว่าแล้วเจ้าโคได้ฟังก็สามารถลากเกวียนไปถึงเส้นชัยในที่สุด เจ้าของวัวก็ชนะการพนัน ดีใจมากก็เลยเข้ากอดวัวและพูดว่าเจ้ามีพลังมากที่สุด เจ้ามีความสามารถมากที่สุด</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=117"
    },
    {
      "title": "ดาวลูกไก่",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "วัชเรสรวง",
      "description": "<p>มีตากับยายเลี้ยงไก่ไว้ใต้ถุนบ้าน แม่ไก่ฟักไข่ได้ลูกไก่เจ็ดฟอง วันหนึ่งมีพระธุดงค์มาลงกรดในชายป่าใกล้บ้านตากับยาย ตากับยายไม่มีอะไรจะกินเพราะยากจนมาก แต่ก็ยังคิดจะใส่บาตรพระอย่างไรด้วย เพราะพระก็คงจะหิวเช่นกัน<br />\r\nตาก็ปรึกษากับยายว่า เราก็ไม่มีอะไรจะถวายพระเลย ท่านคงต้องหิวแน่แน่ ยายก็เห็นด้วย แล้วตาก็เกิดความคิด เออยาย เราก็มีแม่ไก่อยู่นะถ้าเราทำต้มไก่ถวายท่านเราก็คงจะได้บุญไม่น้อย<br />\r\nยายก็ไม่เห็นด้วยแต่เมื่อคิดว่าพระธุดงค์คงจะหิวมากจริงๆ เพราะยังไม่มีใครเอาอาหารมาถวายเลย ยายก็เลยยอม<br />\r\nฝ่ายแม่ไก่น้ำตาไหลเรียกลูกให้มาซุกใต้ปีก และขอกกลูกเป็นครั้งสุดท้ายเพราะตอนเช้าจะต้องตายแน่นอน<br />\r\nตอนเช้าตากับยายก็นำหน้าไก่ไปทำอาหาร ฝ่ายลูกไก่ทั้งเจ็ดเหมือนถูกดวงใจ จึงพากันกระโดดเข้ากองไฟตายตามแม่ไก่ ด้วยอานิสงส์ใจประเสริฐลูกไก่จึงไปเกิดเป็นดาว<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=118"
    },
    {
      "title": "ยักษ์เกเร",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "พิสิฐ น้อยวังคลัง",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมียักษ์เกเรตนหนึ่งเกเรมากชอบรุกรานและรังแกผู้คนชาวบ้าน ยักษ์ตนนี้อาศัยอยู่ในถ้ำ อยู่มาวันหนึ่งผู้คนเกิดความรำคาญทนไม่ไหว จึงเอาเปลือกกล้วยไปวางไว้หน้าถ้ำ พอยักษ์เดินออกมานอกถ้ำ จึงเหยียบเปลือกกล้วยแล้วลื่นล้มลง เจ้ายักษ์เกเรโกรธมาก นึกว่าก้อนหินแกล้ง จึงพังทลายก้อนหินจนถ้ำถล่มลงมาทับเจ้ายักษ์เกเรตาย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=119"
    },
    {
      "title": "ยายม่วง",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "กฤษฎา โยธายุทธ",
      "description": "<p>มียายแก่คนหนึ่งชื่อยายม่วง แกถือเสียมเดินไปทุ่งนาพอมาถึงที่นาแกก็วางเสียลงไว้ข้างข้างๆ แล้วอธิษฐานอ้อนวอน ศาลตาแฮ้วดลบันดาลให้ฝนตกน้ำท่าอุดมสมบูรณ์บริเวณที่นาของแกและลูกเขยเท่านั้นแต่พอพูดจบเสียมที่แกวางไว้ก็ล้มลงมาโดนหัวแก หลังจากนั้น ยายจึงอธิฐานใหม่ว่า ถ้างั้นก็ขอให้ฝนตกน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ไปทั่วๆทุกบริเวณก็แล้วกัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=120"
    },
    {
      "title": "ผีหลังกลวง",
      "type": "นิทานผี",
      "creator": "พิไล กล้าหาญ",
      "description": "<p>ทุกๆวันผู้คนในหมู่บ้านทุ่งสาต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาตำข้าว แต่ละบ้านก็จะตั้งอยู่ห่างกันมีต้นไม้หนาทึบน่ากลัว ในยามเมือ บ้านของนางก็เช่นเดียวกันนางจะตื่นเช้ามาตำข้าว มีวันหนึ่งนางก็ตื่นมาตำข้าวตามปกติแต่บรรยากาศวันนั้น วังเวงน่ากลัวพิลึก ตอนที่นางกำลังตำข้าวอยู่นั่นเอง ก็มีเงาดำดำมายืนอยู่ข้างหลัง และเปล่งเสียงเย็นๆออกมาว่าให้ &quot;ให้ข่อยซอยบ่&quot; นางหันหลัง ไปเจอกับภาพของผีที่หน้าตาน่ากลัวเคยได้ยินแต่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่าจะมีผีหลังกลวง หลังของมันจะไม่เหมือนคนทั่วไป คือช่องท้องจะโหว่ไปเลย นางก็เพิ่งจะเจอด้วยตัวเอง ท่านใดนั้นนางก็ตอบไปว่า &quot;ถ่าแป๊บนึง ไปเอาข้าวก่อน&quot; ผีหลังกลวงก็รอ แต่ก็ไม่เห็นนางกลับลงมาผีตนนั้นก็เลยขึ้นไปตามแล้วก็คลำเท้าดู พอไปเจอเท้าข้างหนึ่งเย็น เพราะนางเพิ่งจะลงไปตำข้าวข้างล่าง ผีจึงหักคอนางเสีย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=121"
    },
    {
      "title": "สามสหายสามโรค",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp;มีเพื่อนสหายสามคนมีอาการเป็นโรคคนละอย่าง คนหนึ่งเป็นกลาก คนหนึ่งเป็นหิด อีกหนึ่งคนเป็นโรคตาแฉะ คนเป็นกลากมีเม็ดผื่นทั่วร่างกาย คนเป็นหิด มีน้ำเหลืองไหลตามง่ามมือ ง่ามเท้าคัน คนตาแฉะจะมีน้ำเหลือง คันในตาและมีแมลงหวี่มาตอมลอดเวลา วันหนึ่ง ทั้งสามไปเที่ยวและพนันกันไว้ว่าคนเป็นกลากกับหิดต้องไม่เกา คนที่ตาแฉะต้องไม่ตบแมลงหวี่ เวลาผ่านไปไม่นาน ทั้งสามทนไม่ไหว จึงคิดอุบายคนเป็นกลากพูดว่าเมื่อวานนี้พ่อไปซื้อวัวมา สวยงามมากหนังเป็นด่างทั่วร่างกาย ตรงนี้ ตรงนี้พลางเอามือเกา คันที่อกก็ด่างที่อก คันที่ท้องก็บอกด่างที่ท้อง คนเป็นหิดบอกว่าเมื่อวานไปหาปลาไหล เอามือพุ้ยโคลนปลาไหลต่างรัดและบิดกัน พลางเอามือสอดเข้าไปในเสื้อและพูดว่าบิดอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ คนสุดท้ายพูดพลางหัวเราะและเอามือทั้งสองตบกันใกล้ใบหน้า ผลตัดสินคือเสมอกัน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=122"
    },
    {
      "title": "หนวกพึง",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีครอบครัวหนึ่งมีพ่อแม่ พี่สาว น้องชาย ทำไร่ทำนาอยู่ชนบท เป็นครอบครัวที่อาภัพคือหูหนวกทั้งครอบครัว พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องกันนัก สมบัติที่ล้ำค่าคือควายที่พวกเขาใช้ทำนา คราวหนึ่งลูกชายนำควายไปเลี้ยงที่ริมถนน &nbsp;มีคนมาถามทางไปบ้านหนองอีเก้งลูกชายได้ยินว่าเขาถามซื้อควายจึงตอบว่าพ่อไม่ให้ขาย ชายหนุ่มไม่พอใจจึงพูดว่าถามอย่างหนึ่งตอบอย่างหนึ่ง ลูกชายเข้าใจว่าเขาลาตนจึงยกมือไหว้ &nbsp;เมื่อกลับบ้านมาจึงมาบอกพี่สาวว่ามีคนมาถามซื้อควาย พี่สาวเข้าใจว่าน้องชายตำหนิเกี่ยวกับการย้อมผ้า จึงตอบน้องชายอย่างไม่พอใจว่า เรื่องของข้าใช่ธุระของแกพี่สาวจึงไปฟ้องแม่เรื่องน้องชายตำหนิ แม่ได้ยินว่าลูกหาว่าตนไปขโมยห่อหมกปลาของพ่อที่เก็บไว้กินคนเดียวแม่จึงพูดว่า อีหนูให้ข้าตายก็ได้ แม่ไม่ได้ขโมย &nbsp;พอทำอาหารเสร็จแม่จึงไปต่อว่าผัวว่า อีหนูบอกว่าฉันไปขโมยห่อหมกปลาแก มาใส่ความฉันทำไม ข้างผัวเข้าใจว่า ตนนอกใจเมีย จึงพูดออกมาว่า โธ่ใครว่าฉันไปมีเมียใหม่ ฉันรักเธอจะตาย อย่าสงสัยอะไรเลย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=123"
    },
    {
      "title": "ไอ้ปั้นข้าวใหญ่",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; มีชาย 2 คน เป็นเพื่อนกันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน วันหนึ่งชายทั้งสองชวนกันไปตัดไม้ในป่าอยู่ไกลบ้าน เพื่อมาทำรั้วบ้าน ชายคนแรกละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบ รู้ว่าจะไปทำงานไกลบ้านต้องใช้เวลานาน จึงเตรียมอาหารกลางวันไปด้วย อาหารที่เตรียมไว้มีข้าวเหนียวนึ่ง ปั้นเป็นก้อนขนาดใหญ่และอาหาร ส่วนอีกคนไม่คิดรอบคอบไม่เตรียมอาหารไป จึงนำไปแต่มีดตัดไม้เท่านั้น<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อตัดไม้มากพอสมควรแล้วก็ชวนกันนั่งพัก แต่ได้ยังไม่มากตามต้องการ ขณะนั้นก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี จึงพากันไปล้างมือที่ริมลำธาร เพื่อดื่มน้ำและรับประทานอาหาร<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;ชายคนแรกล้างมือแล้วก็นำห่ออาหารมากิน เพื่อนอีกคนก็ไปล้างมือจึงร้องทักขึ้นว่า ล้างมือทำไมแกไม่ได้เอาข้าวมาจะมากินกับฉันไม่ได้<br />\r\n&nbsp; &nbsp; เพื่อนที่นำอาหารมาก็กินอย่างเอร็ดอร่อย อีกคนก็นั่งสูบยาและหวังว่าอาหารจะเหลือและก็เหลือจริงแต่อีกคนนำไปทิ้งลงในน้ำ<br />\r\n&nbsp; &nbsp; พอบ่ายทั้งสองก็ไปตัดไม้ไอ้ปั้นข้าวก็ถูกงูรัด เพื่อนอีกฝ่ายจึงสมน้ำหน้าแต่ก็อดสงสารไม่ได้จึงช่วย ไอ้ปั้นข้าวรอดตายละรับรองว่าจะไม่แกล้งเพื่อนอีก หากเพื่อนเดือดร้อน จำเป็นจะช่วย จะเลิกเป็นคนเห็นแก่ตัว</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=124"
    },
    {
      "title": "ม้าตัวผู้ออกลูก",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; มีชายหนุ่มกำพร้าพ่อแม่แต่เป็นคนดี มีม้าเพศเมียพันธุ์ไทยเป็นมรดกจากพ่อแม่ตัวหนึ่งลักษณะดี สวยงามและโตพอที่จะผสมพันธุ์<br />\r\n&nbsp; &nbsp; วันหนึ่งม้าของเจ้าเมืองหนีออกมาผสมและมูก เจ้าเมืองบังเอิญเห็นลูกม้า อยากได้มากและรู้ว่าเกิดจากม้าเทศของตนจึงสั่งให้คนมาบอกว่าลูกม้านี้ต้องเป็นของตนหากไม่มีม้าเทศตนก็จะมีลูกม้า<br />\r\n&nbsp; &nbsp; ฝ่ายชาวบ้านไม่พอใจจึงให้ตุลาการมาตัดสิน พอถึงวันนัดตุลาการไม่มาและมาวันถัดไป เจ้าเมืองจึงถามว่าทำไมเมื่อวานไม่มา ตุลาการตอบว่าเมื่อวานข้าพเจ้ามาเหมือนกันแต่มาถึงกลางทาง ได้เห็นฝูงปลาสร้อยกินใบมะขามอ่อน เห็นว่าเป็นลางร้ายจึงรีบกลับ<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;เจ้าเมืองพูดว่า โธ่ ปลาสร้อยกินใบมะขามอ่อนได้จริงหรือ มันเป็นไปได้ไง ตุลาการจึงย้อนกลับว่า ในทำนองเดียวกันม้าตัวผู้ออกลูกได้จริงหรอ<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;เจ้าเมืองได้ยินเช่นนั้นจึงจนปัญญา เพราะเหตุผลตัวเองฟังไม่ขึ้น จึงละอายใจและไม่ติดใจเรียกร้องเอาลูกม้าและสั่งให้เรื่องเป็นอันเลิกแล้วไป<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=125"
    },
    {
      "title": "สองสหายลักไก่",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; มีชายหนุ่มสองคน เป็นเพื่อนรักกันมานาน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง มักชอบไปเที่ยวเตร่ด้วยกันเสมอ หนุ่มสองคนนี้ คนหนึ่งหน้าตาดี คือ มองอะไรเห็นตามปกติ แต่หูหนวก ฟังอะไรไม่ค่อยถนัด ส่วนอีกคนหนึ่งตาบอดทั้งสองข้าง แต่หูดีฟังอะไรถนัด ปกติชายหนุ่มทั้งสองคนนี้เป็นคนประพฤติดี ยึดมั่นในศีลธรรมเสมอ ไม่เคยทำอะไรให้เป็นที่เสียหาย หรือทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น<br />\r\n&nbsp; &nbsp; คืนวันหนึ่ง สองสหายชวนกันไปเที่ยวในละแวกหมู่บ้าน โดยเพื่อนผู้ตาดีแต่หูหนวกเป็นผู้จูงคนตาบอดไป เมื่อเดินเที่ยวจนทั่วแล้ว มาถึงที่เปลี่ยวแห่งหนึ่งก็นั่งคุยกัน จนดึกพอสมควรซึ่งขณะนั้นชาวบ้านต่างนอนหลับกันหมดแล้ว ทั้งสองสหายนึกขึ้นอย่างไรไม่ทราบ จึงชวนกันไปขโมยไก่ชาวบ้าน โดยปรึกษาตกลงกันว่า ให้คนตาดีแต่หูหนวกเป็นคนเข้าไปเอาไก่ในเล้า ส่วนคนตาบอดจะแอบอยู่ข้างนอก<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อตกลงกันแล้ว ทั้งสองคนจึงพากันเข้าไปในหมู่บ้าน พอเดินไปถึงบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านขนาดใหญ่พอสมควร และเป็นบ้านใต้ถุนสูง ที่ใต้ถุนมีเล้าไก่ขนาดใหญ่ คะเนว่าคงมีไก่มาก นอกนี้ยังมีเครื่องมือทำนา เช่น คราด ไถ เป็นต้น ระเกะระกะอยู่ทั่วไป และทางปลายชานตามพื้นดินมีแอ่งน้ำคลำขังอยู่ด้วย<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อไปถึงบริเวณบ้านหลังนั้น ไอ้ตาดีแต่หูหนวกก็บอกให้สหายตาบอดทราบและตกลงกันว่า ให้ไอ้ตาดีแต่หูหนวกเข้าไปจับเอาไก่ในเล้าตามที่พูดกันไว้แต่แรก เพราะเห็นว่า ตามองเห็น อาจเลือกจับเอาไก่ได้ตามใจชอบ ส่วนตาบอดจะคอยระวังอยู่ใต้ถุนใกล้ๆ ประตูเล้าไก่ ขณะที่ไอ้ตาดีแต่หูหนวกเข้าไปในเล้าไก่แล้วนั้นก็พูดออกมาปรึกษาเพื่อนว่า &quot;เอาตัวไหนดีไอ้ตาบอดจึงพูดตอบไปว่า &quot;พูดขึ้นทำไม&quot; ไอ้หูหนวกพูดตอบว่า &quot;เอาตัวสีลายๆหรือ &quot;ไอ้ตาบอดพูดกำชับว่า &quot;พูดค่อยๆ&quot; ไอ้หูหนวกถามว่า &quot;เอาตัวน้อยๆหรือ&quot; ไอ้ตาบอดพูดกำชับอีกว่า &quot;อย่าพูดแรง (ดัง)&quot; ไอ้หูหนวกกับถามว่า &quot;เอาไก่ตัวผู้สีแดงหรือ&quot;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;ขณะนั้นเจ้าของบ้านตื่นขึ้นได้ยินเสียงคนพูดอยู่ใต้ถุนบ้าน ก็ร้องถามลงไปว่า &quot;ใครพูดดำๆแดงๆอยู่นี่&quot; เมื่อทราบว่าเจ้าของบ้านตื่น ไอ้ตาบอดรีบบอกให้ไอ้หูหนวกทราบ ต่างพากันตกใจ จึงชักชวนกันหนี ไอ้หูหนวกแต่ตาดีตกใจกลัวมากรับเผ่นหนีออกจากบริเวณบ้านไปทันที ลืมนึกว่าตนทิ้งเพื่อนตาบอดอยู่บริเวณบ้านที่พวกตกเข้าไปขโมยไก่นั้น<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; ฝ่ายไอ้ตาบอดไม่ทราบทางออก ได้เดินคลำหาทางวนเวียนอยู่ใต้ถุนบ้านครู่ใหญ่ ก็เดินมาทางใต้ชาน ซึ่งมีแอ่งน้ำคลำขังอยู่ เข้าใจว่าตนเดินมาถึงทุ่งนาซึ่งมีน้ำแล้ว รู้สึกดีใจ เพราะเห็นว่าตนปลอดภัย จึงร้องลำกลอนภาษาอีสานขึ้นด้วยเสียงอันคัง เจ้าของบ้านได้ยินเช่นนั้น ก็ตะโกนลงมาดังๆอีกว่า &quot;ยังจะมาร้องลำอยู่นี่อีกหรือ&quot; ไอ้ตาบอดตกใจรีบวิ่งหนีโดยเร็ว พอดีวิ่งมาทางคราดสำหรับใช้คราดนาวางอยู่ จึงเหยียบคราดอันนั้น ทำให้คราดอันนั้น ทำให้คราดกระดกขึ้นและตีเข้าที่หน้าผากอย่างแรง ไอ้ตาบอดเข้าใจว่าตนถูกตี จึงร้องออกมาว่า &quot;ยอมแพ้แล้วๆอย่าตีผมเลย&quot; เจ้าของบ้าซึ่งอยู่บนเรือนจึงร้องชงมาอีกว่า &quot;ยังไม่หนีไปไหนดอกหรือ&quot;ไอ้ตาบอดยิ่งตกใจ จึงวิ่งหนีต่อไปอีก และมาชนกับต้นเสาเรือนพอดี ไอ้ตบอดเข้าใจว่าถูกตีซ้ำเป็นครั้งที่สอง จึงร้อง ออกมาอีกว่า &quot;เข็ดแล้ว อย่าตีผมเลย&quot; เจ้าของบ้านร้องสำทับมาอีกว่า &quot;กูไม่ได้ตีสักหน่อย พูดออกมาว่ากูตีทำไม&quot; ตอนนี้ เจ้าของบ้านคว้ามีดได้ลงมาจากบ้าน จะมาขโมยจริงๆไอ้ตาบอดได้ยินเสียงเจ้าของบ้านเดินมา ก็วิ่งหนีต่อไปจนพ้นบริเวณบ้าน&nbsp;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;ฝ่ายไอ้ตาดีแต่หูหนวก พอหนีไปได้สักพักหนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าตนทิ้งเพื่อนตาบอดไว้ข้างหลังจึงรีบกลับมาหาเพื่อน พอดีเจอไอ้ตาบอด จึงจูงมือเพื่อนได้แล้วพากันวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว กว่าจะหนีพ้นมาได้ พากันเหนื่อยแทบใจขาดทีเดียว และพากันเข็ดไม่คิดจะขโมยไก่เขาอีกเลย<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=126"
    },
    {
      "title": "สามเกลอลักควาย",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; มีชายหนุ่มสามคนเป็นเพื่อนกันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันที่ชนบทแห่งหนึ่ง หนุ่มสามคนนี้รักใคร่กันมาก ชอบไปเที่ยวมี่ไหนด้วยกันเสมอ คนแรกชื่อนายกะดัด คนที่สองชื่อนายกะด้อคนที่สามชื่อนายจ้อก้อคนสามคนนี้มีลักษณะแตกต่างกันบางอย่าง คือ นายกะดัดกับนายกะด้อชอบพูดคุย ตลกโปกฮา และบาครั้งชอบทำอะไรเกินไปสักหน่อย ความคิดอ่านไม่ค่อยรอบคอบสุขุม ส่วนนายจ้อก้อเป็นคนไม่ชอบพูด เวลาเพื่อนพูดชอบฟังถ่ายเดียว แต่เป็นคนฉลาด มีความคิดอ่านดี ชอบพูดเป็นแก่นสารเพื่อนจึงให้สมญานามว่า &quot;ไอ้จ้อก้อบ่ (ไม่) พูดบ่จา&quot;&nbsp;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; คืนวันหนึ่งในฤดูหนาว ชายหนุ่มทั้งสามชวนกันไปเที่ยวที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อคุยกับสาวๆ ซึ่งนั่งปั่นฝ้ายอยู่ตามลานบ้าน เมื่อเที่ยวคุยกับสาวๆ นานจนเวลาดึกค่อนคืน เป็นที่พอใจแล้ว จึงชวนกันเดินทางกลับบ้านมาบ้านของตน&nbsp;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านบางคนเมื่อเกี่ยวเสร็จ ก็ขนมัดข้าวมารวมเป็นกองไว้ที่ลาน เพื่อรอการนวดข้าวและขนขึ้นยุ้งต่อไป ผู้มีกองข้าวเช่นนี้ ต้องนอนเฝ้าลานข้าวเพื่อป้องกันขโมย และบางคนยังนำควายไปเลี้ยง และผูกไว้ริมลานข้าวในตอนกลางคืนด้วย<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่ชายหนุ่มทั้งสามเดินทางจะผ่านลานข้าวแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของผูกควายไว้ตัวหนึ่งด้วย นายกะดัดกับนายกะด้อมองเห็นควายจึงออกความคิดว่า &nbsp; &nbsp; หากจะลักควายตัวนั้นไปขายคงจะได้เงินใช่จ่ายอย่างง่ายดาย ทั้งสองพูดกันแล้วก็ชวนกันเข้าไปจะลักควาย ส่วนนายจ้อก้อไม่พูดว่าอะไร คงเดินตามเพื่อนไปห่างๆ<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อเดินเข้าไปที่ใกล้ลานข้าว ปรากฏว่า ควายตัวนั้นนอนอยู่ นายกะดัดกับนายกะด้อจึงแก้เชือกผูกควายออกจากหลัก แล้วดึงควายตัวนั้นให้ลุกขึ้นเพื่อจะได้จูงหนีไป แต่ขณะที่นายกะดัดกับนายกะด้อดึงเชือกเพื่อให้ควายลุกนั้น เผอิญเจ้าของควายตื่นขึ้น จึงรีบกระโดดจากที่นอนและจับชายหนุ่มทั้งสามไว้ โดยกล่าวหาว่าขโมยควายของตน และถูกกักตัวไว้<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;นานกะดัดกับนายกะด้อตกใจจนตัวสั่น ไม่ทราบจะแก้ตัวอย่างไร ก็นิ่งอยู่นายจ้อก้อจึงพูดขึ้นว่า &quot;เอาล่ะ เรื่องนี้เอาไว้พูดกันเมื่อสว่างแล้วก็แล้วกัน&quot; และกระซิบ บอกเพื่อนว่าห้ามมิให้พูดอะไรเป็นอันขาด ตัวเขาจะพยายามหาทางแก้ไขเองเพื่อนก็ยอมเชื่อ<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อรออยู่จนสว่างแล้ว เจ้าของควายจึงนำตัวนายกะดัด นายกะด้อ และนายจ้อก้อไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน พร้อมกับควายของกลาง เจ้าของควายเล่าเรื่องให้ผู้ใหญ่บ้านฟังว่า ตอนดึกของคืนที่ผ่านมา ชายหนุ่มทั้งสามคนนี้ขโมยควายของตน ซึ่งผูกไว้ที่ลานข้าวริมทุ่งนา โดยกำลังจะจูงควายหนี ผู้ใหญ่บ้านจึงสอบถามชายหนุ่มทั้งสาม นายกะดัดกับนายกะด้อต่างสั่นหัวทำนองปฏิเสธ และไม่ยอมพูดถ้อยคำใดๆเลย&nbsp;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายจ้อก้อซึ่งนิ่งมานานจึงพูดแก้ตัวว่า &quot;พวกเรามิได้มีเจตนาจะลักควายเลยที่เราเขาไปจับเชือกควายและดึงควายลุกขึ้นนั้น เนื่องจากนายกะดัดกับนายกะด้อโต้เถียงกันว่า ฟันของควายนั้น ฟันบนมีหรือไม่หรือมีแต่ฟันล่าง เพื่อพิสูจน์ความจริง ขณะที่เขาทั้งสองคนเถียงกัน ก็เดินทางมาถึงลานข้าวและเห็นควายตัวนี้นอนอยู่พอดีจึงได้พากันเข้าไปจับเชือกควายและดึงให้ควายลุกขึ้น แล้วเขาก็เอามือถ่างปากควายดูว่า ฟันบนของควายมีหรือไม่มี ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า ฟังของควายมีแต่ฟันล่างส่วนฟันบนไม่มี ความจริงเป็นดังนี้&quot;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อนายจ้อก้อพูดจบ ผู้ใหญ่บ้านนั่งนิ่งพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่า เป็นเหตุผลที่น่าฟัง จะเอาความผิดกับชายหนุ่มทั้งสามคนคงไม่ถนัดนัก ทั้งได้ทราบว่าชายหนุ่มทั้งสามอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงกัน ต่างประพฤติตนเป็นคนดี ไม่มีประวัติว่าเป็นผู้ชอบลักขโมยแต่อย่างใด ที่สุดผู้ใหญ่บ้านจึงบอกให้เจ้าของควายเลิกเอาเรื่องเอาราวกับชายหนุ่มทั้งสาม และปล่อยให้ทั้งสามคนกลับไปบ้าน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=127"
    },
    {
      "title": "ผัวเป็นเพียเพราะเมียช่างพูด",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คำว่า &quot;เพีย&quot; หรือ &quot;เพี้ย&quot; เป็นชื่อตำแหน่งขุนนางโบราณ ในเขตล้านนาหรือล้านช้างสมัยก่อน ซึ่งคงมาจากคำว่า &quot;พญา&quot; นั่นเอง เรื่องนี้มีอยู่ว่า&nbsp;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; มีผัวเมียคู่หนึ่ง เมียเป็นคนดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พูดจาไพเราะน่าฟัง และมีปฏิภาณไหวพริบดี ส่วนผัวเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ค่อยช่างพูด แต่ขยันทำมาหากินอาชีพของสองผัวเมียนี้ คือ การทำนา เมื่อเวลาว่างจากงาน ผัวชอบไปเที่ยวป่าเพื่อล่าสัตว์ด้วยปืน และตกปลา เป็นต้น<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผัวมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นปลัดอำเภอ รับราชการอยู่อำเภอที่สองผัวเมียตั้งบ้านเรือนอยู่ วันหนึ่งปลัดอำเภอผู้เป็นสหายไปตรวจราชการตามท้องที่ และได้มาตรวจที่หมู่บ้านสองผัวเมียอาศัยอยู่ เมื่อปลัดอำเภอมาพักอยู่ในหมู่บ้านนั้น ก็ถือโอกาสมาเยี่ยมเพื่อนที่บ้านในตอนเช้า เผอิญชายผู้ผัวไม่อยู่ เพราะไปเที่ยวป่าล่าสัตว์ตั้งแต่เช้ามืด ฝ่ายเมียเมื่อเพื่อนของผัวอุตสาห์มาเยี่ยม รู้สึกตื่นเต้นดีใจ จึงต้อนรับขับสู้ด้วยอัธยาศัยอันดี และจัดอาหารเลี้ยงต้อนรับปลัดอำเภอด้วย<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;เนื่องจากในหมู่บ้านชนบทการจัดหาอะไรมาประกอบอาหารของหญิงคนนั้นจึงไม่ทัน มองเห็นแต่ไก่ต่อของผัวตัวเดียวเท่านั้น จึงจัดการฆ่าไก่ตัวนั้นเพื่อเลี้ยงปลัดอำเภอ ซึ่งปลัดอำเภอรู้สึกซาบซึ้งใจมาก เนื่องจากความเป็นอยู่ในสมัยก่อนโน้นการไปราชการตามบ้านนอกของข้าราชการไปมาด้วยความลำบาก ต้องเดินไปด้วยเท้าอย่างดีก็ใช้ม้าเป็นพาหนะขับขี่ไปเท่านั้น ส่วนอาหารการกินก็แสนลำบาก เพราะไม่มีร้านค้าจำหน่ายเหมือนปัจจุบัน การไปบ้านนอกได้แต่กินไก่กินปลาก็นับว่าวิเศษแล้วดังนั้นการต้อนรับของเมียเพื่อนครั้งนั้นจึงเป็นที่ประทับใจของปลัดอำเภอเป็นอย่างมาก<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อถึงตอนบ่าย ชายผู้ผัวกลับจากล่าสัตว์มาถึงบ้าน เมียเล่าเรื่องที่ตนต้อนรับปลัดอำเภอเพื่อนของผัวให้ผัวฟังและบอกว่าได้ฆ่าไก่ต่อตัวโปรดเลี้ยงรับรองด้วย ผัวได้ยินว่าไก่ต่อซึ่งเป็นที่รักทนุถนอมของตนถูกฆ่าเช่นนั้น ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะความเสียดาย จึงด่าว่าเมียอย่างหยาบคาย และกำลังจะลงไม้ลงมือตีเมียอยู่แล้ว ก็พอดีปลัดอำเภอผู้เพื่อนกลับจากไปราชการหมู่บ้านอื่นและแวะมาเยี่ยมอีกได้ยินเสียงผัวทะเลาะกับเมียเลยเข้าไปสอบถาม<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; ฝ่ายเมียเจ้าของบ้าน ผู้มีไหวพริบดีและเข้าใจพูดให้ร้ายกลายเป็นดี ก็ตอบปลัดไปว่า สาเหตุที่ทะเลาะกัน เนื่องจากผัวของตนต่อว่าเรื่องการต้อนรับปลัดอำเภอ เห็นว่าการต้อนรับไม่สมเกียรติ ทำไมฆ่าไก่เพียงตัวเดียวเท่านั้นควรจะหาไก่หลายๆตัว หรือฆ่าหมูต้อนรับจึงจะเหมาะสม<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; ปลัดอำเภอได้ยินเมียของเพื่อนเล่าให้ฟัง เข้าใจว่าเป็นความจริง จึงห้ามเพื่อนมิให้ดุด่าเมีย และบอกว่า เท่าที่ให้การต้อนรับนั้น นับว่าดีที่สุดอยู่แล้ว และขอขอบคุณมากๆในการต้อนรับ ชายผู้ผัวค่อยคลายความโกรธลง และรับรองจะไม่ทะเลาะกับเมียอีก ปลัดอำเภอก็ลากลับ<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลายเดือนต่อมา ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านนั้นว่างลง ปลัดอำเภอผู้เป็นเพื่อนได้มาเป็นประธานการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านนั้น จึงได้แต่งตั้งให้ชายผู้เพื่อนเป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้น ผู้เป็นประธานมีสิทธิ์ที่จะแต่งตั้งใครก็ได้&nbsp;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อชายคนนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีจนได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันในตำบลนั้นในโอกาสต่อไป และได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น &quot;เพีย&quot; ซึ่งถือว่ามีเกียรติอย่างสูง นำความปลาบปลื้มมาให้แก่ชายผู้นั้นเป็นอย่างมากมั้งนี้ก็สมกับคำที่ว่า ผัวได้เป็นเพียเพราะเมียช่างพูดหรือเข้าใจพูดนั้นเอง<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=128"
    },
    {
      "title": "รักแท้",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; มีหญิงสาวสวยคนหนึ่ง ซึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งมาพูดคุยติดพันเป็นเวลานาน ในที่สุดทั้งสองตกลงปลงใจรักกัน และต่างสัญญาว่าจะคงรักกันอยู่ตลอดไป เรื่องที่หนุ่มสาวทั้งสองเป็นคู่รักกันเป็นที่ทราบกันดีในละแวกหมู่บ้าน<br />\r\n&nbsp; &nbsp; อยู่ต่อมาชายคนรักมีความจำเป็นต้องจากไปค้าขายทางไกลเป็นเวลานาน โดยมิได้ส่งข่าวคราวมาหาหญิงคนรักเลย เพราะมัวแต่ทำการค้าขายจนเพลิน และคิดว่าเมื่อตนร่ำรวยมากจนเป็นที่พอใจแล้วจะกลับมาบ้านเพื่อทำการสู่ขอและแต่งงานกับหญิงคนรักต่อไป<br />\r\n&nbsp; &nbsp; มีชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่คนละหมู่บ้านมาพบหญิงสาวคนนี้ เกิดชอบอกชอบใจ จึงหมั่นไปมาหาสู่เสมอ แม้บางครั้งจะพูดคุยเป็นเชิงเกี้ยวพาราสีบ้างแต่หญิงสาวก็เฉยเมย และพูดด้วยพอมิให้เสียมารยาทเท่านั้น<br />\r\n&nbsp; &nbsp; ครั้นนานวันเข้า ชายหนุ่มคนหลังนี้ยิ่งมีความพอใจและรักในตัวหญิงสาวมากขึ้นตามลำดับ คงมาเยี่ยมบ่อยเข้า และพยายามทำดีกับหญิงสาวโดยสม่ำเสมอเมื่อมาหาก็มีของมาฝากบ้าง ที่บ้านของฝ่ายหญิงมีธุระการงานใดๆ ก็มาช่วยด้วยความเต็มใจ และพยายามทำดีกับหญิงสาว ไม่ว่าหญิงสาวออกปากต้องการอะไรหากไม่เหลือวิสัยแล้ว ชายหนุ่มจะพยายามสนองความประสงค์ทุกคราว จนนานๆเข้าจิตใจของหญิงสาวก็อดที่จะสงสารชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ ในที่สุดก็รักชายหนุ่มคนนี้อย่างแน่นแฟ้นโดยไม่รู้ตัว<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;ครั้นอยู่ต่อมา จะเนื่องด้วยเวรกรรมอะไรไม่ทราบ หญิงสาวล้มป่วยหนักในที่สุดได้เสียชีวิต เมื่อพ่อแม่และญาติพี่น้องนำศพของหญิงสาวไปเผาตามประเพณีขณะที่ร่างของหญิงสาวกำลังถูกเผาและไฟลุกโชนอยู่นั้น ชายหนุ่มผู้เป็นคู่รักคนใหม่ก็กระโดดเข้ากองไฟ ร่างของชายหนุ่มจึงถูกไฟเผาถึงแก่ความตาย กลายเป็นเถ้าถ่านตามหญิงคนรักไปด้วย<br />\r\n&nbsp; &nbsp; ในวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มคนแรกบังเอิญกลับจากไปค้าขาย เมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของคนรัก รู้สึกเสียใจมาก จึงรีบรุดไปที่ป่าช้าและเก็บเอากระดูกห่อด้วยผ้า ขณะที่เก็บกระดูกชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมกระดูกจึงมีมากมายนัก พอเก็บกระดูกห่อด้วยผ้าเรียบร้อยแล้ว จึงนำกระดูกนั้นไปหาพระฤาษี ซึ่งอยู่ ณ ถ้ำแห่งหนึ่งไม่ไกลนัก แล้วอ้อนวอนขอให้พระฤาษีช่วยชุบชีวิตคนรักให้กลับฟื้นคืนมา พระฤาษีนึกสงสารจึงชุบชีวิตกระดูกนั้นให้กลับมีชีวิตขึ้นมา แต่แทนที่จะมีร่างของหญิงสาวคนเดียว กลับมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคู่รักคนใหม่มีชีวิตขึ้นมาด้วย<br />\r\n&nbsp; &nbsp; เมื่อเป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มทั้งสองจึงเกิดแย่งหญิงสาวกันขึ้น ชายหนุ่มคนแรกอ้างว่าตนเป็นคนรักคนแรก และขอให้พระฤาษีชุมชีวิตมาด้วย ตนควรมีสิทธิ์ในตัวหญิงสาว ส่วนชายหนุ่มคนหลังก็ไม่ยอมเด็ดขาด โดยอ้างว่า ตนรักหญิงสาวคนนี้ยิ่งกว่าชีวิตของตนอีก แม้หญิงสาวตาย ตนก็กระโดดเข้ากองไฟตายตามไปด้วย&nbsp;<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp;ชายหนุ่มคนแรกโกรธแค้นมาก ที่ตนอุตสาห์นำกระดูกไปให้พระฤาษีชุบชีวิตคนรักขึ้นมาแล้ว กลับจะมีชายอื่นแย่งชิงไปเสียเช่นนั้น ชายหนุ่มทั้งสองจึงพากันไปหาพระมโหสถขอให้ช่วยตัดสิน พระมโหสถก็สอบถามเรื่องราวความเป็นมา นอกจากสอบถามชายหนุ่มทั้งสองแล้ว ยังสอบถามความจริงจากพ่อแม่และญาติพี่น้องของฝ่ายหญิงด้วย<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อสอบถามได้ความจริงอย่างถ่องแท้แล้ว พระมโหสถจึงตัดสินใจให้ชายหนุ่มคนหลังซึ่งเป็นคนรักคนใหม่ของหญิงสาว มีสิทธิ์ที่จะเป็นสามีของหญิงสาว โดยอ้างเหตุผลว่า ชายหนุ่มคนนี้เป็นผู้มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวและรักแท้ แม้แต่ชีวิตก็ยินดีเสียสละเพื่อคนรัก ในที่สุดชายหนุ่มคนหลังก็ได้หญิงสาวเป็นภรรยาของตน ทั้งนี้เนื่องด้วยความรักแท้ของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงสาวนั้นเอง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=129"
    },
    {
      "title": "ลูกสะใภ้เศรษฐี",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีผัวเมียคู่หนึ่ง เป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก แต่มีลูกชายเพียงคนเดียว เมื่อลูกชายโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว บิดามารดาปรึกษากัน เห็นสมควรหาลูกสะใภ้มาครองเรือนเพื่อให้ลูกชายมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาและลูกสะใภ้จะได้มาช่วยรับภาระในกิจการบ้านเรือนช่วยพ่อแม่บ้าง ทั้งจะได้มอบทรัพย์สมบัติให้ครอบครองแทนตนในโอกาสอันควรต่อไปเศรษฐีสามีภรรยาได้ปรึกษากัน ถึงคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นลูกสะใภ้ โดยเห็นว่าควรจะเป็นผู้ที่มีน้ำใจ เมตตาปราณี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น และรู้จักใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ด้วย เมื่อสองผัวเมียปรึกษาตกลงกันแล้วจึงได้ป่าวประกาศไปยังหัวเมืองต่างๆให้ผู้หญิงสาวที่ประสงค์จะเป็นลูกสะใภ้มาแสดงความจำนงและรับการคัดเลือกในวันที่กำหนดซึ่งผู้จะเป็นลูกสะใภ้ต้องมีคุณสมบัติคือเป็นหญิงสาวที่มิเคยแต่งงานมาก่อน มีร่างกายสมประกอบทุกส่วน ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งพิการและสวยพอสมควรรวมทั้งสามารถตอบคำถามที่เศรษฐีตั้งขึ้นได้จนเป็นที่พอใจ หากคำตอบตรงกันหลายคนลูกเศรษฐีมีสิทธิ์ที่จะเลือกหญิงสาวคนใดคนหนึ่งได้ตามความชอบใจของตน และได้กำหนดวันนัด เวลาที่หญิงสาวจะมาตอบคำถาม โดยนัดมาตอบถาม ณ ที่บ้านเศรษฐีแห่งเดียว เมื่อถึงเวลานัด ปรากฏว่ามีหญิงสาวสวยๆมาเสนอตัวเพื่อรับการ คัดเลือกมากมาย พอผู้มาสมัครคัดเลือกพร้อมกันเรียบร้อยแล้ว เศรษฐีจึงให้หญิงสาวเหล่านั้นนั่งเรียงกันเป็นลำดับ เพื่อรอเวลาที่จะตอบคำถาม โดยบอกคำถามให้ทราบ<br />\r\nล่วงหน้า ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า มีปลาอยู่ตัวเดียว ขนาดโตพอสมควร เราจะประกอบอาหารโดยวิธีใด จึงจะได้กินนานๆ และแจ้งว่า การสอบจะใช้วิธีถามทีละคนและให้ตอบปากเปล่า &nbsp;ผู้ตอบคำถามจะต้องบอกชื่อ นามสกุล อายุ และที่อยู่ของตนให้ชัดเจนด้วย เมื่อตอบคำถามเสร็จแล้วให้พากันกลับบ้านและมาฟังผลการคัดเลือกในวันรุ่งขึ้น&nbsp;<br />\r\n&nbsp; เมื่อเศรษฐีประกาศวิธีสอบคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็ลงมือเรียกหญิงสาวเหล่านั้นไปสัมภาษณ์เป็นรายคนต่อไป พร้อมกับบันทึกคำตอบของแต่ละคนด้วย คำตอบของหญิงสาวส่วนมากเป็นคำตอบซ้ำๆ กัน ในทำนองต่อไปนี้คือ บางคนก็ว่า ย่างปลา ให้แห้งแล้วแบ่งปลาแกงทีละน้อยโดยใส่ผักมากๆ บ้างก็ว่า ย่างปลาให้แห้งแล้วนำมาตำเป็นน้ำพริกทีละน้อย บ้างก็ว่า นำปลามาทำเป็นปลาร้าบรรจุใส่กระบอกไม้ไผ่หรือไหไว้ แล้วนำมาประกอบอาหารทีละน้อยเป็นต้น&nbsp;<br />\r\n&nbsp; มีหญิงสาวเพียงคนเดียวที่ตอบแตกต่างคนอื่น คือ นำปลานั้นมาประกอบอาหารครั้งเดียวโดยจะทำเป็นแกงหรือน้ำพริกหรือทำเป็นอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ทำเสร็จแล้วให้แบ่งอาหารนั้นไปแจกจ่ายแก่ญาติ เช่น ลุง ป้า น้า อา ตา ยาย เป็นต้น และผู้สนิทคุ้นเคยซึ่งเคยได้พึ่งพาอาศัยกันโดยทั่วกัน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายหลัง เมื่อผู้ได้รับส่วนแบ่งอาหารเหล่านั้นมีอาหารอะไรดีๆ ซึ่งก็พอที่เขาจะแบ่งมาให้เราได้ เขาก็จะแบ่งมาตอบแทน เราก็จะได้กินอาหารต่อไปนานๆ คำตอบนี้เป็นที่พอใจของ เศรษฐีมาก เพราะแสดงถึงลักษณะนิสัยของผู้ตอบว่า เป็นผู้มีนำใจเอื้อเพื้อเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัว และเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม จึงตัดสินใจให้หญิงสาวคนนี้ชนะการคัดเลือก<br />\r\n&nbsp;ในวันรุ่งขึ้น หญิงสาวต่างมาฟังผลการคัดเลือก และเศรษฐีได้แจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน และได้เลือกผู้ชนะการคัดเลือกมาพบ ปรากฏว่าหญิงสาวผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นสะใภ้เป็นหญิงสาวสวย มีลักษณะกัลยาณี เป็นลูกผู้ดีมีตระกูล เคยได้รักการอบรมจากพ่อแม่มาด้วยดี จึงตอบคำถามได้ดีเป็นที่พอใจ เศรษฐีผัวเมียรู้สึกยินดีที่จะได้ลูกสะใภ้ดีพร้อม ทั้งลูกชายก็รู้สึกพอใจที่ได้ภรรยาสวยและเป็นคนดีเศรษฐีจึงได้จัดทำพิธีมงคลสมรสอย่างเอิกเกริก และทั้งได้ปกป้องครองกันด้วยความผาสุกตลอดชีวิต<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=130"
    },
    {
      "title": "เอาน้ำลูบท้อง",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "ทวี มุขธระโกษา",
      "description": "<p>ชายหนุ่มที่ไปค้างบ้านคู่หมั้นแต่ต้องสงวนท่าทีไม่กินจุ ตกดึกเขาหิวมากจนนอนไม่หลับจึงย่องไปห้องครัวแล้วขโมยไข่ไก่ แต่พลาดไปเตะถังล้มทั้งบ้านจึงแตกตื่นชายหนุ่มจึงอมไข่ไว้ในปากเพราะกลัวโดนจับได้ คู่หมั้นเป็นห่วงคิดว่าเขาเป็นฝีจึงตามหมอมาช่วยผ่าตัดพอผ่าเสร็จชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดมากจึงขอเป็นโสดตลอดชีวิต</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=131"
    },
    {
      "title": "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ทวี มุขธระโกษา",
      "description": "<p>นายพรานได้ไปล่าสัตว์ในป่าและจับแม่กวางท้องแก่ได้และนำเนื้อไปขาย พอนายพรานนอนพักแล้วตื่นมาเจอชายแก่ยืนต่อว่านายพรานอยู่ นายพรานก็ไม่เชื่อพอมาวันหนึ่งนายพรานได้กลับไปล่าสัตว์ในป่าโดยวางกับดักไว้ สักพักนายพรานเจอฝูงช้างใหญ่จึงตกใจวิ่งหนีสุดชีวิตแต่เพราะมัวแต่วิ่งจึงไปติดกับดักของตัวเองแล้วทำให้นายพรานสิ้นใจในที่สุดเพราะอยู่ในป่าลึก ชาวบ้านที่ผ่านมาพบศพนายพรานก็ได้แต่ปลงตกแล้วนำศพของนายพรานไปทำพิธี</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=132"
    },
    {
      "title": "หนูตกถังข้าวสาร",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "ทวี มุขธระโกษา",
      "description": "<p>เศรษฐีคนหนึ่งรักลูกสาวมากจึงอยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาแต่ยังหาเจ้าบ่าวให้ไม่ได้ พ่อจึงบอกว่าถ้าเจอผู้ชายมือสากๆให้บอกพ่อที แล้วเรื่องนี้ก็ไปถึงหูชายเกียจคร้านจึงออกอุบายนำข้าวเหนียวมาแช่แล้วไปผึ่งลมให้แห้ง แล้วไปหาลูกสาวเศรษฐีเพื่อขอน้ำกินพอได้สัมผัสมือก็พบว่ามือสากจึงนำเรื่องไปบอกพ่อและทั้งคู่ก็ได้ครองรักกัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=133"
    },
    {
      "title": "คนเกียจคร้าน นานไปจะไร้ทรัพย์",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ทวี มุขธระโกษา",
      "description": "<p>อ้นกับพุดไปดูดวงกับหมอดูหมอบอกว่าอ้นชะตาจะลำบาก ส่วนพุดชะตาจะได้ร่วมกลดกับพระเจ้าแผ่นดิน อ้นนั้นกังวลจึงทำงานหนักจนมีเงินเก็บได้เป็นเศรษฐี ส่วนพุดนั้นไม่ทำการทำงานเอาแต่เที่ยวจนหมดตัวกลายเป็นขอทาน บางวันก็มีกิน บางวันก็อดอยากจนวันหนึ่งพุดก็อดอยากจนขาดใจตายในที่สุด</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=134"
    },
    {
      "title": "พญาฉัททันต์",
      "type": "นิทานศาสนา",
      "creator": "ทวี มุขธระโกษา",
      "description": "<p>พญาช้างฉัททันต์ทำให้นางจุลพัตราน้อยเนื้อต่ำใจจึงตั้งจิตอธิษฐานว่าหากเกิดชาติหน้าฉันท์ใดขอให้ได้แก้แค้นพญาฉัททันต์ด้วยเถิดและกลั้นใจตายไปในที่สุด ชาติต่อมานางจุลพัตราเกิดมาเป็นพระธิดาของพระเจ้าพรหมทัตนามว่าจุลพัตราและจากแรงแค้นในชาติปางก่อนทำให้นางปรารถนาแท่นบรรทมที่ทำด้วยงาช้าง พรานโสอุดรจึงอาสาไปล่าพญาฉัททันต์เอง จึงใช้ธนูยิงพญาฉัททันต์ พญาฉัททันต์ร้องด้วยความเจ็บปวดเหล่าบริวารจึงมาดูแต่พญาฉัททันต์บอกว่าไม่มีอะไรและยอมให้พรานโสอุดรฆ่าตัวเองเสีย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=135"
    },
    {
      "title": "สุบิน",
      "type": "นิทานศาสนา",
      "creator": "กฤชกร เพชรนอก",
      "description": "<p>วันหนึ่งขุนเนสาทเป็นพรานที่มีฝีมือเก่งกาจแต่บุตรของเขาบ่สนใจการล่าสัตว์ และได้บวชเป็นสามเณรวันหนึ่งยมทูตได้นำวิญญาณของนางสุภาคีไปสู่นรกภูมิ ต้องถูกทรมานด้วยไฟนรก เฮ็ดให้นางสุภาคีย่านคักครั้นนางฟื้นขึ้นมาก็เข้าใจในการทำบุญสร้างบาปอย่างถ่องแท้ จึงรีบไปบอกสามเณรและเล่าเรื่องราวให้ฟังพร้อมกับขอบวชชี</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=136"
    },
    {
      "title": "ถ้ำตับเต่า",
      "type": "นิทานศาสนา",
      "creator": "กฤชกร เพชรนอก",
      "description": "<p>ณ ถ้ำแห่งหนึ่งที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ถึง 500 ตัว ในวันหนึ่งมีพระอรหันต์ธุดงค์มาที่ถ้ำ ทำให้ค้างคาวทั้งหมดได้ฟังพระธรรมเทศนาที่พระอรหันต์แสดง จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระธรรม เมื่อตายไปค้างคาวทั้ง 500 ตัวได้ไปจุติเป็นเทพบุตรอยู่บนสรวงสวรรค์</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=137"
    },
    {
      "title": "จักจั่นไม่มีไส้",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้ว จักจั่นยังคงมีไส้อยู่ในท้องเหมือนกับสัตว์ชนิดต่างๆ และอาศัยอยู่ในป่า วันหนึ่งพอไม่มีอะไรทำจักจั่นร้องเสียงดังแว้ดๆขึ้นมา จนทำให้นกเค้าแมวที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกันตกใจกลัว ร้องหอก หอก ออกมา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=138"
    },
    {
      "title": "ซิ้นสองต่อน",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp;เมื่อปี 2514 มีคู่รักคู่หนึ่งรักกันมาก ฝ่ายหญิงชื่อจำปา ฝ่ายชายชื่อบุญหลาย แต่พ่อแม่กีดกัน เพราะพ่อแม่เป็นศัตรูกันมานานหลายสิบปี เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งสองจึงต้องแอบคบกันแบบลับๆ ตลอดมา ส่วนจำปีพี่สาวของจำปานั้นก็ได้แอบรักบุญหลายอยู่เช่นกัน&hellip;จนวันหนึ่งจำปีเห็นจำปาคุยอยู่กับบุญหลาย จำปีจึงไม่พอใจจึงนำความไปบอกพ่อแม่ พ่อแม่แค้นใจมาก จึงจับจำปาบวชชีครั้นเวลาผ่านไปหลายเดือน จำปาที่บวชชีอยู่ก็แอบหนีจากการเป็นชี จำปาได้หนีไปอีกหมู่บ้านหนึ่งกับบุญหลาย เมื่อจำปีทราบว่า จำปาหนีไปกับบุญหลาย จำปีก็ไปบอกพ่อแม่ของบุญหลาย เมื่อทราบดังนั้น ฝ่ายแม่ของบุญหลายก็ตรอมใจตาย ส่วนพ่อบุญหลายไม่เชื่อเลยจับจำปีขังไว้ที่บ้านของตน แล้วไปบอกพ่อแม่ของจำปา ว่าให้หาบุญหลายให้เจอ แล้วจึงจะเอาจำปีคืนให้ พ่อแม่ของจำปาจึงแสร้งมาพูดจาดีๆ มาพร้อมกับข้าวห่อหนึ่งใส่ยาพิษมาให้พ่อบุญหลายก็กินแล้วตายไป พ่อแม่จำปีก็พาจำปีกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันถึงบ้าน โจรก็มาปล้นกลางทางแล้วฆ่าทั้ง 3 ทิ้งเสีย ส่วนจำปากับบุญหลาย ครองรักกันไม่นานก็ตั้งครรภ์แล้วแท้งลูก จำปาเลยเป็นบ้าสติไม่เต็ม วันหนึ่งเห็นมีดในครัว จึงถือมาฟันหัวบุญหลายตาย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=139"
    },
    {
      "title": "ขี้เหล้าเล่นหม้อ",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>เศรษฐีผู้ใจบุญ มีลูกชายคนเดียวไม่เอาถ่าน เมียก็ไม่มี ลูกชายเศรษฐีเอาอย่างเดียวคือกินเหล้า กินแล้วก็กินอีก กินจนติด เพื่อนฝูงก็มาก เพราะรวยมีเงินเลี้ยงคนอื่นเพื่อต้องการความเป็นเพื่อนแค่นั้นเอง ส่วนเพื่อนทั้งหลายก็หลอกกินฟรีไปวันๆ หลายปีต่อมา เศรษฐีใจบุญตายลง ลูกชายเศรษฐีเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่สนใจการบริหาร ไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่พ่อแม่ให้ไว้ ดื่มกินจนเมามาย ไม่นานฐานะความเป็นอยู่ของเขาก็จนลง ไม่มีที่อยู่อาศัย ขอทานเขากินไปวัน ๆ ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเริ่มเข้ามาแทนที่ เขาไปหาเพื่อนที่ไหนก็ไม่มีใครให้กิน ความทุกขเวทนามีมากยิ่งขึ้น ด้วยเดชะบุญกุศลของเศรษฐีผู้ใจบุญที่ตายไปแล้ว จึงได้ไปเกิดเป็นเทวดาผู้ใหญ่ในสวรรค์ ด้วยความเป็นห่วงลูก จึงใช้ตาทิพย์มองมายังพื้นโลก เห็นลูกชายของตนได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก หัวอกผู้เป็นพ่อให้สลดหดหู่ยิ่งนัก ด้วยความเป็นห่วงลูก เทวดาผู้เป็นใหญ่นั้นจึงได้ลงมาหาลูกของตน สอนให้ลูกรู้จักทำมาหากินและให้รู้จักประหยัดเมื่อมีเงิน &ldquo;เจ้าจงรักษาหม้อดินนี้ให้ดี หากเจ้าต้องการเงินทอง เจ้าก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบมาใช้ได้ดั่งใจคิด แต่มีข้อแม้ว่าอย่าทำแตก&rdquo;เขาอดเหล้าได้เพียงครึ่งวันเท่านั้น ก็ลืมคำพ่อที่สั่งสอนเสียสิ้น &hellip;เขากลับมาดื่มกินอย่างหนักหม้อในมือเขาเกิดร่วงจริงๆ หม้อใบนั้นจึงแตก &hellip; ขี้เหล้าตกใจมาก&hellip;เขาคิดถึงคำพ่อที่บอกไว้ เขารู้สึกเสียใจในการกระทำของตัวเองมาก&hellip;เขาไม่มีโอกาสอีกแล้วในชีวิตนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=140"
    },
    {
      "title": "ทำไมหมาไม่กินกุดจี่",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "วัน ทองคำ",
      "description": "<p>ครั้งหนึ่งนานมาแล้วขณะที่กุดจี่สองตัวผัวเมียกำลังช่วยกันกลิ้งเบ้า (ลูกดินกลมๆที่ห่อหุ้มไข่กุดจี่) ไปตามทางผ่านหน้าหมาตัวหนึ่ง หมาสงสัยก็ถามว่า &ldquo;จะพากันไปไหน&rdquo; กุดจี่ตอบว่า &ldquo;จะไปเมืองลังกา&rdquo; (กรุงลงกา ในเรื่องรามเกียรติ์)หมาก็ยิ่งสงสัยว่า &ldquo;ไปทำอะไรหรือ&rdquo;<br />\r\nกุดจี่ตอบว่า &ldquo;ได้ข่าวว่าเมืองลงกาถูกหนุมานเผาเมืองไหม้วอดวายหมด รวมทั้งครกที่ตำอาหารก็ไหม้ จะเอาเบ้าไปทำครกถวายพระเจ้าเมืองลังกา&rdquo;หมายิ่งงงและถามไปอีกอย่างดูถูกดูแคลน &ldquo;ว่าจะไปถึงเร้อ?&hellip;แล้วเบ้าแค่นี้จะทำครกได้อย่างไรกัน&rdquo;กุดจี่ตอบทันควันว่า &ldquo;นี่กะว่าจะไปกินงายเมืองลังกาโน่นแหละวันนี้ (หมายถึง จะไปให้ทันกินข้าวเช้า) แล้วก้อนดินนี้จะปาดออกให้เป็นครก ๓ ใบก็ได้ &ldquo;&hellip;หมาได้ฟังก็งึดมาก (งึดนี้ แปลว่า งงหรือแปลกใจอย่างสุดๆเลย) &hellip;ตั้งแต่นั้นมาหมาไม่กินกุดจี่เลย โดยถือว่ากุดจี่มีความสามารถมากกว่าตัวเองซึ่งในความเป็นจริงแล้ว&hellip;หมาทุกตัวจะเมินไม่ยอมกินกุดจี่ ไม่ว่าจะตัวสด หรือคั่ว ทอดจนสุกแล้วก็ตาม &hellip;ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า&hellip;จริงๆแล้วจะเป็นเพราะหมาไม่ถูกกับกลิ่นขี้ควายหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=141"
    },
    {
      "title": "หนองหล่ม",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>ตำนานและพงศาวดารหลายเล่มกล่าวตรงกันว่า เจ้าชายสิงหนวัติ พาผู้คนมาหาที่ตั้งเมือง พอมาถึงแม่น้ำโขง ก็พบนาคจำแลงเป็นชายมาบอกสถานที่สร้างเมือง จึงตั้งเมืองโยนกนาคพันสิงหนวัติ โดยเอาชื่อองค์ผู้สร้างเมืองรวมกับชื่อนาค หรือโยนกนครหลวง &nbsp;มีกษัตริย์ปกครองสืบจนถึงสมัยพระเจ้ามหาไชยชนะ ผู้คนจับปลาไหลเผือกได้ที่แม่น้ำกก จึงนำมาแบ่งกันกินทั่วเมือง เว้นแต่หญิงหม้ายนางหนึ่งไม่มีลูกหลานไม่มีใครให้กิน ตกกลางคืนเกิดแผ่นดินไหว เมืองถล่มลงเหลือแต่บริเวณบ้านของหญิงม่ายจึงเรียกน้ำนั้นว่าเกาะแม่หม้าย และเรียกเมืองนั้นว่าเวียงหนองล่ม หรือเวียงหนอง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=142"
    },
    {
      "title": "ผีกองกอย",
      "type": "นิทานผี",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพี่น้องอยู่สองคน มีอาชีพทำนา เมื่อหน้าแล้งมาเยือน ก็ทำนาไม่ได้ ผู้เป็นพี่ชายจึงได้ไปหาปลาในห้วย ซึ่งอยู่ไกลออกไป ทุกๆ เช้าเขาจะไปกู้ลอบที่ดักปลาไว้ &nbsp;วันหนึ่งเขาไปกู้ลอบตามปกติ แต่ปรากฏว่า ไม่มีปลาเลยสักตัว ซึ่งปกติแล้ว จะต้องมีปลาติดอยู่ตัวหรือสองตัว เขาคิดว่าจะต้องมีคนมาขโมยปลาเขาแน่ๆ คิดดังนั้นเขาจึงเดินสำรวจบริเวณรอบๆ แล้วเขาก็พบรอยคนเท้าเล็กๆ ซึ่งไม่น่าจะยาวเกิน 3 นิ้ว &ldquo;ในโลกนี้คือสิมีคนตีนน้อยแนวนี้&rdquo; เขาคิดในใจ &ldquo;ถ้าเป็นตีนเด็กน้อย ขนาดนี้ก็ยังย่าง(เดิน)บ่ทันเป็น&rdquo; คิดแล้วเขาก็เอาลอบลงน้ำตามเดิม &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันรุ่งขึ้น ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก มันทำให้เขาโมโห และคิดว่าต้องจับให้ได้ว่าใครเป็นคนขโมย คิดดังนั้น เขาจึงไปแอบคอยดักดูอยู่พุ่มไม้ใกล้ๆกับลอบดักปลาทั้งคืน เขาอดตาหลับขับตานอน หลับๆตื่นๆ จนเวลาล่วงมาใกล้รุ่งสาง เขาก็ได้ยินเสียง คล้ายกับคนเดินมาเบาๆ แล้วเขาก็ได้เห็น ผีกองกอยยืนอยู่ริมตลิ่ง มันเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมยาวเหมือนแม่มด ไม่สวมเสื้อผ้า ยืนเปลือยกายอยู่ตรงหน้า และทำท่ากำลังจะขโมยปลาของเขา ความโกรธทำให้เขาลืมตัว บันดาลโทสะออกไป &nbsp;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;กูสิสับมึงให้แหลกปานลาบพู้นล่ะ อีขี่ลัก&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เขาตะโกนออกไปพร้อมกับกระโจนออกจากที่ซ่อน ถึงแม้ว่าเขาจะแข็งแรงมากแต่ก็ไม่สามารถจับตัวผีกองก่อยได้ ในที่สุด เขาเองกลับเป็นฝ่ายที่ถูกผีกองกอยจับตัวไปขังไว้ที่ถ้ำของมัน พร้อมกับบังคับให้เขาเป็นผัว และทุกครั้งที่ผีกองกอยออกไปหากิน มันจะเอาหินก้อนใหญ่มาปิดปากถ้ำไว้</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หนึ่งปีผ่านไป เขาก็มีลูกชายกับผีกองกอย 1 คน เขามีหน้าที่เลี้ยงลูกยามที่ผีกองกอยไม่อยู่ และเขาต้องอยู่แบบนี้นานถึง 3 ปี อยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายของเขาได้พยายามดันก้อนหินออกจากหน้าถ้ำ ด้วยพละกำลังที่ได้มาจากแม่ผู้เป็นผีกองกอย ทำให้เด็กน้อยสามารถเปิดปากถ้ำให้ผู้เป็นพ่อ หลบหนีออกไปได้ พอปากถ้ำเปิด เขาก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างสุดชีวิต ถึงเขาจะวิ่งได้เร็วแค่ไหน แต่ก็ยังช้ากว่าผีกองกอย</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทันทีที่ผีกองกอยรู้ว่าเขาหนีไป มันก็รีบวิ่งตามมาติดๆ &nbsp;เขาวิ่งจะถึงหมู่บ้านอยู่แล้ว ช้าไปเสียแล้ว ผีกองกอยวิ่งตามเขาทัน เมื่อรู้ตัวว่าไม่พ้นเงื้อมมือมัน เขาจึงรีบล้มตัวลงนอน แกล้งตายอยู่ตรงนั้น เมื่อผีกองกอยมาถึงตัวเขา มันก็เดินวนรอบตัวเขา พร้อมกับเอามือจี้เอวเขาดู เขาเป็นคนที่มีความอดทน ไม่บ้าจี้ จึงนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น พร้อมกันนั้นเขาก็ค่อยๆผายลมออกมาอย่างแผ่วเบา กลิ่นเหม็นจากตดของเขาตลบอบอวนไปทั่ว ผีกองกอยเห็นดังนั้นก็ร้องไห้เศร้าโศกเสียใจด้วยความอาลัยรัก เมื่อมั่นใจแน่ว่าเขาตายแล้วจริงๆ &nbsp;มันจึงเอาฆ้องวิเศษให้เขา 1 อัน พร้อมกับบอกว่า</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;เมื่อเจ้าต้องการหยัง ก็ให้ตีฆ้องเทื่อหนึ่ง&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พอผีกองกอยลับตาไปแล้วชายหนุ่มก็กลับเข้าบ้าน กลับมาแล้วความเป็นอยู่ของเขาก็ดีขึ้น เพราะว่าอยากได้อะไรก็แค่ตีฆ้องวิเศษ เมื่อน้องชายเห็นดังนั้นก็อยากได้บ้าง จึงได้ถามว่า เขาได้มันมายังไง และหายไปไหนมาตั้ง 3 ปี เขาจึงเล่าให้น้องชายฟังอย่างละเอียด เมื่อน้องชายเขาฟังจบก็พูดว่า &ldquo;ข้อยก็อยากรวยคือกัน&rdquo; &nbsp;เมื่อน้องชายเขาคิดดังนี้แล้วจึงได้ออกไปหาผีกองกอยให้ผีก่องกอยจับตัวไป แล้วก็หนี่กลับมา แต่เขาโชคไม่ดีเหมือนพี่ชายเขาเพราะ เขาไม่สามารถอดกลั้นเสียงหัวเราะไว้ได้ ตอนที่เขาโดนผีก่องกอยจี้ที่เอวนั้นเขาก็หัวเราะชักดิ้นชักงอ ผีกองกอยจึงรู้ว่าเขาไม่ได้ตาย มันจึงเอามือจก(ล้วง)กินตับไตใส้พุงของเขาจนหมดเกลี้ยง<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=143"
    },
    {
      "title": "ไอ้เจ็ดไห",
      "type": "นิทานวีรบุรุษ",
      "creator": "",
      "description": "<p>เด็กคนหนึ่งเกิดมาครู่เดียวก็ลุกขึ้นมากินข้าวทีเดียวหมดไปเจ็ดไหจึงเป็นคนมีกำลังมาก พอกินข้าวเสร็จก็ถามหาพ่อ แม่บอกว่าพ่ออยู่ที่ไร่ อ้ายเจ็ดไหก็ตามไปที่ไร่ พ่อไม่รู้จักถามว่าเป็นใคร อ้ายเจ็ดไหก็ตอบว่าเป็นลูกพึ่งคลอดเมื่อกี้นี้เอง แล้วอ้ายเจ็ดไหก็อาสาถางไร่ให้พ่อ ใช้เวลาประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้วก็จัดการแบกท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่งจะให้เอาไปทำฟืน เมื่อแบกไปถึงท่าน้ำก็วางท่อนไม้ลงที่ท่าน้ำแล้วลงเล่นน้ำ พ่อค้าเรือสำเภามาจอดเรือ เพื่อซักผ้ากัน ซักเสร็จก็เอาผ้าพาดบนต้นไม้ของอ้ายเจ็ดไห อ้ายเจ็ดไหเล่นน้ำเสร็จก็บอกพ่อค้าให้เอาผ้าออก ตนจะเอาไม้กลับบ้าน พ่อค้าเห็นไม้ขนาดใหญ่มากก็ไม่เชื่อ จึงท้าว่าถ้าเขายกไปได้จะยกเรือสำเภาให้ อ้ายเจ็ดไหก็ยกไม้ให้ดูพ่อค้าเลยต้องยกเรือสำเภาให้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=144"
    },
    {
      "title": "ปู่ปะหลาน",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปู่กับหลานได้เดินทางไกลผ่านมายังทุ่งกุลาร้องไห้นี้ เดินข้ามอย่างไรก็ไม่พ้นสักที ปู่ก็จวนเจียนจะหมดแรงอยู่รอมร่อ ส่วนหลานนั้นก็ได้เอาแต่ร้องไห้งอแง ด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งยังกระหายน้ำจนดูท่าว่าจะเดินทางไปต่อไม่ไหว จนกระทั่งได้พล่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย (แต่ก่อนนี้ทุ่งกุลาร้องไห้นี้มีความทุรกันดารมาก ทั้งยังมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่มีอาณาเขตติดต่อกันถึงห้าจังหวัด) ปู่จึงได้ใช้ผ้าขาวม้าห่อหุ้มหลานเอาไว้ แล้วนำไปไว้ยังโคนของพุ่มไม้แห่งหนึ่งเพื่อบังแดดให้แก่หลานน้อยนั้นไว้ ปู่จึงได้รีบเดินทางต่อโดยความหวังว่า จะได้พบกับหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดที่ซึ่งมีน้ำเพื่อที่จะนำไปให้หลานดื่มได้<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อปู่เดินทางจนมาถึงตีนบ้าน ปู่ก็ได้รีบเขาไปขอน้ำดื่มจากชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น พร้อมกับได้รีบนำน้ำใส่บั้งทิง เพื่อที่จะนำไปให้หลานดื่ม<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนหลานนั้น เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วก็ไม่พบปู่ ก็ร้องไห้ด้วยความเสียใจ และด้วยความกลัวตามประสาของเด็ก และจึงได้ออกวิ่ง ทั้งเดินเพื่อตามหาปู่ของตนว่าอยู่ไหน ทั้งยังพร่ำบ่นว่า ปู่นั้นได้ทิ้งตนเองไปแล้ว ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่าปู่นั้นไม่รักตนเอง ปล่อยทิ้งให้หลานนั้นอยู่เพียงลำพังคนเดียวด้วยความไม่ไยดีซึ่งมีปรากฏเป็นบทกลอนของการลำอยู่ ในที่สุดนั้นหลานก็ได้หมดแรง และล้มลง<br />\r\n&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปู่นั้นเมื่อได้น้ำมาแล้ว ก็ได้รีบนำกลับมาให้หลานด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อมาถึงพุ่มไม้ที่ได้วางหลานเอาไว้ ก็กลับไม่พบหลานเลย ปู่จึงได้รีบออกค้นหาหลานไปทั่วบริเวณนั้น จนกระทั่งปู่ก็ได้มาพบหลานนอนตายอยู่กลางแดดจ้าของท้องทุ่งอันแสนกันดารแห่งนี้ มีทั้งมด แมลง ไต่ชอนไชอยู่ตามรูจมูก ใบหูและปากไปทั่ว &nbsp;ครั้นเมื่อปู่เห็นสภาพหลานดังนั้นแล้วก็แทบใจขาด น้ำตาร่วงหล่นด้วยความสงสารในชะตากรรมของหลานที่ต้องมาตายอย่างทุกข์ทรมาน ทั้งยังโทษตัวเองว่าทำไมจึงได้ทิ้งหลานไว้ให้อยู่คนเดียว ปู่ได้ค่อย ๆ อุ้มศพของหลานขึ้นแล้วเดินพาหลานกลับไปยังตีนบ้านแห่งนั้น ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ดังกับว่าหัวใจของปู่นั้นจะแตกสลายเสียให้ได้</p>\r\n\r\n<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ต่อมาเมื่อมีความเจริญขึ้นตรงบริเวณนั้น บริเวณบ้านแห่งนั้นก็ถูกเรียกว่าเป็นบ้าน ปะหลาน ซึ่งหมายถึงบริเวณบ้านที่ปู่นั้นได้พบกับศพของหลานนั่นเอง &nbsp;บริเวณนี้เรียกว่า บ้านป๋าหลาน เพราะคำว่าป๋านั้นหมายถึงการทิ้ง เช่น ผัวป๋าเมีย เป็นต้น ซึ่งในบริเวณจังหวัดมหาสารคามนั้น ก็มีชื่อหมู่บ้านนี้ว่าเป็นบ้านป๋าหลานอยู่ ในท้องที่ใกล้ ๆ กับอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามในปัจจุบัน<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=145"
    },
    {
      "title": "เสือทำไมจึงตัวลาย",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "ตา นาคประสาท",
      "description": "<p>ตั้งแต่ก่อนเก่าโบราณมา คนกับสัตว์ทุกชนิดเป็นเพื่อนกัน มีครอบครัวหนึ่ง ไก่ เสือ และคน อาศัยอยู่ด้วยกัน วันหนึ่ง ไก่ เสือ คน พากันไปเกี่ยวหญ้ามามุงหลังคาบ้าน ในวันนั้น ไก่ เสือ คน เป็นเวรผลัดเปลี่ยนกันหาอาหารมาเลี้ยงดูกัน อาหารมื้อแรกเป็นเวรของไก่ ไก่หาอาหารได้โดยไม่ยากเพราะไก่ไปเก็บผักมาแล้วก็ออกไข่ ปรุงเป็นอาหารให้เพื่อนกินอย่างอิ่มหนำสำราญ อาหารมื้อที่สองเป็นเวรของเสือ เสือก็หาอาหารได้โดยไม่ยากเพราะไปคาบวัวป่ามาแล้วทำลาบก้อยกินอย่างอิ่มหนำสำราญ อาหารมื้อที่สามเป็นเวรของคน หาอาหารด้วยวิธีฉลาดแกมโกง โดยครั้งแรกคนคิดจะเรียนแบบการหาอาหารแบบเสือไปกระโดดหักคอวัวในป่า วัวป่าขวิดชายโครงเป็นบาดแผลจึงคิดจะหาอาหารแบบนกกะยางคือ ขึ้นไปบนต้นไม้ริมหนองน้ำคอยดูปลาเห็นขอนไม้ลอยมานึกว่าปลาตัวโตกระโดดลงไปตะครุบคางกระทบไม้จนบวม จึงคิดจะหาอาหารแบบไก่ โดยขึ้นไปเกาะกิ่งไม้แล้วโก่งคอขันแบบไก่ เมื่อขันแต่ละครั้งก็ถ่ายอุจจาระออกมาหนึ่งก้อนจนได้อุจจาระเต็มหม้อแล้วนำไปผัดใส่ผักตำลึงเมื่อถึงเวลากินข้าวก็ลงนอนทำทีเป็นไข้จับสั่น เมื่อถึงเวลากลับบ้าน เสือสงสารคนจึงเอาหญ้าบรรทุกใส่หลังตนให้คนขี่ ไก่จึงฝากน้ำมันยางห้อยไว้ชายโครงเสือเพราะขี้เกียจถือ เสือบอกกับคนว่า &rdquo;ห้ามสูบบุหรี่&rdquo; คนก็รับคำแต่ก็อดไม่ได้จึงเอาบุหรี่มามวน เมื่อจุดไม้ขีดเกิดเสียงดังป๊อกๆ เสือเลยถามว่า &rdquo;เธอทำอะไร&rdquo; คนตอบว่า &rdquo;เราเป็นไข้จับสั่น&rdquo; การที่คนสูบบุหรี่ทำให้ขี้บุหรี่หล่นลงมาบนหลังเสือ เกิดไฟไหม้หญ้าที่เสือบรรทุกไว้ เมื่อไฟโดนน้ำมันยางที่ไก่เอามาแขวนไว้จึงลุกโพรง เสือร้อนจึงวิ่งไม่หยุด ไก่จึงร้องบอกให้เพื่อนวิ่งไปโดดลงน้ำกว่าจะถึงหนองน้ำไฟก็ไหม้เสือจนตัวลาย เสือจึงตัวลายจนกระทั่งทุกวันนี้และเสือจึงอาฆาตเป็นศัตรูกับคนและไก่ตั้งแต่นั้นมา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=146"
    },
    {
      "title": "ทำไมกากับนกยูงจึงเป็นศัตรูกัน",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>ตั้งแต่โบราณ กากับนกยูงเป็นสหายกัน สัตว์ทั้งสองต่างก็มีกายสีขาว กากับนกยูงอยากให้ร่างกายมีลายสวยสดงดงาม จึงปรึกษากัน ตกลงกันว่าต่างฝ่ายต่างจะเขียนลายให้แก่กัน วันแรกนกยูงฉลาดให้กาเขียนลายให้ตนก่อน กาเป็นสัตว์ขยันจึงเขียนลายให้นกยูงสวยงามดังที่เห็นทุกวันนี้ พอวันหลังถึงคราวที่นกยูงจะเขียนให้กาบ้าง นกยูงเป็นสัตว์ขี้เกียจ ทั้งกลัวและเสียเวลาไปรำแพนปีกอวดคนอื่น นกยูงจึงจับกาจุ่มสีดำ กาโกรธมากไล่จิกนกยูง จึงเป็นศัตรูกับนกยูงตราบเท่าทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=147"
    },
    {
      "title": "ทำไมงูเหลือมจึงไม่มีพิษ",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในสมัยก่อน งูเหลือมมีร่างกายใหญ่โต มีพิษมากกว่างูทุกชนิด เมื่องูเหลือมกัดคนหรือสัตว์จะตายทันที วันหนึ่งชายชราคนหนึ่งไปหาเขียดในนา เมื่อหาได้แล้วก็เอาเขียดมัดเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ขณะที่เดินกลับบ้านนั้นชายชราเหยียบงูเหลือม งูเหลือมจึงกัดชายชราตายคาที่ แต่เขียดที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อชายชราไม่ตายจึงดิ้นไปมา งูเหลือมเห็นเสื้อไหวไปมาก็นึกว่าชายชราไม่ตาย สำคัญผิดคิดว่าพิษของตนไม่มีความหมายจึงคายพิษออก พวกงูเห่า งูจงอาง อยู่ใกล้ๆจึงเลื้อยไปสูดเอาพิษ ดังนั้นงูเห่า งูจงอางจึงมีพิษมากกว่างูทั้งหลาย งูอื่นๆมีพิษเพียงเล็กน้อยเพราะเพียงแต่ได้ดมกลิ่นพิษเท่านั้น&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=148"
    },
    {
      "title": "ลิงกับเต่า",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้วที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กคนหนึ่งเป็นลูกของคนมั่งมี ต่อมาได้รับมรดกจากบิดามารดา ภายหลังสละสมบัติที่มีอยู่ออกบวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญตบะอยู่ในป่า ในป่าแห่งนี้มีลิงตัวหนึ่งมาหลอกล้อฤๅษีอยู่เป็นประจำ แต่ฤๅษีไม่สนใจ อยู่มาวันหนึ่งมีเต่าตัวหนึ่งขึ้นจากสระ อ้าปากผึ่งแดดอยู่ ลิงเห็นเข้าก็นึกสนุกคิดจะหยอกล้อเหมือนฤๅษี จึงเอาองคชาตของตนสอดเข้าไปในปากของเต่าด้วยความคะนอง เต่าจึงหุบปากคาบเอาองคชาตของลิงไว้แน่น ลิงได้รับความเจ็บปวดมาก ร้องโอดครวญอยู่และได้อุ้มเต่าตัวนั้นไปหาฤๅษี เพื่อจะให้ฤๅษีช่วย ฤๅษีเห็นเช่นนั้นจึงพูดขึ้นว่า &ldquo;ลิงเอ๋ยเจ้าไปเอาอาหารที่ไหนมาให้เรา เราไม่ต้องการหรอก เจ้าจงเอาไปกินเถิด&rdquo; ลิงรู้ว่าฤๅษีพูดประชดตัวเอง ก็ละอายแก่ใจพูดว่า &ldquo;ท่านฤๅษีช่วยข้าเถิด ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว ต่อไปข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีก&rdquo; ฤๅษีได้ฟังเช่นนั้น นึกสงสารจึงพูดกับเต่าว่า &ldquo;เต่าเอ๋ย เจ้าก็เป็นสัตว์มีใจ เมตตากรุณา ลิงตัวนี้เจ็บปวดมาก จงปล่อยเขาไปเถิด ต่อไปเขาคงอยู่ที่นี่ไม่ได้ด้วยความละอายใจ&rdquo; เต่าจึงปล่อยลิง ลิงดีใจมากกล่าวขอบคุณฤๅษีและเต่า แล้วก็หนีจากที่นั้นไป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=149"
    },
    {
      "title": "ปูทอง",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมาเป็นเวลาช้านาน โดยมีอาชีพทำนา วันหนึ่งชายหนุ่มได้ออกไปทุ่งนาเพื่อจะอาบน้ำ เมื่อไปถึงหนองน้ำได้เห็นปูตัวหนึ่งมีสีเหลืองดั่งทองอยู่ในหนองนั้น จึงจับเอาปูใส่ห่อผ้านำไปยังที่นาของตนแล้วปล่อยไว้ให้กินอาหาร เมื่อจะกลับบ้านก็นำปูไปที่หนองน้ำตามเดิม รุ่งเช้าก็มาหาปูใหม่และนำไปเลี้ยงไว้ที่นาของตน ทำอยู่เช่นนี้เป็นเวลานานจนกระทั่งปูกับชายหนุ่มรักใคร่กันเป็นอย่างดี ที่ปลายนาของชายหนุ่มมีนางกาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ขณะนั้นนางกาเกิดแพ้ท้องอยากจะกินดวงตาของชายหนุ่มจึงพูดกับกาตัวผู้ว่า &ldquo;พี่ขา ฉันอยากจะกินดวงตาของชายหนุ่ม ช่วยเอามาให้ดิฉันด้วย ถ้าดิฉันไม่ได้กินคงจะตายแน่ๆ&rdquo; กาตัวผู้จึงพูดว่า &ldquo;ชายหนุ่มเขาไม่ตายพี่จะเอามาได้อย่างไร&rdquo; นางกาได้แนะอุบายว่า พี่จงไปยอมเป็นผู้รับใช้งูเห่าที่อาศัยอยู่บนจอมปลวกในนาของชายหนุ่ม แล้วขอร้องให้งูเห่ากัด เมื่อชายหนุ่มตายแล้วจงไปจิกเอาตามาให้ฉัน กาอยู่กับงูเห่าเป็นเวลานาน จนรักใคร่คุ้นเคยกันดี วันหนึ่งกาจึงถามงูเห่าขึ้นว่า ท่านมีความเดือดร้อนอะไรหรือไม่ กาได้โอกาสจึงบอกว่ามีความเดือดร้อนอยู่อย่างหนึ่งคือ ภรรยาของเราอยากจะกินดวงตาของชายหนุ่ม ถ้าไม่ได้กินจะตาย เราจึงขอร้องให้เพื่อนช่วยกัดชายหนุ่มให้ตายด้วย แล้วเราจะได้จิกเอาดวงตาไปให้ภรรยาของเรากิน งูเห่าบอกว่า ไม่ยากเลยเราจะจัดการให้ ในวันต่อมางูเห่าเข้าไปขดอยู่ในกองฟางของชายหนุ่ม คอยหาโอกาสอยู่ เมื่อเอาปูขึ้นจากหนองชายหนุ่มก็เดินไปที่กองฟางเพื่อจะเอาฟางไปให้โค งูเห่ากัดทำให้ชายหนุ่มล้มลง ปูทองเห็นดังนั้นจึงพูดว่า ท่านถูกงูเห่ากัดเราจะช่วยท่าน ฝ่ายกาเห็นชายหนุ่มล้มลงก็บินมาเพื่อจะจิกเอาดวงตา ขณะที่กำลังจะจิก ปูทองเอาก้ามหนึ่งหนีบขากาไว้ กาถูกปูหนีบจึงร้องด้วยความตกใจและขอร้องให้งูเห่าช่วย งูเห่าได้ยินก็รีบมาช่วยแผ่พังพานเข้าจะกัดปู ปูจึงเอาก้ามอีกข้างหนึ่งหนีบคองูเห่าเอาไว้ งูเห่าพยายามดิ้นรนก็ไม่หลุดจึงขอร้องไห้ปูปล่อย ปูจึงบอกว่าให้ดูดพิษออกจากชายหนุ่มเสียก่อนโดยหนีบขากาไว้เป็นประกัน เมื่องูเห่าดูดพิษออกจากชายหนุ่มแล้ว ชายหนุ่มก็หายเป็นปกติ ปูจึงคิดว่า ถ้าจะปล่อยสัตว์ทั้งสองไว้ก็จะเป็นอันตรายแก่ชายหนุ่ม จึงหนีบคองูเห่าจนตาย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=150"
    },
    {
      "title": "ศุภมิตร-เกศินี",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>เมืองจำปาก มีพระเจ้าศุภมิตรและพระนางเกศินีครองเมือง มีโอรส ๒ องค์คือ เจ้าชายชัยเสน และเจ้าชายชัยทัต มีพระอนุชาเป็นมหาอุปราช ต่อมามหาอุปราชวางแผนจะชิงเอาราชสมบัติ พระเจ้าศุภมิตรทราบเรื่องจึงพามเหสีและโอรสหนีไป ทำให้มหาอุปราชได้ครองเมืองตามต้องการ&nbsp;<br />\r\nพระเจ้าศุภมิตร เดินทางเข้าไปในป่า พบลูกนกจากคอน พระโอรสอยากลูกนกจึงไปเอามาให้เล่น แต่ต่อมาสงสารจึงเอาไปปล่อยไว้ในรังเช่นเดิม แล้วก็เดินทางต่อไป จนถึงฝั่งแม่น้ำใกล้เมืองตักศิลา เพราะเรือข้ามฝั่งเป็นลำเล็กพระองค์จึงอุ้มโอรสไปไว้อีกฝั่งหนึ่งก่อน แล้วจึงกลับมารับมเหสี ขณะกลับมาเรืออยู่กลางลำน้ำ &nbsp;พอดีมีชาวประมงมาพบเด็กทั้งสองถูกทิ้งไว้ริมฝั่งจึงเอาไปเลี้ยงไว้ และมีนายสำเภาพวกหนึ่งมาพบนางเกศินีจึงพากันฉุดนางขึ้นเรือไป&nbsp;<br />\r\nเมื่อพระเจ้าศุภมิตรกลับมาถึงฝั่งแรก ก็ไม่พบมเหสี กลับไปอีกฝั่งก็ไม่พบพระโอรสอีก บัดเดี๋ยวนี้ทุกคนต่างแยกกันไปคนละทิศคนละทาง พระศุภมิตรจึงเดินทางต่อมาจนถึงนอกเมืองตักศิลา ขณะนั้นเจ้าเมืองได้สิ้นพระชนม์โดยไร้ผู้สืบทอด เสนาอำมาตย์จึงทำพิธีปล่อยราชรถ ปรากฎว่าราชรถนั้นได้มาเกยพระเจ้าศุภมิตรไปเป็นกษัตริย์ครองเมืองตักศิลา&nbsp;<br />\r\nส่วนโอรสทั้งสองค์นั้นอาศัยอยู่กับชาวประมงจนเติบโต จึงได้เอาไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังของพระเจ้าศุภมิตร แต่พระเจ้าศุภมิตรกลับจำไม่ได้ ฝ่ายนางเกศินีที่ติดเรือไปกับนายสำเภาพ่อค้าไปยังเมืองต่างๆ ครั้งหนึ่งพ่อค้าก็ย้อนกลับมาที่เมืองศักศิลา สองมหาดเล็กนาม ชัยทัต และ ชัยเสน ถูกส่งตัวไปเฝ้าเรือสำเภาของพ่อค้า กลางดึกคืนหนึ่งสองมหาดเล็กนั่งคุยกันแก้เหงา ชัยเสนผู้พี่เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาเท่าที่จำได้ ขณะนั้นนางเกศินีนอนฟังอยู่ในเรือ ได้ยินเรื่องราวก็มาแสดงตัวว่าเป็นแม่ ทั้งสามกอดกันกลมด้วยความดีใจ นายสำเภาเห็นเช่นนั้นเข้าใจว่ามหาดเล็กลอบเล่นชู้กับนาง จึงจับตัวส่งคนทั้งสามไปให้ท้าวศุภมิตรตัดสิน ท้าวศุภมิตรได้พบและฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ยินดียิ่งนัก จากนั้นจึงรับเอามเหสีและโอรสมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=151"
    },
    {
      "title": "ท้าวเสียวสวาด",
      "type": "นิทานเข้าแบบ",
      "creator": "",
      "description": "<p>ท้าวเสียวสวาด เป็นขุนนางผู้เฉลียวฉลาดคนหนึ่ง ได้ถวายคำสอนแก่กษัตริย์และเพื่อนขุนนางพร้อมทั้งประชาชนทั่วไป หลักการสอนนั้นมีทั้งสอนตรง สอนโดยยกผญาสุภาษิต สอนโดยยกปริศนาธรรมและสอนโดยยกนิทานมาประกอบ นิทานที่ยกมานั้นมีนิทานชาวบ้าน นิทานชาดก นิทานอีสป แต่ละเรื่องให้แนวคิดที่น่าสนใจและชวนให้ติดตาม เช่นเรื่อง การทำคุณบูชาโทษ มีใจความว่า<br />\r\nมีเสือร้ายตัวหนึ่งนอนทับรูงูเห่าไว้ ทำให้งูเห่าหายใจไม่ออกจึงขึ้นมากัดเสือตาย ขณะนั้นพระฤาษีมาพบร่าง จึงร่ายมนต์ชุบชีวิตเสือให้ฟื้นคืนมา พอเสือฟื้นมา ก็โกรธหาว่าพระฤาษีรบกวนเวลานอนจึงจะจับพระฤาษีกินเสีย แม้พระฤาษีเล่าความจริงให้ฟังก็ไม่เชื่อ ทั้งสองจึงเดินทางไปพบเทพยดาตนหนึ่ง เทพยดาเห็นผิดเป็นชอบจึงตัดสินว่าเสือเป็นฝ่ายถูก พระฤาษีไม่พอใจจึงไปพบพญาวัวตัวหนึ่งให้ช่วยตัดสิน พญาวัวกลัวเสือจึงตัดสินว่าให้เสือชนะอีก พระฤาษีไม่พอใจจึงเดินทางต่อไปอีกจนไปพบกระต่ายที่เป็นสัตว์ฉลาด กระต่ายจึงให้พาไปดูสถานที่เกิดเหตุ และบอกให้เสือนอนลงที่เดิม เพื่อดูเหตุการณ์ ขณะนั้นงูเห่าได้ออกมากัดเสือตายอีก พระฤาษีต้องการชุบชีวิตเสือขึ้นมาอีก แต่กระต่ายห้ามไว้ ทั้งกระต่ายและพระฤาษี จึงเป็นเพื่อนกันตลอดชีวิต<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=152"
    },
    {
      "title": "สุทธนูชาดก",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีเมืองใหญ่อยู่เมืองหนึ่งชื่อว่าอุตระนครมีพญาอาทิจวังสะและนางจันทาเทวีปกครองเมือง มีโอรสองค์หนึ่งเกิดมาพร้อมธนู จึงได้ชื่อว่า สุทธนู เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มได้ไปเรียนวิชาอาคม ที่เมืองตักศิลา แล้วกลับมาเป็นอุปราชช่วยพ่อปกครองเมือง และที่เมืองอุตระนครนี้มีพญานาคชื่อ ชมภูชิตแห่งเมืองบาดาลอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นผู้คอยดูแลเรื่องน้ำท่าฟ้าฝน จึงทำให้ อุตระนครนี้มีความอุดมสมบูรณ์และสงบสุขตลอดมา&nbsp;<br />\r\nยังมีเมืองหนึ่ง อยู่ทางทิศตะวันตกชื่อเมือง เป็งจาน เกิดความแห้งแล้งอดอยากเพราะฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นเวลานาน เจ้าเมืองเป็งจานจึงให้คนมาสืบดูว่าทำไมเมือง อุตระนครจึงอุดมสมบูรณ์ มาถึงก็รู้ว่ามีพญานาคบันดาลฝนตกลงมาให้ เจ้าเมืองเป็งจานจึงส่งคนไปฆ่าพญานาค แต่คนที่ถูกส่งไป ถูกนายพรานนาม ปุณฑริกะ จับได้ก่อน พญานาคจึงรอดชีวิต จากนั้นมา พรานปุณฑริกะกับพญานาคจึงเป็นเพื่อนสนิทกัน<br />\r\nต่อมาวันหนึ่ง พรานปุณฑริกะไปล่าเนื้อในป่าพบสระน้ำของพระฤาษี จึงขออนุญาตเข้าไปเดินดู แล้วเข้าไปพบกินรีซึ่งเป็นลูกสาวพญาทุมราชและนางจิตตเทวีแห่งเมืองภูเงินกำลังเล่นน้ำอยู่ นายพรานคิดอยากจะได้ไปถวายท้าวสุทธนู จึงไปปรึกษากับพระฤาษี &nbsp;พระฤาษีบอกว่าให้ไปขอบ่วงบาศจากพญานาคมาดักเอาจึงจะจับกินรีได้ ดังนั้นนายพรานบุณฑริกะจึงไปขอบ่วงบาศจากพญานาคชมภูชิตนาคราชผู้เป็นสหายเมื่อได้แล้วจึงมาดักจับในวันต่อมา&nbsp;<br />\r\nปุณฑริกะ นายพรานจับนางกินรีชื่อมโนราห์ได้แล้วก็เอามาถวายท้าวสุทธนู และได้รับแก้วแหวนเงินทองสิ่งของมากมาย เป็นการตอบแทน ท้าวสุทธนูจึงได้นางมโนราห์เป็นมเหสี&nbsp;<br />\r\nต่อมาครั้งหนึ่งมีโจรผู้ร้ายที่ชายแดนออกก่อการปล้นสะดมภ์ที่ชายแดน ท้าวสุทธนูจึงออกไปปราบโจร ขณะเดียวกันพระยาอาทิจวังสะฝันร้ายจึงให้หมอโหรมาทำนายฝัน หมอโหรบอกว่าพระองค์จะต้องทำพลีกรรมจึงจะหายจากภัยพิบัติ และในพลีกรรมนั้นจะต้องเอาเลือดของนางมโนราห์มาเป็นเครื่องสังเวยภูตผีปีศาจด้วย นางมโนราห์ได้ยินดังนั้นจึงหาทางหนี โดยไปขอปีกและหางจากย่าคือ นางจันทาเทวี เพื่อจะได้รำให้ย่าดูก่อนที่นางจะตายไป นางจันทาเทวีหลงกล จึงมอบปีกและหางให้ เมื่อนางมโนราห์ร่ายรำไป พอได้โอกาสก็บินหนีกลับเมืองภูเงินทันที<br />\r\nระหว่างทางที่นางบินกลับ นางได้ลงไปสั่งความถึงท้าวสุทธนูไว้กับพระฤาษี ว่าไม่ให้ท้าวสุทธนูติดตามนางไปเพราะมีอันตรายมาก แต่หากจะตามไปขอให้เอาน้ำมนต์ทิพย์ไปด้วยโดยทำตามพิธีที่บอกไว้ พร้อมกันนั้นนางก็ฝากแหวนไว้ให้ท้าวสุทธนูด้วย&nbsp;<br />\r\nฝ่ายท้าวสุทธนูกลับจากชายแดนแล้วรู้ว่านางมโนราห์บินหนีไปทางทิศเหนือ(อุดร) จึงออกติดตามไปจนพบพระฤาษี พอได้ทราบความที่นางมโนราห์สั่งไว้ จึงตัดสินใจออกติดตามนางไป ในการเดินทางได้พบกับภูตผียักษ์มารมากมาย แต่ท้าวสุทธนูก็รอดชีวิตมาได้ทุกครั้ง สุดท้ายได้แอบขี่หลังพญานกอินทรีไปยังเมืองภูเงินสำเร็จ&nbsp;<br />\r\nเมื่อท้าวสุทธนูไปถึงเมืองภูเงินแล้วก็รออยู่นอกเมือง เห็นนางกินรีน้อยใหญ่ออกมาตักน้ำไปให้นางมโนราห์ ท้าวสุทธนูจึงแอบนำแหวนใส่ในถังน้ำ เมื่อถึงยามนางมโนราห์อาบน้ำได้พบแหวนนั้นจึงรู้ว่าท้าวสุทธนูได้มาตามหานางแล้ว จึงไปเชิญท้าวสุทธนูเข้ามาหาพ่อ พญาทุมราชให้ท้าวสุทธนูพิสูจน์ด้วยการแสดงอิทธิฤทธิ์จนเป็นที่พอใจ แล้วจึงยกลูกสาวให้&nbsp;<br />\r\nท้าวสุทธนูอยู่ที่เมืองภูเงินเป็นเวลานานจึงกลับมาเยี่ยมพญาอาทิจวังสะ โดยมาพร้อมกับพญาทุมราชและนางมโนราห์ เมื่อมาถึง อุตระนครพญาทุมราชขอลากลับก่อน ต่อมาพญาอาทิจวังสะเฒ่าชราลง จึงยกเมืองให้ท้าวสุทธนูปกครองสืบต่อมา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=153"
    },
    {
      "title": "พื้นเวียงจันทร์",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>เวียงจันทร์กับประเทศไทยเป็นศัตรูกัน ไทยยกทัพไปตีเวียงจันทร์หลายครั้งแต่ก็ไม่ชนะสักที ทั้งที่กำลังมากกว่า ทั้งนี้เพราะเวียงจันทร์มีพญานาคมาช่วยเวลาที่เจ้าอนุตีกลองขึ้น กษัติร์ย์ไทยทราบเรื่องจึงวางแผนให้เซียงเมี่ยงที่เป็นคนฉลาดปลอมเป็นหมอมอ (หมอโหร) เข้าไปในเวียงจันทร์ เมื่อได้โอกาสไปหาท้าวอนุก็ไปทายว่า &nbsp;เจ้าอนุได้รับมรดกที่เป็นเงินฝังไว้ที่ครกมอง (ครกกระเดื่อง) โดยอยู่เสาทั้งสองข้าง ข้างละหนึ่งหมื่น อยู่ที่หัวหนึ่งหมื่น ที่หางครกอีกหนึ่งหมื่น และอยู่ที่ใต้บันไดอีกหนึ่งหมื่น เมื่อเจ้าอนุให้คนขุดก็ได้พบจริงๆ จึงทำให้เกิดความเชื่อถือหมอคนนี้มาก ส่วนสาเหตุที่พบนั้นก็เพราะเซียงเมี่ยงให้คนเอาไปฝังไว้ก่อนแล้ว&nbsp;<br />\r\nต่อมาเซี่ยงเมี่ยงให้คนทำว่าวติดสะนูที่หัวแล้วปล่อยขึ้นสูงมากจนมองไม่เห็น ได้ยินแต่เสียง เจ้าอนุแปลกใจหาสาเหตุของเสียงนั้นไม่ได้ จึงให้หมอมอมาทายดู นายเซียงเมี่ยงหมอมอปลอมนั้นได้มาทายดูและบอกว่าวิธีแก้นั้น ก็คือต้องไปตัดลิ้นกลองบนั้นและอุดรูพญานาคเสีย เสียงนั้นจึงจะหาย พอเจ้าอนุหลงกลทำตาม หมอมอก็ให้คนไปตัดสายว่าวนั้นทิ้ง เสียงนั้นก็หายไป จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้กองทัพไทยเข้าตีเวียงจันทร์ &nbsp;เจ้าอนุให้คนไปตีกลองเพื่อให้พญานาคมาช่วย แต่กลองตีไม่ดังเสียแล้ว ประกอบกับรูนาคก็ถูกอุด พญานาคจึงไม่ได้ขึ้นมาช่วย ทำให้เวียงจันทร์พ่ายแพ้ในการสู้รบ เจ้าอนุถูกฆ่าตายแล้วเวียงจันทร์ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของไทยแต่นั้นมา&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=154"
    },
    {
      "title": "ลิ้นทอง",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>ท้าวลิ้นทองเป็นพระราชาของเจ้าชายเมืองหนึ่ง และเป็นเพื่อนกันกับลูกชายเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อ กาลสา ครั้งหนึ่งเกิดโรคระบาดขึ้น พระราชาจึงประกาศปิดเมืองไม่ให้คนในออกคนนอกเข้า พอดีขณะนั้นลูกชายเศรษฐีออกไปนอกเมือง แต่แล้วก็กลับเข้าเมืองไม่ได้ ด้วยความโกรธมากจึงออกเดินทางไปเรียนวิชาในป่า กลายเป็นยักษ์ที่มีคาถาอาคมมาก จากนั้นยักษ์ก็กลับมายึดเมืองของท้าวลิ้นทอง พระราชาพ่อของลิ้นทองถูกจับได้ ลิ้นทองกับแม่หนีออกไปได้ แต่แตกกันไปคนละทิศคนละทาง<br />\r\nท้าวลิ้นทองจึงไปอาศัยอยู่กับพระฤาษี เรียนคาถาวิชาอาคมจนเก่งกล้าเพื่อจะได้กลับมาปราบยักษ์กาลสา ด้วยความกลัวว่าจะเข้าเมืองไม่ได้จึงแปลงกายเป็นไก่แก้วอยู่กับย่าจำสวน ย่าจำสวนเห็นว่าไก่แก้วตัวนี้สวยงามนักจึงเอาไปถวายพระราชา แต่มเหสีของพระราชา ซื้อเอาไปก่อน ลิ้นทองจึงแปลงกายจากไก่แก้ว เป็นนกแก้ว แต่ก็ถูกมเหสีซื้อไปอีก ครานี้แปลงกายเป็นม้าจึงสามารถเข้าไปถึงพระราชาได้ ยักษ์กาลสาผู้เป็นพระราชาครองเมืองอยากลองขี่ม้าดูก่อน &nbsp;ทันทีที่ยักษ์ขึ้นขี่ ม้าก็พาวิ่งออกนอกเมืองทันที ยักษ์กาลสารู้ในบัดดลว่าม้านี้จะต้องเป็นท้าวลิ้นทองแน่นอน เมื่อไปถึงริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ยักษ์กาลสาจึงกินม้านั้นเสีย กินหมดทุกอย่างโดยหวังจะไม่ให้ท้าวลิ้นทองเกิดอีกเลย แต่ยังมีเศษเนื้อเหลืออยู่ที่ฟัน พอยักษ์ไปบ้วนปาก ท้าวลิ้นทองได้โอกาสก็กลายเป็นปลาว่ายหนีไป พอยักษ์รู้ว่าท้าวลิ้นทองเป็นปลา จึงวิดน้ำจับปลาทุกชนิดกินจนหมด แต่ปลาท้าวลิ้นทองแอบซ่อนอยู่ในหลืบหิน พอยักษ์หนีไปแล้วจึงออกมา&nbsp;<br />\r\nจากนั้นท้าวลิ้นทองก็ว่ายตามน้ำไปจนถึงเมืองยักษ์เมืองหนึ่งซึ่งมีลูกสาว ชื่อ สุวรรณคำภู เมื่อนางมาเล่นน้ำ ปลาท้าวลิ้นทองก็เข้ามาหานางจนคุ้นเคย นางสุวรรณคำภูจึงเอาปลาไปเลี้ยงไว้ในในวัง แต่พอถึงยามกลางคืน ปลาได้แปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงามออกมาอยู่กับนาง นานต่อมาพระราชายักษ์เคลือบแคลงจนจับได้ว่ามีคนแปลงเป็นสัตว์มาอยู่กับนาง จึงจับสัตว์ทุกชนิดมากินหมด ท้าวลิ้นทองรู้ตัวก่อนจึงแปลงเป็นดอกไม้มาอยู่บนมวยผมนางสุวรรณคำภู แต่ยักษ์รู้ทันจึงจับเอาไว้ ท้าวลิ้นทองจึงแปลงเป็นแก้วหล่นลงกับพื้น ยักษ์ก็แปลงเป็นนกจะคาบแก้ว &nbsp;ต่อมาแก้วกลายเป็นแมว นกจึงกลายเป็นหมาไล่กัดแมวทั้งสองฝ่ายต่างแปลงเป็นสัตว์ต่างๆ อีกมากจนสุดท้ายก็กลายเป็นยักษ์กับท้าวลิ้นทองเหมือนเดิม การต่อสู้ครั้งสุดท้าย ทั้งสองสู้กันตัวต่อตัว ปรากฎว่ายักษ์ถูกฆ่าตายพ่ายแพ้ ท้าวลิ้นทองจึงได้ครองเมือง<br />\r\nต่อมาท้าวลิ้นทองจะไปยึดเมืองคืน จึงยกทัพไปรบกับกาลสา รบกันอยู่นาน ท้าวลิ้นทองจึงเอาชนะฝ่ายยักษ์ได้ จากนั้นท้าวลิ้นทองจึงไปตามหาแม่กลับมาที่เมืองอื่นกลับมาอยู่ด้วยกัน ส่วนพ่อท้าวลิ้นทองถูกยักษ์กาลสาจับใส่กรงตาย ท้าวกาสาจึงได้ครองราชย์ทั้งสองเมืองตั้งแต่นั้นมา &nbsp;<br />\r\n&nbsp; &nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=155"
    },
    {
      "title": "แสงมณีแยงโลก",
      "type": "นิทานศาสนา",
      "creator": "",
      "description": "<p>วรรณกรรมเรื่องแสงมณีแยงโลกเดิมชื่อ โลกประทีป เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องเวสสันดรชาดก แต่กล่าวไม่หมด กล่าวเฉพาะกัณฑ์ทศพร หิมพานต์ และทานกัณฑ์เท่านั้นนอกนั้นเป็นเรื่องเล่าถึงการกำเนิดของพระอินทร์และอานิสงค์ของการให้ทาน ตลอดจนโทษของการตระหนี่เพื่อเป็นการชักจูงผู้คนให้เลื่อมใสในการบำเพ็ญกุศล<br />\r\nการกำเนิดของพระอินทร์ในเรื่องนี้กล่าวไว้ว่า พระอินทร์เดิมเป็นตากวนบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) นำญาติสามสิบคนสร้างทางหลวงจากหมู่บ้านไปยังนครหลวง แต่ถูกคนสอพลอไปทูลพระราชาว่าเป็นขบถ จึงถูกจับไปทรมานจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ภายหลังพระราชาทราบความจริงจึงประทานรางวัลให้มากมาย ด้วยอานิสงค์ของการสร้างทางให้เป็นสาธารณะประโยชน์ เมื่อตายไปจึงได้เกิดใหม่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสวยภพใหม่เป็นพระอินทร์&nbsp;<br />\r\nนอกจากนี้หนังสือยังได้กล่าวถึงผลของการขัดแย้งกันของสามีภรรยามีแต่นำผลไม่ดีมาให้โดยยกนิทานเรื่องสามีใจบุญสุนทาน แต่ภรรยาไม่ชอบใจ จึงดุด่าทั้งสามีและกล่าวให้ร้ายพระสงฆ์ ครั้นตายไปจึงไปตกนรกอเวจีทนทุกข์ทรมาน ส่วนสามีนั้นได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=156"
    },
    {
      "title": "พระปลาค่อ",
      "type": "นิทานศาสนา",
      "creator": "",
      "description": "<p>นิทานเรื่องนี้เป็นชาดกเรื่องหนึ่งที่อธิบายถึงวิบากกรรม ของพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาเสวยชาติเป็นพระเวสสันดร และเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา&nbsp;<br />\r\nมีปลาค่อ (ปลาช่อน) ผัวเมียอยู่คู่หนึ่ง มีลูกน้อยอยู่ด้วย นหนึ่งปลาค่อตัวผู้ออกไปหากิน ได้ไปกินเบ็ดของคนเข้าและถูกจับเอาไว้ จึงไม่ได้กลับมาหาลูกหาเมีย ส่วนตัวเมียคอยแล้วคอยเล่า ไม่เห็นตัวผู้มาจึงคิดว่าปลาค่อผู้ไปหาปลาตัวใหม่เป็นแน่&nbsp;<br />\r\nปลาค่อตัวผู้นั้นเมื่อคนจับไปแล้วเห็นว่าเป็นปลาค่อเผือกจึงปล่อยไปในวันรุ่งขึ้น ปลาค่อจึงกลับมาหาเมียได้อีก และบอกสาเหตุที่ไม่ได้กลับบ้าน แต่เมียไม่เชื่อก็ต่อว่าต่างๆ นานา แต่ทั้งสองก็อยู่ร่วมกันจนตายไป &nbsp;&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=157"
    },
    {
      "title": "สินไซ",
      "type": "นิทานวีรบุรุษ",
      "creator": "",
      "description": "<p>ท้าวกุศราชผู้ครองนครปัญจาล มีมเหสีชื่อจันทาเทวี ท้าวกุศราชมีน้องสาวชื่อสุมณฑา เมื่อนางอายุได้ 17 ปี ถูกยักษ์ชื่อ กุมภัณฑ์ แห่งเมืองอโนราชลักพาตัวไป ท้าวกุศราชจึงปลอมตัวเป็นภิกษุออกสืบหาจนไปถึงเมืองจำปา และได้ธิดาทั้งเจ็ดของเจ้าเมืองจำปามาเป็นมเหสี<br />\r\nต่อมานางจันทาเทวีคลอดลูกออกมาเป็นราชสีห์ชื่อว่า ท้าวสีโห และน้องคนสุดท้ายคลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์ชื่อว่า สินไซ หมอโหรรับสินบน จากธิดาทั้งหก จึงทำนายว่า ลูกทั้งสองเป็นกาลกิณี ท้าวกุศราชจึงเนรเทศออกไปจากเมือง&nbsp;<br />\r\nต่อมากุมารทั้งหกโตเป็นหนุ่มออกเรียนวิชาจึงไปพบกับสินไซอยู่ในป่า แล้วก็กลับมาในเมืองโกหกพ่อว่าเรียนสำเร็จแล้ว ท้าวกุศราชจึงสั่งให้ทั้งหกคนไปตามหานางสุมณฑา กุมารทั้งหกจึงไปหลอกสินไซว่าพ่อให้ไปตามหาอาว์ ทั้งหมดจึงพากันไปถึงทะเล สินไซให้สีโหอยู่ดูแลพี่ทั้งหก ส่วนตัวเองเดินทางไปพร้อมกับหอยสังข์จนถึงเมืองอโนราช สินไซรบชนะยักษ์ แต่นางสุมณฑาไม่ยอมกลับเพราะอยากจะพบลูกสาวชื่อนางสุดาจันทร์ที่ตกไปเป็นมเหสีเมืองบาดาลด้วยเหตุเพราะยักษ์กุมภัณฑ์แพ้สะกา สินไซจึงไปแข่งสะกา กับอรุณนาคและชนะนางสุดาจันทร์กลับมา ทั้งหมดจึงกลับเมืองปัญจาล แต่ในระหว่างทาง พี่ทั้งหกได้ผลักสินไซตกเหว แต่พระอินทร์มาช่วยไว้แล้วอุ้มไปส่งให้อยู่กับแม่ที่นอกเมือง&nbsp;<br />\r\nต่อมาท้าวกุศราชทราบความจริงทั้งหมดจึงสั่งลงโทษหมอโหร และเนรเทศกุมารทั้งหกกลับเมืองจำปา แล้วเชิญสินไซเข้าครองเมืองปัญจาลต่อไป ส่วนท้าวอรุณนาคได้เดินทางมาสู่ขอนางสุดาจันทร์ กลับไปเป็นมเหสีดังเดิม&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=158"
    },
    {
      "title": "มณีสัจจา",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>ที่เมืองหนึ่ง มีครอบครัวหนึ่งยากจนมากมีลูก 2&nbsp;คน คนโตเป็นชายชื่อ&rdquo;มณี&rdquo; คนน้องเป็นหญิงชื่อ &ldquo;สัจจา&rdquo; พ่อแม่หาเผือกหามันมาได้ก็กินเองหมด เด็กทั้งสองเห็นว่าพ่อแม่ไม่รักจึงพากันหนีออกจากบ้านไปโดยถือเอามีดด้ามนากไปด้วย ขณะเดินอยู่ในป่านั้นได้พบไข่ใบใหญ่ เพราะความหิว แต่ยังกลัวว่าจะเป็นอันตราย ไม่รู้ว่าเป็นไข่ของสัตว์ชนิดไหน พี่ชายจึงทดลองกินดูก่อน ถ้าไม่เป็นอะไรจึงจะให้น้องกิน แต่ถ้าเป็นอะไรไป พี่ชายบอกน้องว่า &ldquo;น้องอย่าได้พูดกับใคร&rdquo; &nbsp;พอกินแล้วพี่ชายกลายเป็นงูใหญ่ แต่ทั้งสองก็ยังเดินทางต่อไปจนพบแม่น้ำใหญ่สายหนึ่ง พี่ชายจึงบอกน้องว่าเราทั้งสองต้องแยกทางกันแล้ว โดยพี่ชายจะลงไปอาศัยอยู่ในน้ำและจะเอามีดด้ามนากนั้นไปด้วย ส่วนน้องสาวนั้นหลังจากแยกทางกันก็ได้แต่ร้องไห้นำตาเป็นสาย จนกระทั่งขี้ตาปิดบังท่วมตัวไปหมดคล้ายกับจอมปลวก&nbsp;<br />\r\nต่อมามีพระราชาองค์หนึ่ง ออกมาล่าสัตว์ต่อไก่ ต่อนก ได้มาเห็นสิ่งที่คล้ายจอมปลวกนี้มีน้ำซึมออกมา แปลกใจจึงให้เสนาอำมาตย์ขุดดู เมื่อขุดไปพบนางสัจจาเข้าจึงเอาไปเป็นมเหสีแต่นางไม่ยอมพูดกับใครเลย พระราชาไม่เชื่อว่านางจะเป็นใบ้ จึงพยายามทำให้นางพูดให้ได้ โดยวางแผนว่าจะออกคล้องช้าง เมื่อออกไปได้ 3-4&nbsp;วัน ก็ให้เสนาอำมาตย์บอกแจ้งข่าวว่าพระราชาตกช้างตายแล้ว นางก็ไม่ว่าอะไร ต่อมานางได้โอรสองค์หนึ่ง เมื่อตอนนางกล่อมลูกนอน นางไม่รู้ว่าจะกล่อมอย่างไรจึงพูดออกมาว่า &ldquo;เขาลือว่าผัวตกช้างตายไม่เสียดายเท่าพี่ชายเป็นพญานาค&rdquo; พระราชาซึ่งแอบฟังอยู่จึงเข้าใจ และปรากฎตัวออกมา นางรู้ว่าถูกจับได้จึงยอมพูดแต่นั้นมา และพระราชาถามถึงสาเหตุที่นางไม่ยอมพูด เมื่อเข้าใจตลอดเรื่องแล้วจึให้หมอผีทำพิธี เพื่อให้งูใหญ่นั้นกลับกลายมาเป็นคน หมองูเรียกงูจากแม่น้ำขึ้นมามากมาย แต่นางก็รู้ว่าไม่ใช่พี่ชาย จนกระทั่งงูตัวสุดท้ายมีมีดด้ามนากติดมาด้วย พอนางบอกว่าใช่ หมอผีก็ทำให้งูกลับเป็นมนุษย์ดังเดิม พระราชาจึงตั้งท้าวมณี เป็นมหาอุปราชของพระองค์<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=159"
    },
    {
      "title": "สุปุณณานาคชาดก",
      "type": "นิทานศาสนา",
      "creator": "",
      "description": "<p>ที่เมืองเป็งจาน มีเศรษฐีอยู่ ๒ คน คนหนึ่งชื่อรัตนะเศรษฐีเป็นช่างทำแก้ว อีกคนชื่อ รชตะเศรษฐี เป็นช่างทำเงินและทอง พระโพธิสัตว์เสวยชาติมาเกิดเป็นลูกชายของรชตะเศรษฐี ต่อมาเมื่อเติบโตเป็นหนุ่มขึ้นลูกชายของรชตะเศรษฐี ได้แต่งงานกับลูกสาวของรัตนะเศรษฐี ดังนั้นทรัพย์สินสมบัติของสองครอบครัวจึงรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน<br />\r\nเมื่อเศรษฐีทั้งสองเสียชีวิตแล้ว บุตรของทั้งสองตระกูลจึงเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก พระโพธิสัตว์ได้ทำบุญทำทานตลอดมา อยู่มาปีหนึ่งทำบุญกฐิน ในงานนี้มีคนมาช่วยมากมาย จึงมีการฆ่าวัวเพื่อเลี้ยงแขกคนในงาน วัวตัวนั้นเมื่อตายแล้วได้ไปรออยู่ที่เมืองยมฑูต ส่วนพระโพธิสัตว์ก็ทำบุญทำทานต่อมาจนสิ้นอายุขัยลงจึงได้ไปพบวัวตัวนั้น วัวมาทวงเอาบุญคุณและบอกว่าพระโพธิสัตว์เป็นคนสั่งให้ฆ่าตน ยมทูตจึงมาตัดสินและมาไกล่เกลี่ยจนยอมความกันได้ วัวได้ไปเกิดบนสวรรค์ ส่วนพระโพธิสัตว์นั้นเพราะรับรู้ด้วยในการฆ่าวัว แล้วไม่ได้ห้าม จึงต้องไปเกิดในเมืองบาดาลของพญานาค&nbsp;<br />\r\nพระโพธิสัตว์ที่เป็นเศรษฐีนั้นได้ไปเกิดเป็นบุตรพญานาคชื่อว่า &ldquo;ชมภูจิต&rdquo; ในเมืองบาดาลโดยมีนามว่า &ldquo;สุปุณณานาค&rdquo; ส่วนภรรยาของเศรษฐี ได้มาเกิดในตระกูลเศรษฐีเมืองเป็งจานโดยมีชื่อว่า &ldquo;ปุณณา&rdquo; เป็นลูกคนสุดท้อง มีพี่สาว ๒ คน ชื่อว่า ภาตา และ มัชฌิมา ตามลำดับ&nbsp;<br />\r\nเมื่อสุปุณณานาคโตเป็นหนุ่มแล้ว จึงลาพ่อมาเที่ยวเมืองมนุษย์ โดยแปลงกายเป็นชายหนุ่ม เดินทางมาจนถึงสวนมะม่วงของเศรษฐีแห่งเมืองเป็งจาน ขณะนั้นภรรยาเศรษฐีและนางปุณณา ได้มาเก็บมะม่วงพบสุปุณณานาคจึงขอร้องให้เก็บมะม่วงให้จนเป็นที่พอใจแก่ความต้องการ แล้วภรรยาเศรษฐีและนางปุณณาก็แอบหนีไปก่อน พอสุปุณณานาคกุมารลงมาไม่พบจึงไถ่ถามชาวบ้านแล้วติดตามไปถึงบ้าน จากนั้นก็แปลงกายให้คนอื่นเห็นเป็นงูใหญ่ ส่วนเศรษฐีและลูกสาวเห็นเป็นคน เศรษฐีจึงยกนางปุณณาให้ ทั้งสองจึงอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก&nbsp;<br />\r\nต่อมาหลายปี สุปุณณานาคคิดถึงบิดา คือ ชมภูจิตที่เมืองบาดาล จึงพานางปุณณาไปเยี่ยมเยียนถามข่าว แล้วกลับมาอยู่เมืองมนุษย์ดังเดิม ขณะเดียวกันพี่สาวของนางปุณณา เกิดความรักใคร่ในตัวสุปุณณานาคเช่นกัน นางจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิง&nbsp;<br />\r\nครั้งหนึ่งสุปุณณานาคต้องการกลับเมืองบาดาลเพื่อถามวิธีที่จะทำให้ตนไม่กลายเป็นพญานาคอีก พี่สาวของนางปุณณาจึงขอติดตามไปด้วย ก่อนไปได้หลอกให้นางปุณณาเข้าไปในฉางข้าว แล้วเอาน้ำหมากตาวน้ำเกี้ยงซึ่งทำให้คันมากสาดใส่แล้วปิดประตูฉาง ขังนางปุณณาเอาไว้ จากนั้นก็รีบไปเมืองบาดาลกับสุปุณณานาค ในเวลาไม่นานก็มีหนูตัวเล็กๆ มาช่วยให้นางปุณณาหายจากอาการคันและออกจากยุ้งฉางมาได้ &nbsp;ส่วนสุปุณณานาคและพี่สาวนางปุณณา เมื่อไปถึงเมืองบาดาล ไต่ถามถึงพิธีกรรมที่จะไม่กลับร่างเป็นนาคอีกเรียบร้อยแล้ว จึงกลับมาทำพิธี และสำเร็จตามประสงค์&nbsp;<br />\r\nส่วนพี่สาวของนางปุณณานั้นเห็นว่าไม่มีทางที่จะแย่งเอาผัวน้องได้ จึงเข้าไปในป่าหาเอางูใหญ่มาทำผัว แต่แล้วกลับถูกงูใหญ่กัดตาย&nbsp;<br />\r\nกล่าวถึงชมภูจิตพญานาคแห่งเมืองบาดาลต้องการจะให้สุปุณณานาคบุตรของตนได้ครองเมืองเป็งจาน จึงให้อำมาตย์เอาปัญหา ๑๒ ข้อมาถามเจ้าเมืองเป็งจาน โดยให้เวลาหาคำตอบ ๗ วัน ถ้าหากตอบไม่ได้จะยกทัพพญานาคมาตีเมือง เจ้าเมืองเป็งจานให้เสนาอำมาตย์ช่วยแก้ปัญหาแต่ไม่มีใครแก้ได้ สุปุณณานาคจึงรับอาสา และแก้ปัญหาได้สำเร็จ เจ้าเมืองเป็งจานจึงมอบสมบัติเงินทองให้มากมายเป็นการปูนบำเน็จ<br />\r\nต่อมาเมื่อเจ้าเมืองเป็งจานแก่ชราลง พระองค์มองไม่เห็นใครที่มีความสามารถที่จะปกครองบ้านเมืองต่อจากพระองค์ได้นอกจาก สุปุณณานาค ดังนั้นพระองค์จึงมอบเมืองเป็งจานให้สุปุณณานาคปกครองและยกลูกสาวทั้งสองให้อีกด้วย<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=160"
    },
    {
      "title": "สุพรหมโมกขา",
      "type": "นิทานศาสนา",
      "creator": "",
      "description": "<p>ครั้งเมื่อพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นคนยากจน เป็นบุตรคนขอทาน ต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็กๆ พ่อเลี่ยงดูสุพรหมโมกขา พร้อมด้วยสุนัขที่มีหางเก้าหาง ซึ่งเกิดพร้อมกัน (สหชาติ) ก่อนตายพ่อได้สั่งความไว้ว่า ถ้าพ่อตายให้เอาซากศพของพ่อไปไว้ที่ปลายนา สุพรหมโมกขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งพ่อเป็นอย่างดี เมื่อพ่อตายลง ด้วยอานุภาพของความดี พืชผลในไร่นาจึงงอกงามเป็นอย่างดีเกินคาด เพราะพระอินทร์ได้ส่งนางไข่ฟ้าให้ลงมาอยู่ในกะโหลกและคอยดูแลบ้านเรือนข้าวปลาอาหารเวลาสุพรหมโมกขาไม่อยู่ อยู่ต่อมานางถูกจับได้จึงได้อยู่เป็นสามีภรรยากัน&nbsp;<br />\r\nกิตติศัพท์ความงามของนางไข่ฟ้าเลื่องลือไปถึงเจ้าเมืองตุตระนครซึ่งเป็นคนมีใจพาลและมักมากในกามตัณหาจึงใคร่จะได้นางไข่ฟ้ามาเป็นภรรยา ดังนั้นจึงท้าพนันกับสุพรหมโมกขาต่างๆ นานา เช่น ชนไก่ ชนวัว ชนช้าง แต่ก็แพ้สุพรหมโมกขาเสียสิ้น เจ้าเมืองจึงบังคับให้ไปเอาดอกบัวที่เมืองบาดาลของพญานาค สุพรหมโมกขาจึงไปตามคำแนะนำของนางไข่ฟ้า โดยผ่านเมืองพญามดง่าม พญายักษ์ แล้วจึงถึงเมืองบาดาล ก็ได้ดอกบัวพร้อมทั้งลูกสาวของพญาทั้งสามเมืองด้วย เมื่อเอาดอกบัวไปถวายเจ้าเมืองแล้ว เจ้าเมืองยังไม่พอใจอยากได้นางไข่ฟ้ามาเป็นภรรยาเช่นเดิม จึงหาวิธีใหม่คือ ให้คนทำกลองขึ้นมาแล้วเอาเสนาอำมาตย์ผู้ฉลาดเข้าไปอยู่ในนั้น จากนั้นเอากลองไปมอบไว้ในบ้านของสุพรหมโมกขา เพื่อจะสืบดูว่าอะไรเป็นของ ขะลำ (ของต้องห้ามกิน ห้ามทำ) สำหรับสุพรหมโมกขา&nbsp;<br />\r\nเมื่อรู้แล้วก็เอากลองกลับมา แล้วทำอาหารสี่อย่างบังคับให้สุพรหมโมกขากิน นั่นคือ ไข่, ไข่มดง่าม, เนื้องู, และเนื้อหัวใจยักษ์ &nbsp;พอสุพรหมโมกขากินเข้าไป ภรรยาทั้งสี่คนเกิดโรคพยาธิ จึงพากันหนีกลับเมืองของตน นางไข่ฟ้าเดินทางผ่านป่าโดยสั่งความไว้กับสุนัขเก้าหางนั้นพร้อมแหวนหนึ่งวง &nbsp;พอสุพรหมโมกขากลับบ้านทราบเรื่องทั้งหมดจึงออกติดตามนางไข่ฟ้า โดยมีสุนัขเก้าหางเป็นเพื่อน&nbsp;<br />\r\nเมื่อไปถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่ง จึงพากันว่ายน้ำข้ามโดยสุนัขให้จับหางจนกระทั่งหางทั้งเก้าขาดหมด พอไปถึงอีกฝั่งแม่น้ำสุนัขก็ตายพอดี ถึงอย่างไร สุพรหมโมกขาก็เดินทางต่อไปจนพบนางไข่ฟ้าที่เมืองอุททุมมัททุวะดี อยู่ที่นั่นนานพอควรจึงกลับมายังเมืองตุตระนคร พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ที่เจ้าเมืองอุททุมมัททุวะดีแต่งตั้งให้ แต่พอไปถึงเมืองตุตระนคร เจ้าเมืองทราบเรื่องจึงยกทัพจะมาปราบ เกิดต่อสู้รบกันจนเจ้าเมืองตุตระนครตาย ชาวเมืองจึงยกให้สุพรหมโมกขาเป็นเจ้าเมืองแทน บ้านเมืองจึงสงบสุขแต่นั้นมา&nbsp;<br />\r\nเวลาต่อมา สุพรหมโมกขากับอำมาตย์ทั้งสี่ ปลอมตัวเป็นพ่อค้า ออกเที่ยวสั่งสอนไปตามเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองเกตุมะวดี, หงสาวดี, ทันตะนคร, คันทิยารัฐ, วิเทหราช เป็นต้น เพื่อให้เจ้าเมืองและชาวเมือง ตั้งชีวิตอยู่ในหลักศีลธรรมอันดีงาม แล้วจากนั้นก็กลับมาปกครองเมืองตุตระนครต่อมาจนสิ้นอายุลง<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=161"
    },
    {
      "title": "อุปคุตผาบมาร",
      "type": "นิทานศาสนา",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เตรียมการที่จะจัดทำสังคยนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 โดยให้พระโมคคัลลีเป็นประธานการทำสังคยนาที่กรุงปาฎลีบุตร พระโมคคัลลีทูลพระเจ้าอโศกว่า ในงานนี้จะมีพญามารมารบกวน มีผู้เดียวที่จะปราบพญามารลงได้คือ อุปคุตที่เป็นบุตรของนางมัจฉา ซึ่งได้ฮุบกินเอาคราบไคลของพระพุทธเจ้าลงไปในแม่น้ำในคราวที่พระสาวกเอาสบงพระพุทธเจ้าไปซัก หลังจากที่นางมัจฉากินคราบไคลนั้นก็ตั้งครรภ์กำเนิดบุตรออกมาคือท้าวอุปคุต<br />\r\nพระเจ้าอโศกก็ได้พระสุมณสามเณรเป็นผู้นิมนต์พระอุปคุตมาปราบมาร เมื่อพระอุปคุตมาถึงเข้าเฝ้าพระเจ้าอโศก และได้สำแดงอิทฤทธิ์โดยบันดาลให้ช้างศึกดุร้ายที่ถูกปล่อยออกมากลายเป็นหิน พระเจ้าอโศกเห็นก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา&nbsp;<br />\r\nในระหว่างการสังคยนา พญามารมาทำการรบกวนแต่ก็ถูกพระอุปคุตจัดการปราบโดยจับพญามารได้ จากนั้นก็เสกหนังหมาเน่าแขวนคอพญามารไว้ พญามารร้องขออุปคุตให้เอาออก อุปคุตจึงสั่งให้พญามารแปลงกายเป็นพระพุทธเจ้า เราะพญามารเคยเห็นพระพุทธเจ้าบ่อยๆ ในสมัยพุทธกาล เพื่อให้คนทั้งหลายได้เห็นพุทธลักษณะของพระพุทธเจ้า จากนั้นพระเจ้าอโศกก็สั่งให้ช่างวาดรูปไว้สำหรับเป็นแบบพิมพ์เค้าร่างในการหล่อพระพุทธรูป&nbsp;<br />\r\nเมื่อทำการสังคยนาเสร็จสิ้นแล้วระอุปคุตก็ลาพรเจ้าอโศกกลับไป&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=162"
    },
    {
      "title": "อินทปัตถา",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>พระราชานามว่า สมุทราชา ปกครองคนทั้งโลก พระองค์มีอายุแปดหมื่นสี่พันปีจึงสิ้นพระชนม์ ชาวเมืองทุกคนมีอายุยืนยาวพอๆ กันกับพระองค์ในสมัยนั้น และมีพระราชาสืบต่อมาถึงแปดหมื่นสี่พันพระองค์ องค์สุดท้ายมีพระโอรส 2 พระองค์ บิดาได้แบ่งให้ครองราชสมบัติคนละครึ่งทวีป และทั้งสองพระองค์ก็ส่งเครื่องบรรณาการแก่กันตลอดมา แต่เกิดมีครั้งหนึ่งผิดใจกันเพราะมหาดเล็กทะเลาะกัน จากเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นการสู้รบกันระหว่างเมือง แต่ไม่มีใครแพ้ชนะ และผู้ครองเมืองก็หายไปทั้งสองพระองค์&nbsp;<br />\r\nต่อมามีครอบครัวหนึ่งมีลูก 2 คน คนโตเป็นชายชื่อ &ldquo;สกุณวงศ์(กุนวงศ์)&rdquo; คนน้องเป็นหญิงชื่อ &ldquo;อินทปัตถา&rdquo; ต่อมาโจรได้เข้าปล้นบ้านจนทุกคนแตกกระเจิงหนีไป พ่ออุ้มได้ลูกสาวหนีไป แม่อุ้มได้ลูกชายแล้วหนีไปอยู่กับย่าจำสวน ต่อมามีคนหนีโจรมาอยู่ด้วยมากขึ้น ประกอบกับเจ้าสกุนวงศ์มีฤทธิ์บารมีมาก จึงตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองขึ้นมาชื่อเมืองว่า &ldquo;สุวันนภูมิ&rdquo;&nbsp;<br />\r\nฝ่ายพ่อพาลูกสาวไปอยู่กับปู่ย่า แล้วต่อมาได้ภริยาใหม่ แต่ภริยาใหม่นี้ไม่ถูกกันกับนางอินทปัตถาผู้เป็นลูกสาว นางจึงหนีออกจากบ้านไปอยู่ในป่า นางได้ปลูกข้าวขึ้นที่ทุ่งนาแห่งหนึ่ง ข้าวของนางนั้นหอมไปทั่ว จนพวกผีต่างๆ ได้เอาของวิเศษมาแลกเปลี่ยน นางจึงได้ของดีถึง 6 อย่างคือ เกือกแก้ว, พร้า, แว่นตาทิพย์, จอบ, เหล็กไฟ, ถุงย่าม จากนั้นนางจึงตั้งเมืองขึ้น ณ ที่นั้น ชื่อว่า &ldquo;อินทปัตถามหานคร&rdquo; แล้วก็ปกครองอย่างมีความสุข<br />\r\nกาลต่อมา นายพรานแห่งเมืองสุวันนภูมิออกล่าเนื้อมาจนถึงเมืองอินทปัตถา เห็นว่าบ้านเมืองอุดมสมบูรณ์และสงบดีจึงชวนเพื่อนบ้านอพยพเข้ามาอยู่ แต่เข้าประตูเมืองไม่ได้จึงออกันอยู่หน้าประตูนั้น เจ้าสกุนวงศ์มาพบเข้า ถามถึงเหตุการณ์ ได้ความแล้วจึงอาสาเข้าไปเปิดประตูให้ และได้ไปพบนางอินทปัตถาเกิดรักใคร่กันต่อมาได้แต่งงานกัน ภายหลังจึงรู้ว่าเป็นพี่น้องกันแต่ทั้งสองก็ครองเมืองอย่างมีความสุขสงบตลอดมา&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=163"
    },
    {
      "title": "สุริวงศ์",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>ท้าวพรหมทัตและนางพิมพากษัตริย์แห่งนครเป็งจาน ออกประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์ กวางทองตัวหนึ่งซึ่งเป็นยักษ์แม่หม้ายแปลงมาล่อให้นางพิมพาหลงใหลอยากได้ นางจึงขอร้องให้ท้าวพรหมทัตจับกวางมาให้ เมื่อท้าวพรหมทัตตามไป กวางทองก็กลายร่างเป็นหญิงสาวทำให้น่าหลงใหลจนได้กลายเป็นมเหสีอีกองค์&nbsp;<br />\r\nต่อมานางยักษ์เพ็ดทูลใส่ร้ายนางพิมพาจนท้าวพรหมทัตสั่งให้นำนางพิมพา และพระโอรสคือ ท้าวสุริวงศ์ไปประหารชีวิต แต่แล้วพระอินทร์ลงมาช่วยไว้ และนำไปส่งไว้ในป่า &nbsp;สองแม่ลูกต้องพลัดพรากจากบ้านเมืองไปอยู่ในป่า ขณะที่นอนอยู่ ยักษ์ทศกัณฑ์ผ่านมาเกิดรักใคร่จึงลักนางไปเป็นมเหสีที่เมืองยักษ์ แต่อย่างไรทศกัณฑ์ก็เข้าใกล้นางไม่ได้เพราะพระอินทร์บันดาลให้ร้อนกายร้อนใจ&nbsp;<br />\r\nฝ่ายสุริวงศ์ตื่นมาไม่พบแม่ จึงออกติดตามเข้าไปในป่า พบพระฤาษี ร่ำเรียนวิชาอาคมจนจบ และได้ลูกสาวบุญธรรมของพระฤาษีคือนางบัวแก้วไกรสรเป็นภรรยา แล้วจึงเนทางตามหามารดาต่อ จากนั้นได้รบกับยักษ์หลายตนและเชื้อพระวงศ์ของยักษ์ จนชนะยักษ์ทศกัณฑ์ แล้วพามารดากลับคืนสู่เมืองเป็งจานขับไล่นางยักษ์แปลงให้ออกจากเมืองไป&nbsp;<br />\r\nต่อมาพระฤาษีป่วย ท้าวสุริวงศ์พานางบัวแก้วไกรสรไปเยี่ยมและได้นางกินรีมาเป็นภรรยาเพิ่มอีก 6 ตน แต่แล้วกลับต้องพลัดพรากจากนางบัวแก้วไกรสรซึ่งแปลงเป็นพราหมณ์ ท้าวสุริวงศ์หลงใหลนางกินรีอย่างมาก แม้นได้พบนางบัวแก้วไกรสรอีกครั้งยังสั่งให้ประหารชีวิตนาง จนนางสะเทือนใจมาก &nbsp;เดือดร้อนถึงพระอินทร์ต้องไปนำศพของนางบัวแก้วไกรสรมาชุบชีวิตละนำไปไว้ที่เมืองเป็งจาน สุดท้ายทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=164"
    },
    {
      "title": "หน้าผากไกลกระด้น",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในสมัยของพระกกุสันโธพุทธเจ้า มีเศรษฐีผู้หนึ่งใจบุญสุนทานมาก เมื่อตายจึงได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์บนสวรรค์ ครั้นต่อมาหมดบุญจึงต้องจุติมาเกิดในเมืองมนุษย์ พระอินทร์ก็เดินทางออกจากวิมานของตน ระหว่างทางได้พบกับพระยาแถนซึ่งก็ได้ขออาศัยรถมาด้วย แต่พระอินทร์ไม่ยอมเพราะว่าศักดิ์ศรีไม่เสมอกัน พญาแถนโกรธมากจึงขว้างจักรมาโดนศรีษะพระอินทร์ทำให้แยกออกเป็น 2&nbsp;ส่วน คือ ส่วนหน้า (หน้าผาก) กับส่วนท้ายทอย (กระด้น) ทั้งสองส่วนตกลงมายังโลกมนุษย์ จุติเป็นลูกของพระราชาสองเมือง โดยหน้าผากอยู่เมืองสาคระอยู่ทางทิศตะวันออก กระด้นอยู่เมืองอุชิตะทางทิศตะวันตก&nbsp;<br />\r\nต่อมาเมื่อทั้งสองโตขึ้น ต่างก็ระลึกชาติได้ เกิดคิดถึงอีกฝ่ายหนึ่ง จึงหนีออกจากเมืองตนไปตามหากัน ระหว่างทางหน้าผากเดินทางมาพบหมูคาบแก้ว เหาะมาจากป่าหิมพานต์เกิดชอบพอกันจึงสาบานเป็นพี่น้องกัน หมูก็มอบแก้ววิเศษของตนซึ่งมีอิทธิฤทธิ์มาก ถ้าอมไว้ในปากจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ หน้าผากก็อาศัยแก้วนั้นเหาะมาตามหากระด้น ส่วนกระด้นได้ม้าวิเศษ ตามหาหน้าผากจนในที่สุดทั้งสองก็ได้พบกัน จากนั้นจึงพากันไปหาแถนหล่อ (พระเวสสุกรรม) ให้ช่วยหล่อตนทั้งสองเป็นคนเดียวกัน&nbsp;<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=165"
    },
    {
      "title": "สุริยคราส – จันทคราส",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีพี่น้องสองคน พี่ชายชื่อสุริยคราส น้องชายชื่อจันทคราส เกิดในครอบครัวคนยากคนจนเข็ญใจ เป็นกำพร้าแม่ ภายหลังพ่อไปมีภรรยาใหม่ &nbsp;ก็ถูกภรรยาใหม่กลั่นแกล้งรังแกต่างๆ นานา จนพี่น้องสุริยคราส-จันทคราส ชักชวนกันหนีออกจากบ้านบุกป่าฝ่าดงไปเรื่อยๆ โดยมีเทวดาต่างๆ คอยคุ้มครอง เป็นอย่างดี พระอินทร์และพระเวสสุกรรม ต้องการให้สุริยคราส - จันทคราสมีวิชาความรู้ติดตัว จึงแปลงลงมาเป็นงูกับพังพอนต่อสู้กัน ให้พี่น้องเห็น งูแกล้งเป็นสู้พังพอนไม่ได้ ถูกพังพอนกัดตาย จากนั้นพังพอนก็ไปคาบเอาสมุนไพรชนิดหนึ่ง มารักษางูจนฟื้น แล้วต่างก็หนีหายไป สองพี่น้องเห็นดังนั้น ก็รู้ว่าสมุนไพรนั้นเป็นยาวิเศษจึงถอนมาเก็บไว้<br />\r\nต่อมาทั้งสองเดินทางมาถึงเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลูกสาวพระราชาป่วยหนักถึงแก่ความตายไปได้ ๓ วันแล้ว สุริยคราสจึงใช้ยาวิเศษนั้นรักษาจนพระธิดาฟื้นคืนชีพ พระราชาก็ยกลูกสาวตนให้สุริยคราส&nbsp;<br />\r\nต่อมาพระราชาถึงแก่ความตายด้วยความชราภาพ สุริยคราสจึงได้ขึ้นครองเมืองสืบต่อมา จากนั้นมีนายสำเภาจากต่างเมืองมาเข้าเฝ้า และบอกให้ทราบว่า ลูกสาวพระราชาในเมืองของตนได้ถึงแก่ความตายจึงประกาศหา ผู้ที่สามารถชุบชีวิตนางให้ฟื้น ครั้งนี้สุริยคราสให้จันทคราสเดินทางไปรักษา จนนางฟื้นคืนชีพ ก็ได้แต่งงานกัน ภายหลังจันทคราสก็ได้ครองเมืองนั้นเช่นเดียวกัน&nbsp;<br />\r\nวันหนึ่งจันทคราส คิดถึงพี่ชาย จึงชวนภรรยาเดินทางด้วยเรือสำเภาไปหาสุริยคราส แต่ระหว่างทางเกิดพายุทำให้เรือแตก จันทคราสพลัดกันกับมเหสี จันทคราสจึงต้องออกตามหามเหสี จนพบว่าพระราชาเมืองหนึ่งจับเอาไปเป็นชายา ก็ไปต่อสู้แย่งชิงนางคืนมาได้ แล้วจึงพากันเดินทางต่อมา จนพบกับสุริยคราส พี่ชายของตน<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=166"
    },
    {
      "title": "ท้าวมูนกิตติ",
      "type": "นิทานวีรบุรุษ",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีเมืองอยู่สองเมือง เมืองหนึ่งมีพระเจ้าอิทธิราชปกครอง และพระองค์มีโอรสองค์หนึ่งนามว่า &ldquo;มูนกิตติ&rdquo; ส่วนอีกเมืองหนึ่งมีพระเจ้าอิทธิโลกปกครอง ทั้งสองพระนครนี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพราะพระราชาทั้งสองเป็นสหายกัน ต่อมาพระเจ้าอิทธิโลกยกทัพมาตีเมืองพระเจ้าอิทธิราชได้ชัยชนะ พระเจ้าอิทธิราชและมเหสีหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในเขตเมืองยางแดง ส่วนท้าวมูนกิตตินั้น ก็หนีไปอาศัยอยู่กับฤาษีและได้เรียนวิชาอาคมกับฤาษีตนนั้น<br />\r\nพ่อและแม่ของมูนกิตตินั้น อาศัยอยู่ในถ้ำอย่างทุกข์ทรมาน อยู่มาไม่นานทั้งสองคนก็ตายไป ส่วนท้าวมูนกิตติหลังจากฝึกวิชาอาคมจนเก่งกล้า ก็กลับมาตีเอาเมืองคืนโดยฆ่าพระเจ้าอิทธิโลกตาย แล้วขึ้นครองราชย์แทน และได้ออกติดตามหาพ่อแม่ จนไปพบศพทั้งสอง จากนั้นจึงเอาศพทั้งสองนั้นมาทำพิธีอย่างสมเกียรติ ท้าวมูนกิตติก็ได้ครองเมืองอย่างมีความสุข ต่อมา<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=167"
    },
    {
      "title": "ตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>พญาจันทะราชกษัตริย์แห่งเมืองเชียงโสมไปล่าเนื้อในป่าไปพบกวางทองซึ่งพระอินทร์แปลงกายมา พญาจันทะราชตามกวางทองจนพลัดจากหมู่ข้าราชบริพารหลงทางอยู่ในป่าต้องเสวยผลไม้เป็นอาหารรอนแรมอยู่ในป่าหลายวันจึงไปพบเมืองฟ้าแดดแล้วเข้าไปพักในศาลานอกเมือง ทรงทราบข่าวว่าพญาฟ้าแดดมีธิดาสาวสวยชื่อ นางฟ้าหยาด มีอายุ 16 ปี สร้างปราสาทราชมณเทียรให้อยู่กลางน้ำ แล้วจัดนางสนมกำนัลคอยเฝ้าพิทักษ์อย่างดี<br />\r\nเมื่อพญาจันทะราชทราบดังนั้นก็อยากได้นางเป็นพระมเหสีจึงอ้อนวอนพระอินทร์ให้ช่วยอุ้มสม พระอินทร์ร้อนอาสน์จึงช่วยให้อยู่กันอย่างลับๆ จนกระทั่งนางฟ้าหยาดตั้งครรภ์ พญาจันทะราชจึงกลับเมืองเซียงโสมและส่งขุนนางผู้ใหญ่มาสู่ขอ แต่พญาฟ้าแดดรู้ระแคะคายว่าลอบทำชู้กับนางฟ้าหยาดลูกสาวตนจึงโกรธมากถือว่าผิดประเพณีของกษัตริย์จึงไม่ยอมยกให้ พญาจันทะราชไม่พอใจจึงเกณฑ์ทัพใหญ่มาตีเมืองฟ้าแดดแต่ต้องพ่ายแพ้ และได้เสียชีวิตในการชนช้าง นางฟ้าหยาดเสียใจจนตรอมใจตาย พญาฟ้าแดดจึงจัดการศพทั้งสองอย่างสมเกียรติ เมืองเซียงโสมจึงต้องส่งส่วยให้เมืองฟ้าแดดตั้งแต่นั้นมา<br />\r\nพญาธรรมกษัตริย์ผู้น้องพญาจันทะราชได้ครองเมืองเซียงโสมต่อมาได้ประมาณ 6 ปี จึงยกทัพมาตีเมืองฟ้าแดดเป็นการแก้แค้นแทนพระเชษฐาเมืองฟ้าแดดพ่ายแพ้ในการทำสงครามครั้งที่ 2 จึงต้องส่งส่วยให้เมืองเซียงโสมตั้งแต่นั้นมา<br />\r\n&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=168"
    },
    {
      "title": "นางผมหอม",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>นางผมหอม เป็นนิทานพื้นบ้านอีสานที่เล่าสืบต่อกันมาช้านานว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้บริเวณเขาภูหอ (ภูหอเป็นภูเขาในตำบลภูหอ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย) วันหนึ่งได้ไปเที่ยวป่ากับเพื่อนเกิดพลัดหลง แล้วได้ไปดื่มน้ำที่รอยเท้าช้าง เมื่อกลับมาถึงบ้าน นางได้ตั้งท้องคลอดลูกเป็นผู้หญิง ผมมีกลิ่นหอมนางจึงตั้งชื่อลูกว่า &ldquo;นางผมหอม&rdquo; ต่อมานางได้ไปเที่ยวป่าอีกครั้งและเกิดพลัดหลง ครั้งนี้นางได้ไปดื่มน้ำที่รอยเท้าวัวป่าเกิดตั้งท้องอีกคลอดออกมาเป็นหญิงตั้งชื่อว่า &ldquo;นางลุน&rdquo; ตอนเด็กๆทั้งสองถูกเพื่อนล้อเสมอว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ แม่จึงเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง พอโตขึ้นนางผมหอมอธิฐานขอให้ฝันถึงพญาช้าง วันรุ่งขึ้นได้ขอแม่ไปเที่ยวป่ากับน้อง ทั้งสองไปเจอพญาช้าง พญาช้างจึงพิสูจน์ความจริงว่าใช่ลูกตัวเองหรือไม่ จึงอธิษฐานว่าใครเป็นลูกให้ปีนขึ้นมาบนหลังตนได้ ถ้าไม่ใช่ก็ปีนไม่ได้ นางผมหอมปีนขึ้นได้ แต่นางลุนปีนไม่ได้จึงถูกพญาช้างเหยียบตาย<br />\r\nต่อมานางผมหอมได้ไปอยู่ที่ปราสาทกับพญาช้าง วันหนึ่งนางได้ลงเล่นน้ำที่ลำธาร ลำธารที่นางผมหอมลงไปเล่นคือ &ldquo;ห้วยหอม&rdquo;&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=169"
    },
    {
      "title": "แก่งคุดคู้",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานแล้วมีพรานป่าคนหนึ่งชื่อ &ldquo;จึ่งขึ่งดั้งแดง&rdquo; รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน มีฝีมือในการล่าสัตว์ วันหนึ่งนายพรานผู้นี้ตามล่าควายเงินมาจากหลวงพระบาง (ที่เรียกควายเงินเพราะมูลของควายตัวนี้เป็นเงิน) พอมาถึงริมน้ำโขงเห็นควายเงินพักกินน้ำ นายพรานจึงดักซุ่มยิง พอดีชาวบ้านแล่นเรือผ่านมา ควายเงินตกใจตื่นเตลิดขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่ง (ต่อมาเขาลูกนี้ได้ชื่อว่า&quot;ภูควายเงิน&quot;) นายพรานเลยยิงไปถูกเขาอีกลูกจนพังทลายไปซีกหนึ่ง กลายเป็นหน้าผาสูงชัน ที่ชาวบ้านเรียกว่า &ldquo;ภูผาแบ่น&rdquo;<br />\r\nนายพรานโกรธคนที่แล่นเรือผ่านซึ่งเป็นต้นเหตุให้ควายเงินหนีไป จึงกลั่นแกล้งด้วยการขนหินมาขวางกั้นลำโขงไม่ให้เดินเรือได้ นายพรานทำการเกือบจะสำเร็จ ก็พอดีมีสามเณรรูปหนึ่งมาเห็นเข้า เณรนั้นออกอุบายหลอกให้นายพรานใช้ไม้เฮียะ (ไม้ใผ่ชนิดหนึ่ง) ผ่าซีกหาบหินแทน ไม้เฮียะผ่าแล้วจะเป็นสันคมกริบ เมื่อนายพรานใช้หาบหิน ไม้นั้นก็บาดคอนอนตายคุดคู้อยู่ที่ริมโขงนั้นเอง แก่งหินนั้นจึงเรียกว่า &ldquo;แก่งคุดคู้&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ผลจากการที่นายพรานขนหินมาวางขวางทำให้กลางน้ำโขง มีหลายแก่งหลายแห่ง มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น แก่งฟ้า แก่งจันทร์ เป็นต้น แก่งเหล่านี้แม้จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางในลำน้ำโขงมาแต่โบราณ แต่ก็เป็นบริเวณที่มีปลาเข้ามาอยู่อาศัยอย่างชุกชุม</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=170"
    },
    {
      "title": "นายแรง",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "สวัสดิ์  แก้วเศษ",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่งในเมืองพัทลุง &nbsp;มีสามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่ยังไม่มีลูก ทั้งสองพยายามบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้มีลูก &nbsp;แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถมีลูกได้ จึงพากันไปหาท่านสมภารที่วัด ท่านสมภารจึงแนะนำให้ไปหยิบก้อนกรวดที่ริมบ่อน้ำมาก้อนหนึ่ง ให้นำไปห่อผ้าขาวไว้ใต้หมอนแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอลูก ไม่ช้าภรรยาก็ตั้งครรภ์ กินอาหารได้มากผิดปกติ ยิ่งท้องแก่ยิ่งต้องเพิ่มอาหารมากขึ้น เมื่อคลอดทารกเป็นผู้ชายชาวบ้านแตกตื่นกันมาดู เพราะทารกโตเกือบเท่าเด็ก 1 ขวบ กินนมแม่อยู่ตลอดเวลา เด็กคนนี้โตวันโตคืน กินอาหารจุ &nbsp;น้ำนมของแม่ไม่พอเลี้ยงต้องต้มข้าวให้กินมื้อละ 1 กระทะ กินกล้วยครั้งละ 10 หวี &nbsp;ในที่สุดพ่อแม่ต้องยากจนลง จึงคิดที่จะฆ่าลูกชายเพราะไม่สามารถจะเลี้ยงต่อไปได้</p>\r\n\r\n<p>เช้าวันหนึ่งพ่อจึงชวนลูกชายไปตัดฟืนในป่า พ่อลงมือโค่นต้นยางขนาดใหญ่ พอต้นยางใกล้จะล้มก็เรียกลูกให้เข้ามารับ จึงถูกต้นยางล้มทับจมลงไปในดิน พ่อคิดว่าลูกคงตายแล้วจึงกลับบ้าน ตกตอนเย็นลูกชายกลับแบกต้นยางกลับมาวางไว้ที่หน้าบ้าน &nbsp;ชาวบ้านแตกตื่นกันมาดู ต่างเรียกชื่อเด็กชายคนนี้ว่า &ldquo;นายแรง&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>ครั้งหนึ่งมีเรือสำเภาเข้ามาค้าขาย พ่อแม่คิดจะฆ่านายแรงอีกจึงได้ฝากนายแรงไปกับเรือสินค้า เรือแล่นออกสู่ทะเลเป็นเวลาหลายวัน อาหารที่มีอยู่จึงไม่พอกิน พ่อค้าจึงหลอกให้นายแรงลงจับปลาโลมาแล้วแล่นเรือหนีไป แต่นายแรงยังโชคดีได้พบเรือที่จมอยู่ใต้ท้องน้ำ &nbsp;จึงกู้เรือนั้นขึ้นแล้วนั่งเรือกลับบ้าน พ่อแม่ของนายแรงเกิดสำนึกผิดที่คิดจะฆ่าลูก ก็เลยเต็มใจเลี้ยงลูกถึงจะประสบกับความยากจน นายแรงสงสารพ่อแม่ที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้พ่อแม่ยากจน จึงรับอาสาทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าชาวบ้านจะขอความช่วยเหลือในเรื่องอะไร เพื่อแลกกับอาหารมาเลี้ยงพ่อแม่</p>\r\n\r\n<p>วันหนึ่งนายแรงจับโจรที่เข้ามาปล้นวัวควายในหมู่บ้านได้ถึง 4 คน ทำให้โจรกลุ่มอื่นๆ หวาดกลัวไม่กล้าเข้ามาปล้นในหมู่บ้านนี้อีก นายแรงจึงเป็นที่รักของชาวบ้านทั่วไป ได้นำวัวควายมาให้นายแรงนำไปเลี้ยง นายแรงนำวัวไปเลี้ยงไว้ที่เชิงเขาลูกหนึ่ง ปัจจุบันเรียกว่า &ldquo;เขาหลักโค&rdquo; (อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง) ได้นำไก่ไปเลี้ยงไว้ที่เขาลูกหนึ่ง เรียกว่า &ldquo;เขาหลักไก่&rdquo; (อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง) นำควายไปเลี้ยงไว้ที่เกาะใหญ่ เรียกสถานที่นั้นว่า &ldquo;คอกควายนายแรง&rdquo; (ตำบลนาโหนด อำเภอเมืองพัทลุง) หมู่บ้านที่นายแรงอยู่มักมีช้างป่าออกมาอาละวาดทำลายเรือกสวนไร่นาชาวบ้าน มีจ่าโขลงตัวหนึ่งมีความดุร้ายมาก ออกมาถอนต้นไม้ &nbsp;พังบ้านเรือนราษฎรอยู่เสมอ นายแรงรับอาสาจับช้างตัวนั้นแล้วโยนไปตกที่จังหวัดสงขลากลายเป็นเขาลูกหนึ่ง เรียกว่า &ldquo;เขาลูกช้าง&rdquo; (ปัจจุบันเรียกเขารูปช้าง)&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>เมื่อพ่อแม่นายแรงเสียชีวิตแล้ว นายแรงได้ย้ายไปอยู่ที่ &ldquo;เขาหลักโค&rdquo; &nbsp;(ตำบลนาโหนด &nbsp;อำเภอเมืองพัทลุง) นายแรงเป็นคนที่ชอบกินเนื้อแลน (ตะกวด) วันหนึ่ง ๆ กินไม่ต่ำกว่า 10&nbsp;ตัว วันหนึ่งนายแรงไปหาแลนที่ตะแพนเขาปู่-เขาย่า ได้พบแลนยักษ์ตัวหนึ่ง นายแรงจึงขว้างด้วยมีดอีโต้ เรียกที่นั้นว่า &ldquo;ทุ่งอ้ายโต้&rdquo; แลนแล่นผ่านบ้านลานแยะ บ้านพังดาน บ้านปากเลน เขาโต๊ะบุญ บ้านพังโย ทางที่แลนวิ่งผ่านกลายเป็นคลอง ชาวบ้านเรียกว่า &ldquo;คลองห้วยแลน&rdquo; แลนยักษ์แล่นลอดเข้าไปทางใต้เขาพนมวังก์ ไปซ่อนตัวอยู่ในโพรงหินทางด้านทิศตะวันตกของเขาเมือง นายแรงขุดด้วยจอบโดยมีหมาช่วยขุดคุ้ยหิน ชาวบ้านเรียกตรงนั้นว่า &ldquo;หินรอยหมากัด&rdquo; จนถึงเวลาเที่ยงวันนายแรงยังจับแลนยักษ์ตัวนั้นไม่ได้ จึงใช้ให้หมาไปเอาข้าวห่อที่บ้านเขาหลักโค ตนเองขุดต่อไปมีก้อนหินมหึมากีดขวางด้ามจอบ นายแรงจึงดันหินนั้นให้ออกห่างไปทางด้านทิศตะวันตก กลายเป็นเขาอีกลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า &ldquo;เขารุน&rdquo; ส่วนหินที่เกิดจากการขุดคุ้ย ชาวบ้านเรียกว่า &ldquo;ขี้จอบนายแรง&rdquo; เมื่อนายแรงจับแลนยักษ์ได้ก็ฟาดกับเขาอีกลูกหนึ่ง เลือดแลนยักษ์ไหลอาบหน้าผาเป็นสีแดงฉาน จึงเรียกเขาลูกนั้นว่า &ldquo;เขาแดง&rdquo; (อำเภอเมืองพัทลุง) นายแรงนำมีดอีโต้ที่ชำแหละแลนไปล้างเลือดที่คลองแห่งหนึ่ง คลองนี้จึงเรียกว่า &ldquo;คลองอ้ายโต้&rdquo; นำหนังแลนไปตากที่กลางทุ่งนาทางทิศตะวันตกของเขาพนมวังก์ ที่นั้นจึงเรียกว่า &ldquo;ทุ่งขึงหนัง&rdquo; (อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง) ไปเอาตะไคร้ที่เขาอีกลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกเขานี้ว่า &ldquo;เขาไคร&rdquo; (อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง)&nbsp;</p>\r\n\r\n<p>นายแรงมักจะเดินทางไปเอาสิ่งของที่ตนต้องการในที่ไกลๆ เพราะเขาไปมารวดเร็ว จึงไปตำน้ำพริกที่อำเภอปากพะยูนที่ตรงนั้นจึงเรียกว่า &ldquo;บางน้ำชุบ&rdquo; นำเนื้อแลนไปจิ้มกินที่เขาอีกลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า &ldquo;เขาจุ้มโจ้&rdquo; นายแรงนำเนื้อแลนที่เหลือไปฝากหมาตัวเอง แต่พบว่าหมาขาดใจตายเสียแล้ว ที่คอยังมีข้าวห่อแขวนอยู่ ภายหลังกลายเป็นหิน ชาวบ้านเรียกว่า &ldquo;เขาหัวหมา&rdquo; (อำเภอเมืองพัทลุง) ต่อมานายแรงเป็นห่วงควายที่นำไปเลี้ยงไว้ที่เกาะใหญ่ จึงออกเดินทางไปเกาะใหญ่ ได้หุงข้าวต้มไก่ที่แหลมแห่งหนึ่ง ต่อมาเรียกว่า &ldquo;แหลมไก่ฟู่&rdquo; (อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง) ลมพัดจัดไม่สามารถหุงข้าวต้มไก่ได้&nbsp; จึงเลื่อนไปหุงที่ริมเนิน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้วก็ทิ้งหม้อข้าวหม้อแกงไว้ที่นั้น เรียกที่นั้นว่า &ldquo;ควนตั้งหม้อ&rdquo; (อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง)&nbsp; ต่อมาเมืองขึ้นของไทยทางมลายูเกิดแข็งเมือง นายแรงอาสาไปรบศึกครั้งนี้ด้วย นายแรงเป็นกองหน้าบุกตะลุยข้าศึกจนได้รับชัยชนะ นายทัพฝ่ายไทยเห็นว่านายแรงมีฝีมือยอดเยี่ยมมีกำลังมาก จึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง ครั้งนั้นทางเมืองนครศรีธรรมราชกำหนดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์ และจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต บรรดา 12 หัวเมืองปักษ์ใต้ต่างก็นำเงินทองไปบรรจุในพระบรมธาตุ&nbsp; เมืองที่นายแรงเป็นเจ้าเมืองก็เป็นเมืองขึ้นนครศรีธรรมราชด้วย&nbsp; ประกอบกับนายแรงมีความศรัทธาในพุทธศาสนา จึงขนเงินทองเป็นจำนวนมากถึงเก้าแสนบรรทุกเรือสำเภา พร้อมด้วยไพร่พลออกเดินทางไปเมืองนครศรีธรรมราช ขณะกำลังเดินทางเรือสำเภาถูกคลื่นลมชำรุด จึงเข้าจอดเรือที่ชายฝั่งหาดทรายแห่งหนึ่งเพื่อซ่อมแซมเรือ พอได้ทราบข่าวว่าทางเมืองนครศรีธรรมราชได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเสร็จแล้ว นายแรงเสียใจมาก จึงให้ไพร่พลขนเงินทองบรรจุไว้บนยอดเขาลูกหนึ่ง สั่งให้ลูกเรือตัดหัวของตนไปวางไว้ที่ยอดเขา นายแรงกลั้นใจตาย ลูกเรือต้องจำใจตัดหัวเจ้านายไปวางไว้บนยอดเขาตามคำสั่ง เขาลูกนี้ภายหลังเรียกว่า &ldquo;เขาแก้วแสน&rdquo; เสียงเพี้ยนไปเป็น &ldquo;เก้าเส้ง&rdquo; ก้อนหินที่ปิดทับอยู่บนยอดเขาเรียกว่า &ldquo;หัวนายแรง&rdquo; ชาวบ้านเชื่อว่าดวงวิญญาณของนายแรงยังเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่ที่เขาเก้าเส้ง (อำเภอเมืองสงขลา) มาจนทุกวันนี้&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=171"
    },
    {
      "title": "เก่งไม่เท่ากัน",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ลาภ  เพ็ญสวัสดิ์",
      "description": "<p>มีวัดอยู่วัดหนึ่ง &nbsp;วัดนั้นมีหลวงตากับลูกศิษย์อีก 2 คน ชื่อ ไอ้พร กับ ไอ้ชัย หลวงตารักศิษย์สองคนไม่เท่ากัน คือรักไอ้พรมากกว่าไอ้ชัย เพราะหลวงตาคิดว่าไอ้พรฉลาดกว่าไอ้ชัย และขยันทำงานทำการมากกว่า อยู่มาไอ้ชัยเกิดน้อยใจขึ้นมาว่าหลวงตารักศิษย์ไม่เท่ากันจึงเข้าไปตัดพ้อต่อว่า และถามหลวงตาว่าทำไมจึงรักพวกตนไม่เท่ากัน หลวงตาบอกว่ารักความฉลาดของคน ไอ้พรเถียงว่าแล้วหลวงตารู้ได้อย่างไรว่าเราสองคนฉลาดไม่เท่ากัน หลวงตาบอกว่าคอยสักวันสองวันจะพิสูจน์ให้ดู พอวันรุ่งขึ้นบังเอิญว่าหมาในวัดตัวหนึ่งคลอดลูกออกมา หลวงตาได้โอกาสจึงเรียกไอ้ชัยมา แล้วบอกว่า &ldquo;ไอ้ชัยมึงไปแลหมาทีว่าเกิดแล้วยัง&rdquo; ไอ้ชัยไปดูสักครู่หนึ่งแล้วกลับมาบอกหลวงตาว่าเกิดแล้ว หลวงตาถามว่ากี่ตัว ไอ้ชัยบอกว่าไม่ทราบแต่ว่าเกิดแล้ว หลวงตาก็บอกไอ้ชัยว่า ให้ไปตามไอ้พรมา ไอ้ชัยหายไปสักพักหนึ่งกลับมาพร้อมกับไอ้พร หลวงตาก็สั่งไอ้พรว่า &ldquo;มึงช่วยไปแลหมาทีว่าเกิดแล้วยัง&rdquo; ไอ้พรไปสักครู่หนึ่งก็กลับมาบอกหลวงตาว่า &ldquo;เกิดแล้วหลวงตาเหอ 5 ตัว โผ้ 2 เหมีย 3 ดำ 2 ขาว 2 ลายตัวหนึ่ง&rdquo;* หลวงตาได้ยินดังนั้นก็ชอบใจจึงพูดกับไอ้ชัยว่า &ldquo;มึงเห็นแล้วยังละว่ามันฉลาดกว่ามึงตรงไหน แล้วอี้ให้กูรักเท่ากันพรื่อละ&rdquo;&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=172"
    },
    {
      "title": "แก้วสารพัดนึก",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "รุ่น  สมมาตร",
      "description": "<p>มีผัวเมียอยู่คู่หนึ่งรักกันมากไม่เคยทะเลาะกันเลย ผัวว่าอย่างไรเมียก็ว่าอย่างนั้น อยู่มาปีหนึ่งเกิดฝนแล้งจัดทำนาไม่ได้ผล &nbsp;ผัวเมียคู่นี้จึงชวนกันไปวิดน้ำทะเล ขณะที่ผัววิดเมียก็อยู่ข้าง ๆ คอยให้กำลังใจ ผัววิดไปได้สักพักก็ถามเมียว่าจะแห้งแล้วยัง เมียก็ตอบว่า แห้งไปเยอะแล้วพี่ ผัวก็วิดต่อไปสักพักก็ถามเมียอีกว่าจะแห้งแล้วยังน้อง เมียก็ว่าเหลือนิดเดียวแล้วพี่ สองคนผัวเมียวิดจนกระทั่งว่าเดือดร้อนถึงแม่ปลา ถ้าผัวเมียคู่นี้วิดน้ำทะเลแห้งพวกตนเดือดร้อนแน่ แม่ปลาจึงมาขอร้องต่อสองผัวเมียว่าอย่าวิดอีกเลยเราจะให้แก้วสารพัดนึก จะนึกอะไรก็ได้อันนั้น แต่ให้นึกเพียง 3 ครั้งเท่านั้น ผัวเมียก็ตกลงนำแก้วสารพัดนึกนั้นกลับบ้าน แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐาน ครั้งแรกขอบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ครั้งที่สองขอเพชรนิลจินดา แก้วแหวนเงินทอง ครั้งที่สามขอข้าทาสบริวารช้างม้าวัวควาย ปรากฏว่า ผัวเมียคู่นี้ก็เป็นมหาเศรษฐีขึ้นมา ข่าวได้แก้วสารพัดนึกก็ไปถึงเพื่อนเกลอคนหนึ่งซึ่งต้องการจะร่ำรวยเหมือนเพื่อนเกลอบ้าง ก็เดินทางไปขอแก้วสารพัดนึกจากเพื่อน แต่ว่าสองผัวเมียคู่ที่จะไปขอแก้วสารพัดนึกจากเกลอนั้นไม่ลงรอยกันมีความขัดแย้งกันเสมอ มีการทะเลาทุบตีกันเป็นประจำ พอได้แก้วสารพัดนึกมาแล้ว เมียก็อยากได้บ้านเรือน แก้วแหวนเงินทอง ผัวก็ว่าแก้วแหวนเงินทองไว้นึกตอนหลัง เพราะนึกได้ตั้ง 3 ครั้ง ตอนเที่ยง ๆ เช่นนี้ต้องนึกถึงของหวานของคาวก่อน เมียไม่พอใจจึงเกิดเถียงกัน ขณะที่เมียเถียงอยู่นั้นผัวก็ตั้งจิตอธิษฐานที่จะนึกแล้ว &nbsp;เมียก็โมโหด่าผัวว่า &ldquo;ไอ้ร้อยควย&rdquo; พอสิ้นคำด่าของเมียอวัยวะเพศก็งอกออกมาจากเอวผัวเต็มไปหมด เมียก็ตกใจจึงอธิษฐานใหม่ว่าให้ไปให้หมด คราวนี้อวัยวะเพศของผัวก็หายไปหมดทั้งของที่มีอยู่เดิมด้วย การอธิษฐานเหลือเพียงครั้งเดียวแล้วก็บอกว่าให้กลับมาเฉพาะของผัวเถิด อวัยวะเพศของผัวอันเดิมก็กลับมา ตกลงว่าไม่ได้อะไรเลยเพราะจิตใจไม่ตรงกัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=173"
    },
    {
      "title": "คงรอดกับยอดทอง",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>คงรอดกับยอดทองเป็นเกลอกัน แต่อยู่คนละหมู่บ้าน คงรอดได้แต่งงานกับสาวสวยในหมู่บ้านที่ตนอยู่ &nbsp;ข่าวการแต่งงานรู้ถึงยอดทอง ยอดทองต้องการเห็นหน้าเมียเพื่อนเกลอ แต่ยอดทองเป็นคนตาบอด เมื่อไปถึงบ้านคงรอด คงรอดก็ชวนนอนบ้านตน ยอดทองพักอยู่บ้านคงรอด 2 คืน ได้ยินแต่เสียงเมียของคงรอดแต่ไม่เห็นหน้า ก็คิดอุบายพอคืนที่ 3 ยอดทองพูดกับคงรอดว่า &ldquo;เกลอเหอที่เรามาบ้านเกลอครั้งนี้ก็เพราะได้ข่าวว่าเมียเกลอสวย เราก็อยากจะเห็นว่าเมียเกลอสวยตามคำร่ำลือหรือไม่ ก็ดั้นด้นมาด้วยความลำบาก แต่พอมาถึงเราก็ไม่ได้เห็นอย่างใจต้องการเพราะตาบอดเกลอช่วยสงเคราะห์เราได้ไหม ขอดวงตาเราสักข้างให้เราได้เห็นหน้าเมียเกลอบ้างสักนิด แล้วเราจะคืนให้&rdquo; คงรอดได้ฟังก็สงสารเพื่อนเกลอ ยอมให้ยอดทองควักเอาดวงตาไป ยอดทองได้โอกาสควักลูกตาของคงรอดทั้ง 2 ข้าง และใส่ในตาตนเอง แล้วยอดทองก็มองเห็นเมียคงรอด พบว่าสวยมากจริงก็คิดจะเอาเป็นเมียตน แต่เมียคงรอดไม่ยอมและขอดวงตาสามีตนคืน ยอดทองไม่ยอมคืนและไม่สามารถเอาเมียเพื่อนได้ก็จากไป ส่วนเมียคงรอดเมื่อผัวตาบอดก็ยังดูแลอย่างดี วันหนึ่งเมียพาคงรอดไปอาบน้ำที่บ่อแห่งหนึ่ง เมียลืมของสำคัญไว้จึงกลับไปเอาบอกให้ผัวนั่งคอยที่ปากบ่อแล้วให้ท่องพุทโธไปเรื่อย ๆ ในป่าใกล้ ๆมีฤๅษีตนหนึ่งได้ใช้เสือ 2 ตัว ชื่อว่าอ้ายพุดกับอ้ายโทไปเอาน้ำที่บ่อ เมื่อเสือไปถึงบ่อน้ำเจอคงรอดนั่งท่องพุทโธ ๆ นึกว่าเรียกตนทั้ง 2 จึงกลับไปบอกฤๅษี ฤๅษีให้เสือทั้ง 2 นำคงรอดมาหาตนแล้วได้ฟังเรื่องต่าง ๆ ก็เกิดความสงสาร ให้อ้ายพุดกับอ้ายโทไปหากวางมา แล้วเอาตากวางใส่ให้คงรอดมองเห็นเหมือนเดิม คงรอดขอบคุณฤๅษีแล้วกลับไปหาเมียอยู่กินกันอย่างมีความสุข</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=174"
    },
    {
      "title": "คนอยากรวย",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ลาภ  เพ็ญสวัสดิ์",
      "description": "<p>มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นชายยากจนมาก วันหนึ่งจึงเดินทางไปนอกหมู่บ้านไปพบลุงคนหนึ่งนั่งเลี้ยงวัวอยู่คนเดียว ชายหนุ่มจึงเข้าไปพูดกับลุงคนนั้นว่า &ldquo;ผมจนจังแล้ว งานก็ทำแต่ไม่รวยสักที&rdquo; ลุงนั้นถามว่าทำงานอะไร ชายหนุ่มก็ตอบว่า นาก็ทำ ข้าวโพดก็ปลูก ปลาก็หา ทำทั้งนั้นแต่ไม่รวย ลุงนั้นก็ถามว่าทำมากน้อยแค่ไหน ชายนั้นตอบว่าทำนิด ๆ หน่อย ๆ ลุงก็ตอบว่ารู้แล้วทำไม ทำไมไม่รวย ลุงจึงบอกแก่ชายหนุ่มว่า &ldquo;มึงลองไปขึ้นต้นไม้นั่นให้กูแลถิ&rdquo;* ชายหนุ่มก็ ขึ้นไปบนต้นไม้นั้นตามที่ลุงสั่ง เมื่อขึ้นไปถึงยอด แล้วลุงก็บอกว่ากอดต้นไม้ให้แน่นน่ะ ว่าแล้วลุงนั้นก็โยกต้นไม้ ชายนั้นตกใจแต่ก็กอดต้นไม้ไว้แน่นไม่ตกลงมา เสร็จแล้วลุงก็พูดกับชายนั้นว่า &ldquo;ขอให้เจ้าประกอบอาชีพเถอะ จะทำอะไรก็แล้วแต่ขอให้ทำให้จริง ให้กระชับให้มั่นเหมือนที่จับยอดไม้ที่ลุงโยกเท่าไหร่ก็ไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นทำอะไรทำให้จริงสักอย่าง อย่าจับจดเอาหมดทุกอย่างแต่หาความมั่นคงไม่ได้ ให้เลือกทำจริงจังเสียสักอย่าง&rdquo; ชายหนุ่มคนนั้นเมื่อกลับมาบ้านก็ตั้งหน้าตั้งตาหาปลาในทะเลขายจนร่ำรวย&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=175"
    },
    {
      "title": "ความลับไม่มีในโลก",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "รุ่น  สมมาตร",
      "description": "<p>มีพระราชาองค์หนึ่ง เสด็จประพาสป่าบังเอิญหลงทางไปในหมู่บ้านร้าง มีตากับยายแก่ ๆ 2 คน ตายายไม่รู้จะเอาอะไรให้พระราชาเสวย &nbsp;เพราะความยากจนจึงเอาข้าวสารมาคั่วแล้วผัดกับน้ำตาลพอมีรสหวานปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ยาว ๆ คล้ายก้อนขี้หมาที่กินเม็ดข้าวสาร แล้วนำไปให้พระราชาเสวย พระราชาเสวยแล้วทรงชอบมากเรียกให้มหาดเล็กมาดูแล้วสั่งว่า &ldquo;คราวหลังให้คนครัวในวังทำอาหารเช่นนี้มาให้เราเสวยบ้าง&rdquo; มหาดเล็กคนนั้นเห็นแล้วคิดว่าเป็นขี้หมา แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร พอกลับเข้าไปในวังมหาดเล็กก็ไปบอกคนครัวว่าให้หาขี้หมาที่มีข้าวสารติดอยู่มาให้พระราชาเสวย คนครัวก็ทำตามตั้งแต่นั้นมาพระราชาเมืองนั้นก็เสวยแต่ขี้หมาผัดน้ำตาลเป็นประจำจนมหาดเล็กนั้นทนไม่ได้ ด้วยความคับอกจะไปพูดกับคนอื่นก็กลัวจะรู้ถึงหูของพระราชาตัวเองต้องถูกประหารชีวิตแน่ จึงเข้าไปในป่าพูดกับต้นตะเคียนว่าพระราชากินขี้หมา พระราชากินขี้หมา เสร็จแล้วก็หายคับอกก็กลับเข้าวัง ต่อมาทหารกลุ่มหนึ่งของพระราชาต้องการหาไม้ทำกลองถวายวัดตามคำสั่งของพระราชา ทหารก็ไปหาไม้ในป่าก็พบไม้ตะเคียนต้นนั้นมาทำกลอง ทำเสร็จแล้วตีดูปรากฏว่าดังผิดปกติเป็นคำพูดว่า &ldquo;พระราชากินขี้หมา&rdquo; พอตีอีกก็ดังเช่นนั้นอีก มหาดเล็กคนที่ไปพูดกับต้นตะเคียนต้นนั้นได้ยินแล้วรำพึงขึ้นว่า &ldquo;ความลับไม่มีในโลก&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=176"
    },
    {
      "title": "ช้างเกเร",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีแม่นกเสียบไส้ตัวหนึ่งเลี้ยงลูกอ่อนอยู่ในพงหญ้า &nbsp;วันหนึ่งมีช้างโขลงหนึ่งเดินมุ่งหน้ามายังที่แม่นกเสียบไส้อาศัยอยู่ ด้วยความตกใจกลัวว่าช้างโขลงนั้นจะเหยียบลูกนกตาย แม่นกจึงบินเข้าไปหาจ่าโขลง แล้วพูดขอร้องจ่าโขลงว่า &ldquo;พ่อช้างจ๋าฉันมีลูกเล็ก ๆ อยู่ที่พงหญ้าข้างหน้าของพ่อช้างพาโขลงเดินไปทางอื่นได้ไหม&rdquo; จ่าโขลงได้ฟังก็พูดขึ้นว่า &ldquo;ได้ เราจะพาพวกเดินไปทางอื่น แต่ในโขลงของเรามีช้างเกเรอยู่ข้างหลังสุดโน้นตัวหนึ่ง ท่านต้องไปขอร้องเอาเองก็แล้วกัน&rdquo; ว่าแล้วจ่าโขลงก็เลี่ยงเดินไปทางอื่น พวกช้างอื่นก็ตามไป จนช้างตัวสุดท้ายไม่ยอมตามโขลงไป แต่มุ่งไปทางรังนกเสียบไส้ แม่นกเสียบไส้เห็นดังนั้นก็เข้าไปขอร้อง แต่ช้างเกเรไม่ฟังเสียงเดินมุ่งหน้าไปเหยียบลูกนกเสียบไส้ตายหมดรัง แม่นกได้เห็นลูกนกตายไปต่อหน้าต่อตารู้สึกเสียใจมาก และโกรธช้างเกเรจนคิดแก้แค้น แต่ตนเองตัวเล็กคงทำอะไรช้างไม่ได้ จึงไปปรึกษานกกาที่บ้านเพื่อน พร้อมทั้งขอร้องให้นกกาช่วยจิกตาช้างเกเร ๆ ให้ตาบอด เมื่อเห็นว่าช้างเกเรก็ตาบอดแล้วนกเสียบไส้ก็บินไปหาแมลงวันเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้แมลงวันฟัง แมลงวันเห็นใจแม่นกเสียบไส้จึงช่วยไปหยอดไข่ใส่ในตาของช้างทั้ง 2 ข้าง ต่อมาไม่นานมีหนอนขึ้นเต็มไปหมดทรมานมาก &nbsp;แล้วยังหาอาหารกินไม่ได้ เที่ยวเดินสะเปะสะปะอยู่ในป่านับวันก็ผอมลง แม่นกเสียบไส้ยังไม่หายแค้น คงคอยติดตามช้างเกเรตาบอดเรื่อยไป วันหนึ่งขณะที่ช้างเกเรเดินอยู่มีหน้าผาเป็นเหวลึกอยู่ &nbsp;ด้วยความฉลาดของแม่นกเสียบไส้ นางบินไปหาเพื่อนซึ่งเป็นกง * &nbsp;อยู่ข้างหน้าผา เล่าเรื่องให้กงฟังแล้วบอก กงว่านางต้องการกำจัดช้างเกเรนี้เสีย ให้กงช่วยร้องดัง ๆอยู่ข้างหน้าผา ช้างเกเรอดน้ำและอาหาราหลายวันแล้ว เมื่อได้ยินเสียงกงร้องก็ให้นึกว่ามีหนองน้ำอยู่ข้างหน้า จึงเดินมุ่งหน้าตามเสียงกงไป ในที่สุดก็ตกลงไปในเหวลึกตาย แม่นกเสียบไส้จึงหายแค้นบินจากไป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=177"
    },
    {
      "title": "ชายพร้าแหว่ง",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "ลาภ  เพ็ญสวัสดิ์",
      "description": "<p>มีไชชายคนหนึ่งไปเรียนวิชาตีเหล็กกับอาจารย์คนหนึ่ง &nbsp;เมื่อเรียนจบแล้วอาจารย์ก็มอบพร้าให้เล่มหนึ่ง พร้าเล่มนี้ไชชายรักและหวงแหนมาก ไม่เคยเอาออกมาใช้ เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี</p>\r\n\r\n<p>วันหนึ่งไชชายนั้นไปธุระเสียหลายวัน ก่อนไปได้สั่งเมียว่าห้ามนำพร้าที่อาจารย์ให้มาใช้เด็ดขาด หากพร้าแหว่งจะฆ่าเมียเสีย แล้วก็จากบ้านไป เมื่อผัวไปแล้วเมียก็หามีดผ่าฟืนตาหาไม่เจอ จึงเอาพร้าเล่มที่ผัวสั่งห้ามมาใช้นั้นผ่าฟืน บังเอิญพร้านั้นเกิดแหว่ง เมียไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็หาอุบายที่จะไม่ให้ผัวโกรธ พอผัวกลับมาก็คอยปรนนิบัติพัดวี อาบน้ำ ป้อนข้าวให้ คอยเอาอกเอาใจทุกอย่าง ผัวเองไปเสียหลายวันกลับมาเกิดอารมณ์เพศ ร่วมเพศกับเมียไม่ทันเสร็จ เมียก็พูดขึ้นว่า &ldquo;พร้าที่พี่ห้ามไม่ให้ใช้ น้องเอาไปผ่าฟืนแหว่งเสียแล้ว&rdquo; ผัวกำลังมีอารมณ์ใคร่เต็มที่ก็บอกเมียว่า &ldquo;ไม่เป็นไรพี่ค่อยตีเอาใหม่แล้วกัน พี่เป็นช่างตีเหล็กนิ&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=178"
    },
    {
      "title": "ชายผู้งมงาย",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "สมปอง  พัฒนพงศ์",
      "description": "<p>ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่ม 2 คน เป็นเพื่อนรักกันมากและได้สาบานเป็นเกลอกัน วันหนึ่งทั้งสองเดินทางไปพบหมอดู ซึ่งชาวบ้านเชื่อถือกันมากเพราะดูแม่น ทั้ง 2 ขอให้หมอดูนั้นช่วยทำนายโชคชะตาของตน ส่วนชายคนที่สองหมอดูมองแล้วก็ส่ายหน้าบอกว่าชายคนที่สองนั้นเป็นคนอับวาสนาจะต้องจนไม่มีแม้แต่เสาบ้าน ชายคนที่ 2 ได้ฟังก็หดหู่ใจแล้วทั้ง 2 ก็พากันลาหมอดูกลับบ้าน ชายคนที่หนึ่งนั้นก็นำความไปบอกกับพ่อ &ndash; แม่ ญาติพี่น้อง ทุกคนก็พากันดีใจเอาอกเอาใจสารพัด จนชายคนที่ 1 ไม่คิดทำอะไรเลย นอกจากรอวาสนาให้มาถึงตามที่หมอทำนาย หมอดูทายว่า ชายคนที่หนึ่งนั้นเป็นคนมีวาสนาจะได้กินน้ำจากพานเงินพานทอง ชายคนที่ 2 หลังจากการดูหมอก็เศร้าที่ชะตาชีวิตของตนจะเป็นเช่นหมอดูว่า จึงมุมานะพยายามทำงาน เพื่อนเกลอมาชวนไปเที่ยวเตร่ก็ไม่ไปทำงานเก็บเงินท่าเดียวจนร่ำรวยเป็นปึกแผ่นค้านกับคำทำนาย ชายคนแรกนั้นไม่เป็นอันทำมาหากินเพราะคอยที่จะกินน้ำจากพานเงินพานทองจนฐานะยากจนลง ญาติพี่น้องไม่เหลียวแล ต่อมาก็มาหาเพื่อนเกลอก็พบว่ามีฐานะมั่นคง แล้วพูดว่า &ldquo;จำได้ไหมคราวที่ไปดูหมอ หมอบอกว่าเกลอจะยากจนเสาบ้านไม่มี แต่เกลอกับร่ำรวย ส่วนเราหมอทายว่า วาสนาดีจะได้กินน้ำจากพานเงินพานทอง เรารอดูมาจนแก่แล้วไม่เห็นเป็นจริงเลย ซ้ำทรัพย์สมบัติก็หมด&rdquo; ชายคนที่ 2 จึงชวนชายคนที่หนึ่งอยู่ด้วยกัน แต่ชายคนที่หนึ่งไม่ยอมเพราะยังมีความหวังว่าตนเป็นคนมีวาสนาจะได้กินน้ำจากพานเงินพานทองในวันข้างหน้า แล้วบอกลาออกเดินทางไปยังกรุงสาวัตถี เนื่องจากชายผู้เชื่อว่าตนมีวาสนาไม่ได้กินอาหารมาหลายวันจึงหมดแรงล้มลงหน้าจวนเจ้าเมืองพอดีกับเจ้าเมืองออกมาพบเข้า จึงให้บริวารเอาน้ำใส่พานเงินพานทองมาให้กิน ชายนั้นเห็นก็พูดว่า &ldquo;เราได้กินน้ำจากพานเงินพานทองตามคำทำนายแล้ว&rdquo; แล้วชายนั้นก็ตาย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=179"
    },
    {
      "title": "ด้ามมีดพ่อท่าน",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "ลาภ  เพ็ญสวัสดิ์",
      "description": "<p>มีพ่อท่านอยู่รูปหนึ่ง อยากจะรู้ว่าใจคนนั้นเป็นอย่างไร ก็ทำด้ามมีดตอกไว้ด้ามหนึ่ง แล้วลองบอกให้คนมาดูว่าสวยแล้วยัง คนแต่ละคนที่พ่อท่านบอกให้มาดูด้ามมีดตอกนั้นก็ตำหนิตรงโน้น ตำหนิตรงนี้&nbsp; ทุกคนที่ตำหนิด้ามมีดตอกนั้น พ่อท่านก็ให้แก้ไขด้ามมีดนั้นจนถูกใจตัวเองทุกคน จนในที่สุดด้ามมีดตอกนั้นก็เหลือขนาดเท่ากับไม้จิ้มฟันเพียงอันเดียว พ่อท่านเห็นแล้วก็ปลงตก พูดว่า &ldquo;นี่แหละหนาใจคน มันไม่เหมือนกัน&quot;&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=180"
    },
    {
      "title": "นายพรานใจดี",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "สายัณห์  กุลสุวรรณ์",
      "description": "<p>มีพรานป่าอยู่คนหนึ่งล่าเนื้อเก่งมาก &nbsp;เมื่อล่าเนื้อมาได้แล้วจะนำมาแบ่งปันให้ชาวบ้านทุกวัน นายพรานคนนี้จึงเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านทั่วไปในละแวกนั้น วันหนึ่งนายพรานป่าก็ไปล่าเนื้อเหมือนกับก่อน ๆ ขณะที่ล่าอยู่นั้นได้หลงเข้าไปในสวนของเจ้าเมืองเมืองหนึ่ง ได้ยิงกวางทองของเจ้าเมืองนั้นตาย เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นกวางป่า เจ้าเมืองโกรธมากจึงสั่งประหารชีวิตนายพราน ข่าวการประหารชีวิตรู้ไปถึงชาวบ้านในหมู่บ้านที่นายพรานอาศัยอยู่ ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านได้เดินทางมาอ้อนวอนไม่ให้เจ้าเมืองฆ่าพราน แล้วพวกตนทุกคนจะยอมเป็นทาสรับใช้เจ้าเมืองตลอดไป เจ้าเมืองเห็นดังนั้นก็คิดว่าพรานคนนี้ต้องมีดีแน่ ชาวบ้านจึงได้รักหวงเช่นนี้ จึงปล่อยนายพรานไป และแต่งตั้งให้เป็นนายบ้านปกครองชาวบ้านนายพรานก็มีความสุขตั้งแต่นั้นมา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=181"
    },
    {
      "title": "เป็นหมาดีที่สุด",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "ทองแน่น เพชรสิงห์",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีหมาตัวหนึ่งเห็นพระอาทิตย์มีอำนาจมากจึงอยากจะเป็นพระอาทิตย์ จึงไปขอพรพระอิศวรจะเป็นพระอาทิตย์ พระอิศวรก็ให้เป็น พอเป็นแล้ว แสงอาทิตย์แผดแสงจนน้ำแห้งหมดเดือดร้อนถึงพระอิศวรอีกก็ทำให้ก้อนเมฆมาบดบังเอาไว้ พระอาทิตย์ก็ทำอะไรไม่ได้ หมาก็อยากจะเป็นก้อนเมฆอีก พระอิศวรก็ให้เป็น &nbsp;ก้อนเมฆก็บดบังแสงอาทิตย์จนมนุษย์เดือดร้อนอีกที่ไม่ได้รับแดด พระอิศวรก็กลายเป็นลมมาพัดให้ก้อนเมฆแตกกระจาย หมาอยากจะเป็นลมอีก &nbsp;พระอิศวรก็ให้เป็นลมก็พัดเอาบ้านเรือนไร่นาเสียหายอีก พระอิศวรก็กลายเป็นจอมปลวกขวางเอาไว้ จอมปลวกก็ปรากฏขึ้นเต็มไปหมด ทำให้มนุษย์เดือดร้อนไม่มีที่ทำกิน พระอิศวรแปลงร่างเป็นหมูมาดุนจนจอมปลวกพังหมด หมาก็อยากเป็นหมูอีก พระอิศวรก็ให้เป็น พอเป็นหมูแล้วก็เที่ยวดุนไปทั่ว ดุนนา ดุนสวนทำให้มนุษย์เดือดร้อนอีก พระอิศวรจึงแปลงกายเป็นหมามากัดหมู หมูสู้ไม่ได้วิ่งหนี หมาก็ไปบอกพระอิศวรว่าขอกลับเป็นหมาตามเดิม พระอิศวรก็ให้ตกลงว่าหมาเป็นหมานั่นแหละดีที่สุด</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=182"
    },
    {
      "title": "ไอ้สองเกลอ",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "ทองแน่น เพชรสิงห์",
      "description": "<p>ยังมีชายอยู่ 2 คน เป็นเพื่อนรักกันมาก มีอะไรก็แบ่งปันกันกินแบ่งปันกันใช้ตลอดมา วันหนึ่งชายทั้ง 2 คน ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง &nbsp;ขณะที่เดินอยู่นั้นมีจิ้งเหลนตัวหนึ่งวิ่งผ่านหน้าชาย 2 คนนั้นไป คนหนึ่งว่า จั้งเหลน อีกคนหนึ่งว่า จิ้งเหลน ทั้ง 2 คน ก็เถียงกันต่างก็ว่าตนเรียกถูก เถียงกันจนเกือบจะฆ่ากันตายอยู่แล้ว แต่บังเอิญมีชายชราคนหนึ่งเดินทางผ่านมาทางนั้นพอดี ชายทั้ง 2 จึงให้ชายชราคนนั้นตัดสินให้ว่าใครเรียกชื่อถูกแน่ ชายชราคนนั้นก็ตัดสินเพื่อไม่ให้คน 2 คน โกรธกันและไม่ฆ่ากันตายว่า &ldquo;แกทั้ง 2 คน เรียกผิดหมด สัตว์ที่กำลังเถียงอยู่นั้นเรียกว่า พะเหลนเพนต่างหาก&rdquo; ตกลงทั้ง 2 คน ก็คืนดีกันอีกแล้วก็เดินทางต่อไป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=183"
    },
    {
      "title": "นกบินหลา",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีชายอยู่คนหนึ่งไปนั่งถ่ายอุจจาระบนขอนไม้ในป่า &nbsp;พอดีขอนไม้นั้นมีนกบินหลาทำรังอยู่ในรูไม้ผุตรงที่ชายนั้นนั่งถ่ายพอดี ขณะที่ก้อนอุจจาระตกลงไปนั้นนกบินหลาก็ตกใจบินออกมาตัวหนึ่งตรงหว่างขาชายหนุ่มพอดี &nbsp;ชายหนุ่มนั้นเข้าใจผิดว่าบินออกมาจากทวารของตัวเอง เมื่อกลับไปบ้านแล้ว ก็เล่าให้พ่อฟังว่าตนเองไปถ่ายอุจจาระมีนกบินหลาบินออกมาจากทวารตัวหนึ่ง ต่อมาปรากฏว่า คนนั้นไม่สบายพ่อก็เชื่อว่าเหตุที่ลูกไม่สบายเพราะนกบินหลาเข้าไปอยู่ในท้องถึง 2 ตัว ไปบอกคนอื่น คนอื่นก็บอกต่อ ๆ กันไปจากนกบินหลาออกจากทวารตัวเดียวกลับกลายเป็นว่านกบินหลาอยู่ในท้องเป็นร้อย ๆ ตัว</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=184"
    },
    {
      "title": "คนเลี้ยงเป็ดเจ้าปัญญา",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีลุงอยู่คนหนึ่งมีอาชีพเลี้ยงเป็ดไข่ แกเลี้ยงอยู่หลายเดือน เป็ดก็ไม่ไข่จึงอยากจะขายเป็ดนั้น แต่จะบอกขายตรง ๆ คงจะไม่มีใครซื้อแน่ ๆ จึงหาอุบายโดยไปซื้อไข่เป็ดมาจากตลาดนำกลับมาบ้านโดยมิให้ใครรู้ เสร็จแล้วหาบไข่เป็ดนั้นไปขายที่ตลาดอีกที ขณะที่เดินผ่านไปตามทางคนเห็นไข่เป็ดที่แกหาบไปขายก็ถามว่า &ldquo;เลี้ยงเป็ดหลายตัวหรือไงที่ได้ไข่เยอะ&rdquo; ลุงคนนั้นบอกกับทุกคนที่ถามว่า &ldquo;เลี้ยงไว้ 100 กว่าตัวไข่วันละ 100 ฟองไม่เคยขาด ตอนนี้ชักจะขี้เกียจแล้วเพราะแก่แล้วไม่มีใครช่วยเลี้ยง อยากจะขายเป็ดทั้งหมด&rdquo; พอดีมีพ่อค้าคนหนึ่งเห็นว่าเป็ดไข่มากเลี้ยง 100 กว่าตัวไข่วันละ 100 ฟองนั้น ถ้าซื้อมาเลี้ยงไว้คงได้กำไรทีเดียว คิดเช่นนั้นก็ขอซื้อเป็ดจากลุงคนนั้นในราคาที่สูงพอสมควร เมื่อซื้อแล้วพ่อค้าคนนั้นก็นำเป็ดไปเลี้ยง ปรากฏว่าเป็ดไม่ไข่ พ่อค้าจึงไปต่อว่าลุง ว่าเป็ดไม่ไข่ ลุงนั้นก็แก้ตัวว่า &ldquo; เป็ดกำลังตกใจยังไม่ไข่ เลี้ยงไปอีกเดือนสองเดือนก็ไข่เองแหละ&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=185"
    },
    {
      "title": "งูเหลือมวิดปลา",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>สมัยก่อนงูเหลือมเป็นสัตว์ที่มีพิษมากและร้ายแรง ไม่ต้องกัดเพียงแต่คายพิษลงบนรอยเท้าของผู้ใดก็สามารถทำให้ผู้นั้นตายได้ อยู่มาวันหนึ่งงูเหลือมผ่านหนองน้ำเห็นปลามากมายก็อยากกินปลา จึงลงไปวิดน้ำโดยใช้ลำตัววิดน้ำจนแห้ง ด้วยความเหนื่อยจึงนอนหลับไปกะว่าตื่นขึ้นมาค่อยกิน ขณะนั้นชายคนหนึ่งชื่อว่า ให้ เป็นพ่อหม้าย คนในหมู่บ้านเรียกนายให้หม้าย ผ่านมาเห็นปลาในหนองน้ำที่กำลังแห้งก็ลงไปจับแล้วนำกลับบ้านหมด ฝ่ายงูเหลือมตื่นขึ้นมาก็จะกินปลาในหนองน้ำปรากฏว่าปลาหายไปหมดและมีรอยเท้าคนอยู่ก็รู้สึกโกรธ ด้วยความโกรธจึงคายพิษลงรอยเท้าของนายให้ แล้วนายให้ก็ตาย เพื่อนบ้านรู้ก็บอกข่าวต่อ ๆ กันไปว่า นายให้หม้ายตายโดนพิษงู &nbsp;งูเหลือมซึ่งแอบฟังอยู่ได้ยินเป็นว่านายให้ไม่ตายโดนพิษงู ก็รู้สึกเสียใจมากคิดว่าพิษของตนเองไม่มีพิษสงเหมือนก่อน ไม่สามารถทำให้นายให้ตายได้ก็คายพิษทิ้ง สัตว์ต่าง ๆ รู้ข่าวก็เอาพิษนั้น งูเห่ามาก่อนจึงได้พิษมากกว่าสัตว์อื่น ฝ่ายงูเหลือมเมื่อคายพิษทั้งหมดแล้วก็อยากดูหน้าคนที่ถูกพิษตนแล้วไม่ตาย ก็ไปบ้านนายให้หม้าย ก็เห็นศพนายให้จึงได้รู้ว่านายให้ตาย ตนฟังผิดจึงคิดจะกลับไปเอาพิษที่คายไว้ &nbsp;แต่สายเสียแล้ว พิษของตนสัตว์อื่น ๆ มาเอาไปหมดแล้ว งูเหลือมจึงได้แต่เสียใจ ตั้งแต่นั้นมางูเหลือมจึงไม่มีพิษจนกระทั่งทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=186"
    },
    {
      "title": "เสือขอลูก",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "วิน  มีปิด",
      "description": "<p>ในสมัยก่อนไม่ว่าสัตว์โลกจะทำอะไรจะต้องขึ้นไปขออนุญาตพระอิศวรก่อน เสือก็เช่นเดียวกันได้ขึ้นไปขอพระอิศวรว่า ตนอยากมีลูกแต่ไม่รู้จะมีได้สักเท่าไร พระอิศวรเห็นเสือเข้ามาด้วยความนอบน้อมก็บอกเสือ เสือจะมีลูกได้ปีละ 7 ครอก ๆ ละ 7 ตัว แล้วให้เสือเดินทางกลับโลก แต่แล้วพระอิศวรก็นึกขึ้นว่าเสือเป็นสัตว์กินเนื้อ&nbsp;หากให้มีลูกปีละ 7 ครอก ๆ ละ 7 ตัว อีกหน่อยจะมีเสือเพิ่มมากขึ้น ๆ แล้วไปกินสัตว์อื่น ๆ จะทำให้สัตว์อื่นสูญพันธุ์ พอคิดได้ดังนั้นพระอิศวรก็แปลงร่างเป็นนกคุ่ม ไปแอบอยู่ในกอไผ่ที่เสือเดินผ่าน เสือดีใจที่พระอิศวรให้พรเช่นนั้น ก็เดินท่องไปว่า &ldquo;ปีละ 7 ครอก ๆ ละ 7 ตัว&rdquo; ไปเรื่อย ๆ จวบจนถึงโลก ขณะที่เดินผ่านกอไม้ นกคุ่มก็บินถลาออกมา เสือตกใจร้องออกมาว่า &ldquo;7 ปีหนึ่งครอก ครอกละ 1 ตัว&rdquo; ตั้งแต่นั้นมาเสือจึงมีลูกได้ครั้งละ 1 ตัว และ 7 ปีถึงจะมีครั้งหนึ่ง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=187"
    },
    {
      "title": "เหตุที่ปลาไหลตัวเล็ก",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "ทองแน่น เพชรสิงห์",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีลุงคนหนึ่งชื่อลุงสุข มีอาชีพเลี้ยงควาย เลี้ยงไว้มากจนนับไม่ไหว วันหนึ่งมีปลาไหลขนาดใหญ่ตัวหนึ่งขึ้นมากินควาย กว่าลุงสุขจะรู้ว่าควายถูกกินก็เกือบหมดแล้ว ดังนั้นแกจึงทำเบ็ดขึ้นมาตาหนึ่งมีขนาดใหญ่ที่สามารถเกี่ยวควายได้ทั้งตัว แล้วเอาเชือกลากพระ&nbsp; 2 เส้น มาขวั้นทำเป็นสายเบ็ด นำสายเบ็ดไปผูกกับต้นตาล พอปลาไหลขึ้นมากินควายก็ติดเบ็ดทันที ปลาไหลมีแรงมากก็พยายามลากลงรู ทำให้ต้นตาลโก่งเป็นรูปคันธนู จนปลาไหลหมดแรงถูกต้นตาลที่โก่งอยู่ดีดกลับ ทำให้ปลาไหลปากขาดลอยไปกระทบกับภูเขาแหลกละเอียดเป็นตัวเล็กตัวน้อยอยู่ในนาจนกระทั่งทุกวันนี้ &nbsp;ตั้งแต่นั้นมาปลาไหลก็มีขนาดเล็กและชอบกินหนังควายแช่น้ำ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=188"
    },
    {
      "title": "พระเจ้าชัยชนะ",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "วัน  มรกตจันโส",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีฤๅษีอยู่ 3 ตน &nbsp;อาศัยอยู่ในป่าลึกแห่งหนึ่ง ฤๅษี 3 ตนนี้มีของวิเศษคนละอย่าง คนแรกมีมีดวิเศษ ใช้ไปตัดอะไรก็ได้ &nbsp;คนที่ 2 มีหม้อน้ำวิเศษสามารถอธิษฐานบันดาลให้น้ำท่วมก็ได้ ฤๅษีตนที่ 3 มีแก้ววิเศษ อมแล้วเหาะได้ ฤๅษีทั้ง 3 ตนไปมาหาสู่กันเป็นประจำ</p>\r\n\r\n<p>วันหนึ่งฤๅษีที่มีแก้ววิเศษนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ มีหมูตัวหนึ่งมาใกล้ฤๅษี พบลูกแก้ววิเศษของฤๅษีแล้วอมเข้าไป หมูก็เหาะได้ เหาะไปหยุดที่เกาะ ๆ หนึ่ง บนเกาะนั้นมีชายชาวบ้านคนหนึ่งไปหาปลาแล้วเรือแตกมาติดอยู่บนเกาะแห่งนี้ เห็นหมูเหาะได้จึงแปลกใจ พอหมูลงดินได้คายแก้วออกมาตั้งไว้แล้วก็ดุนดินหาอาหาร ชายนั้นก็รู้ว่าที่หมูเหาะได้ก็เพราะแก้ววิเศษนั้นแน่ ๆ จึงได้ขโมยแก้วนั้นมาเสีย &nbsp;แล้วอมไว้เหาะขึ้นไปนั่งอยู่บนต้นไม้ หมูรู้ว่าแก้วถูกขโมยจึงเสียใจมากก็วิ่งชนต้นไม้ตาย ชายนั้นก็เอาหมูที่ตายย่างกิน พอมีเรี่ยวแรงแล้วจึงเหาะจากเกาะไปพบฤๅษีตนที่มีมีดวิเศษ ชายนั้นจึงชวนฤๅษีแลกมีดวิเศษกับแก้ววิเศษของตน ฤๅษีก็ตกลง เมื่อได้มีดมาแล้วชายนั้นก็ให้มีดวิเศษไปตัดคอฤๅษี ๆ ตายแล้วก็เอาแก้ววิเศษคืน เหาะไปพบกับฤๅษีที่มีหม้อน้ำวิเศษ ชายนั้นชวนแลกแก้ววิเศษอีก เมื่อได้หม้อวิเศษแล้ว ชายนั้นก็ให้มีดวิเศษไปฟันคอฤๅษีเจ้าของหม้อตาย</p>\r\n\r\n<p>ชายคนนั้นก็ได้ของวิเศษทั้ง 3 อย่างมาครอบครอง เมื่อได้ของวิเศษมาแล้วใจก็ฮึกเหิมไปท้ารบชิงเมืองกับเจ้าเมืองเมืองหนึ่ง เจ้าเมืองนั้นสู้ไม่ได้เพราะชายนั้นได้เหาะขึ้นบนอากาศแล้วอธิษฐานให้หม้อน้ำวิเศษเทน้ำลงมาให้ท่วมเมือง ทหารจมน้ำตายที่เหลือก็หนีเอาตัวรอด ส่วนเจ้าเมืองก็ถูกมีดฟันคอตาย ชายนั้นก็ได้เป็นเจ้าเมืองชื่อว่า พระเจ้าชัยชนะ</p>\r\n\r\n<p>เมื่อปกครองเมืองแล้วพระเจ้าชัยชนะก็เสด็จประพาสป่าไปพบต้นมะม่วงต้นหนึ่ง มีลูกสุกหอมหวานก็อยากกินมะม่วง กินเสร็จแล้วก็อยากกินเมล็ดอีก ปรากฏว่าเมล็ดมะม่วงนั้นมันกินอร่อยกว่าเนื้อมะม่วงเสียอีก พระเจ้าชัยชนะจึงสั่งให้ทุกบ้านในเมืองนั้นปลูกมะม่วง แล้วเอาเมล็ดมาถวาย ข่าวการชอบเมล็ดมะม่วงของเจ้าเมืองทราบไปถึงวิญญาณของฤๅษีที่ถูกฆ่าทั้ง 3 ตน &nbsp;ฤๅษีทั้ง 3 จึงคิดจะแก้แค้นเจ้าเมือง ดังนั้นจึงสาบให้เมล็ดมะม่วงมีรสขม ตั้งตานั้นมาเมล็ดมะม่วงจึงมีรสฝาดและขมกินไม่ได้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=189"
    },
    {
      "title": "พระคุณแม่โพสพ",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "นวลจันทร์  จีนเมือง",
      "description": "<p>มีพระรูปหนึ่งมีชื่อว่า &ldquo;พระพุทธคุณลุ่นโท่&rdquo; เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก วันหนึ่ง พระพุทธคุณลุ่นโท่รูปนี้ก็เทศนาสั่งสอนชาวบ้าน และถามชาวบ้านขึ้นว่า &ldquo;ในโลกนี้ใครเป็นผู้มีพระคุณมากที่สุด&rdquo; บ้างก็บอกว่า &quot;พระพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้ที่ก่อกำเนิดศาสนา&quot; บางคนบอกว่า &quot;พระแม่ธรณีซึ่งให้ที่อยู่อาศัย&quot; บางคนก็บอกว่า &quot;พระพุทธคุณลุ่นโท่นั่นแหละ เพราะเทศน์สั่งสอนชาวบ้านมาช้านาน&quot;</p>\r\n\r\n<p>ในที่นั้นไม่มีใครรู้ว่าพระแม่โพสพได้เข้ามานั่งฟังเทศน์ด้วย และไม่มีใครกล่าวถึงบุญคุณของนาง นางจึงรู้สึกเสียใจร้องไห้ลุกขึ้นจากไป เดินไปร้องไห้ไปพลางจนถึงแม่น้ำก็นั่งใต้ต้นหว้าที่ขึ้นอยู่ริมแม่น้ำ &nbsp;คิดในใจว่า นางทำดีตั้งมากมายแต่ไม่มีใครเห็นความดีจะอยู่ให้อับอายทำไม ขณะนั้นก็มีปลาไหลและปลาตะเพียนว่ายน้ำอยู่ใกล้ พระแม่โพสพจึงขี่หลังปลาตัวหนึ่งไปยังเขาเงินยวงจำศีลภาวนาไม่ยอมกลับไปเมืองมนุษย์</p>\r\n\r\n<p>ที่เมืองมนุษย์ เมื่อพระโพสพจากไปไม่มีใครรู้ &nbsp;ก็เกิดข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านอยู่กันอด ๆ อยาก ๆ ได้รับความทุกข์ทรมาน ก็เกิดความสงสัยพากันไต่ถามพระพุทธคุณลุ่นโท่ซึ่งท่านก็ได้เข้าญาณดูจึงรู้ว่าพระแม่โพสพหนีไปจำศีลภาวนาที่เขาเงินยวงนั่นเอง จึงเป็นอย่างนั้น จึงปรึกษากับชาวบ้านว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้พระแม่โพสพกลับคืนเมืองมนุษย์</p>\r\n\r\n<p>ในที่สุดก็มีปลาฉลาดและนกแซงแซวรับอาสาทำหน้าที่ไปตามอ้อนวอนพระแม่โพสพเอง &nbsp;เมื่อนกและปลาไปถึงก็พูดจาอ้อนวอนและบอกถึงความทุกข์ยากของพวกมนุษย์ทำทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่สามารถทำให้พระแม่โพสพเปลี่ยนใจกลับได้ แม่โพสพให้แต่ข้าวมา 2 ถัง ให้นกแซงแซวกลับไปแบ่งปันกัน ขณะที่บินข้ามแม่น้ำนกแซงแซวได้ทำข้าวทั้ง 2 ถัง หล่นลงแม่น้ำหมด แล้วปลาฉลาดก็กินเข้าไปหมดเช่นกัน แล้วว่ายหนีไปไม่คิดจะนำข้าวไปแบ่งปันให้แก่ชาวบ้าน</p>\r\n\r\n<p>วันหนึ่งขณะที่ลูกสาวเศรษฐีโคทันกำลังนั่งตกปลาอยู่แล้วก็ตกได้ปลาฉลาดตัวโต ก็ดีใจมาก นำไปให้พ่อครัวที่บ้านทำกับข้าวกิน เมื่อพ่อครัวผ่าท้องปลาพบเมล็ดข้าวเต็มท้องปลาจึงนำความไปบอกกับเศรษฐีโคทัน เมื่อเศรษฐีทราบก็รู้ทันทีว่าพระแม่โพสพได้กลับมาแล้ว พวกชาวบ้านต่าง ๆ ไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป หากไม่มีพระแม่โพสพก็ไม่มีข้าวกินทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=190"
    },
    {
      "title": "เหตุที่ลูกเต่าร้างคัน",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "ลาภ  เพ็ญสวัสดิ์",
      "description": "<p>มีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง เมืองนั้นมีหญิงไม่ดีอยู่ 3 คน คือ หญิงขี้ลัก หญิงขี้เย็ด และหญิงขี้ยอน หญิง 3 คนนี้ทำให้เมืองนี้เดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะหญิงคนขี้ลักชอบขโมยทรัพย์สินของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน หญิงขี้เย็ดชอบสมสู่กับผู้ชายโดยไม่เลือกหน้า ทำให้คนหึงหวงทะเลาะ และฆ่าฟันกัน หญิงขี้ยอนชอบยุผู้อื่นให้แตกความสามัคคีและทะเลาะกัน ดังนั้นชาวเมืองและเจ้าเมืองนั้นจึงลงโทษโดยจับหญิงทั้งสามใส่แพแล้วเนรเทศออกกลางทะเล หญิงทั้ง 3 คน ลอยอยู่กลางทะเลหลายวัน พอดีมีสำเภาลำหนึ่งแล่นผ่านมาเห็นผู้หญิงลอยแพจึงรับขึ้นเรือ ตกลงได้เป็นเมียสำเภาทั้ง 3 คน เจ้าของสำเภาเป็นคนร่ำรวยมีทรัพย์มากและเป็นคนมักมากในกาม หญิงคนที่ขี้ลักลักทรัพย์เท่าไรก็ไม่หมดจึงหยุดลักกลับกลายเป็นคนดี หญิงคนขี้เย็ดเมื่อมาพบคนที่ขี้เย็ดเช่นเดียวกันก็สามารถอยู่กันได้ไม่เที่ยวไปหาผู้ชายอื่น ส่วนหญิงขี้ยอนก็เที่ยวยุยงชาวบ้านจนเกิดการทะเลาะวิวาทกันโกลาหลอยู่เป็นประจำแก้ไม่หาย เศรษฐีสำเภาจึงนำไปถ่วงน้ำเสีย เมื่อตายไปแล้วบังเอิญหัวกะโหลกถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนฝั่ง ฤๅษีเก็บได้ก็นำไปตักน้ำล้างก้นที่ในส้วม ด้วยฤทธิ์ที่หญิงนั้นเป็นคนขี้ยอน เมื่อยุใครไม่ได้แล้วก็ทำให้คันก้น เมื่อเอากะโหลกนั้นตักน้ำล้างก้นกันทีไรก็คันก้นกันทุกที &nbsp;ฤๅษีจึงนำไปทิ้งไว้ในป่าเต่าร้าง ลูกเต่าร้างออกมาก็คันอีกตั้งแต่นั้นต่อมาใครถูกผลเต่าร้างจะมีอาการคัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=191"
    },
    {
      "title": "พระนางโภควดี",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "มิ่น  ปล้องใหม่",
      "description": "<p>มีนางฟ้าองค์หนึ่งชื่อว่า โภควดี เป็นนางสนมพระอินทร์ ด้วยบุญบารมีที่สร้างไว้มาก นางจึงมีผิวเปล่งปลั่ง สดใสดังเนื้อทอง มีกลิ่นกายหอมไกลเป็นโยชน์ อยู่มาวันหนึ่งพระนางโภควดีเข้าเฝ้าพระอินทร์พร้อมกับได้ปฏิบัติตนเช่นก่อน ๆ แต่วันนั้นพระอินทร์ได้บอกกับพระนางโภควดีว่า นางใกล้จุติเพื่อได้ไปสร้างยอดแห่งทานบารมีแล้วจะได้กลับมาเกิดบนสวรรค์ใหม่อีกครั้ง และพระอินทร์ก็บอกกับพระนางโภควดีว่าให้นางเลือกเอาเองว่าจะไปจุติเป็นอะไร นางโภควดีก็คิดไม่ออก ก็ระลึกถึงฤๅษีตาไฟที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ &nbsp;ซึ่งเก่งกล้าวิชาอาคมนั่งหลับตาบำเพ็ญตะบะอยู่ช้านานมาแล้ว &nbsp;หากลืมตามองไปที่ใดที่นั่นก็จะไหม้เป็นเถ้าถ่าน คิดได้ดังนั้นนางจึงไปหาพระฤๅษี &nbsp;พระฤๅษีซึ่งบำเพ็ญเพียรบารมีมาช้านานพอได้กลิ่นหอมของดอกไม้ทั้ง ๆ ที่เป็นฤดูร้อนก็นึกสงสัยลืมตาขึ้นดู พระนางโภควดีที่นั่งอยู่ก็เลยไหม้เป็นเถ้าถ่านกองอยู่ &nbsp;ฤๅษีก็สงสัยว่าเป็นกองเถ้าถ่านอะไร ตนได้เผาอะไรไปอีก จึงได้นั่งสมาธิเพ่งมองในญาณ จึงทราบว่าเป็นนางโภควดี จึงถามนางว่ามาทำไมมีเรื่องเดือดร้อนอะไร พระนางโภควดีจึงบอกแก่ฤๅษีว่าพระอินทร์จะให้นางลงไปเกิดแล้วให้เลือกว่าจะเกิดเป็นอะไรที่สามารถสร้างยอดแห่งทานได้ นางคิดไม่ออกจึงมาขอให้ท่านฤๅษีช่วย ท่านฤๅษีได้ฟังก็นิ่งคิดในที่สุดก็คิดออก บอกให้นางตั้งจิตให้แน่วแน่อธิษฐานตามตนว่า เรือนร่างทั้งหมดจะให้เป็นทานแก่มนุษย์และสัตว์โลก เนื้อหนังเป็นพื้นดินเป็นที่อยู่อาศัย เลือดและน้ำตาเป็นแม่น้ำคงคาสำหรับดื่มกิน &nbsp;เอ็นเป็นย่านเชือก กระดูกเป็นหิน ผมและขนเป็นเส้นหญ้า ฟันเป็นดอกเห็ด น้ำนมเป็นข้าว ข้าวโพด หรือข้าวสาลี เพื่อใช้เลี้ยงมนุษย์และสัตว์ จบคำอธิษฐานของพระนางโภควดี พระฤๅษีจึงใช้ไม้เท้าตีเถ้าถ่านของนางแตกกระจายสู่พื้นโลก แล้วนางก็ได้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ได้อธิษฐาน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "พัทลุง, ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=192"
    },
    {
      "title": "กรรมเก่าของกา",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้วนกฮูกท้องผูกถ่ายไม่ออก จึงไปหากาให้ช่วย กาจึงพาไปหานกกาเหว่าให้ช่วยรักษา โดยตกลงกันว่า เมื่อรักษาหายแล้วนกฮูกจะต้องจ่ายค่ารักษาให้นกกาเหว่า หลังจากตกลงกันแล้ว นกกาเหว่าก็ลงมือรักษาให้นกฮูก โดยให้นั่งเอาก้นแช่น้ำในลำธาร เพื่อให้น้ำละลายอุจาระที่ถ่ายออกมาติดค้างอยู่ที่ปากทวาร หลังจากนกฮูกถ่ายเป็นปกติแล้วก็ไม่ยอมจ่ายค่ารักษาโดยให้เหตุผลว่า นกกาเหว่าไม่ได้รักษาแต่อย่างใด เหตุครั้งนี้ทำให้นกต่างๆ รังเกียจและขับไล่นกฮูกออกจากสมาคมนก ต้องหลบซ่อนในเวลากลางวัน และออกหากินเวลากลางคืนฝ่ายนกกาเหว่าเมื่อไม่ได้ค่ารักษานกฮูกจึงเรียกร้องเอาจากกา กาไม่สามารถจ่างค่ารักษาแทนนกฮูกได้จึงต้องรับฟักไข่และเลี้ยงลูกให้นกกาเหว่าเป็นการตอบแทน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=193"
    },
    {
      "title": "กระดูกไก่",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีหนุ่มยากจนคนหนึ่งชื่อ สุธน โชคดีได้แต่งงานกับสาวมณฑา ธิดาเศรษฐีผู้มั่งคั่งตระกูลหนึ่ง &nbsp;เธอมีน้องสาวสองคน คนแรกชื่อนารี มีสามีเป็นลูกเศรษฐีเช่นกัน คนที่สองชื่อศรีวัน กำลังจะแต่งงานกับลูกชายมหาเศรษฐี หนุ่มสุธนนับว่าโชคดีในสายตาคนทั่วไป แต่เขาเองคิดว่าโชคร้ายมากกว่า เพราะว่าตั้งแต่เข้ามาอยู่ในตระกูลนี้ มีแต่ความคับอกคับใจอันเกิดจากการกระทำของท่านเศรษฐี และบรรดาพี่น้องของภรรยาครั้งแล้วครั้งเล่า เขาคิดว่าถ้าอยู่ในสภาพนี้สักวันหนึ่งความอดกลั้นของเขาคงจะสิ้นสุดลง</p>\r\n\r\n<p>ครั้นแล้ววันนั้นก็มาถึง กล่าวคือวันงานพิธีมงคลสมรสของศรีวัน สุธนได้รับมอบหมายให้ประจำหน้าที่หุงข้าวต้มแกงอยุ่ในโรงครัวหลังบ้าน และเมื่อพิธีกรรมต่าง ๆ เสร็จสิ้นลงแล้ว เศรษฐีจึงเรียกลูก ๆ มารับประทานอาหารร่วมกัน แต่ไม่ได้เรียกสุธนกับมณฑามาร่วมด้วย เมื่อทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว เขาทั้งสองจึงถูกเรียกมารับประทานอาหารที่เศรษฐีเตรียมไว้ให้คือกระดูกไก่ล้วนๆ 1 จาน สุธนเห็นเช่นนั้นก็รู้มันทีว่าตนถูกกลั่นแกล้ง แต่มิได้พูดจาอะไรให้เป็นที่สะเทือนใจใคร ก้มหน้ากินข้าวคลุกกระดูกไก่จนอิ่มแล้วห่อกระดูกไก่นำกลับที่พักตัดสินใจที่จะปลีกตัวจากตระกูลภรรยาทันที เมื่อปรึกษากับภรรยาจนนางเห็นดีด้วยแล้ว จึงหนีออกไปพักอยู่กับตายาย ณ กระท่อมแห่งหนึ่ง พร้อมนำกระดูกไก่ติดมือไปด้วย เพราะคิดว่าอย่างไรเสียมันก็เป็นมรดกชิ้นเดียวที่พ่อตามอบให้ ตายายเห็นว่าเขาเป็นคนขยันขันแข็ง จึงแบ่งที่ดินในครอบครองของตนส่วนหนึ่งให้ทำประโยชน์ ทุกครั้งที่ออกถางป่า สุธนได้นำกระดูกไก่ติดมือไปด้วย เมื่อถึงที่หมายจึงหยิบกระดูกไก่ขึ้นชูเหนือศีรษะพร้อมกับอธิษฐานในใจว่า จะถางป่าให้ได้เท่าเนื้อที่ที่ตนปากระดูกไก่ไปตกทั้ง 4 ทิศ แล้วปาไปจนสุดแรง เขาทำได้ตามคำอธิษฐานทุกครั้งจนได้เนื่อที่เพาะปลูกมากมาย และได้ใช้วิธีการเดียวกันนี้กับงานอื่น ๆ ด้วย จนในที่สุดเขาก็สามารถสร้างฐานะให้แก่ตนเองได้ เมื่อสิ้นอายุตายาย เขาก็ได้เป็นทายาทรับมรดกทั้งหมด</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=194"
    },
    {
      "title": "กระต่ายบนดวงจันทร์",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "เอื้อน ทรัพย์แก้ว",
      "description": "<p>ชายคนหนึ่งมีอาชีพตัดไม้ขาย อยู่ ๆ ลูกชายของแกก็เป็นไข้ แกไม่รู้ว่าจะไปเอายาที่ไหนมารักษา คืนวันหนึ่งแกฝันว่า มีเทวดาองค์หนึ่งมาบอกให้แกไปเอาหางกระต่ายมารักษา รุ่งขึ้นแกจึงเข้าป่าไปหาหางกระต่าย พบกระต่ายตัวหนึ่งแกจึงร้องขอหางต่อกระต่ายตัวนั้น กระต่ายเกิดความสงสารลูกชายแก จึงยินดีมอบหางอันสวยงามให้ ชายคนนั้นจึงตัดหางกระต่ายไปรักษาลูกชายจนหาย ฝ่ายเทวดาเห็นกระต่ายนอนซมอยู่ในพงหญ้าเพราะถูกตัดหางออกไป และเห็นว่ากระต่ายเป็นสัตว์มีน้ำใจประเสริฐ จึงนำเอากระต่ายขึ้นไปไว้บนดวงจันทร์กระต่ายจึงอยู่บนดวงจันทร์มาจนทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=195"
    },
    {
      "title": "กล้วยสองปลี",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "เคล้า  เลื่อนกฐิน",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีไชชายยากจนผู้หนึ่ง ไม่เจียมกายเจียมใจ ไปนึกรักเอากับลูกสาวเศรษฐีผู้หนึ่งเข้า จึงทำให้มันเป็นคนคิดมาก คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรดี จึงจะได้ลูกสาวเศรษฐีผู้นั้นมาเป็นคู่ครองของตน ให้สมรักสักที มันจึงคิดว่าถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์เห็นจะต้องเอาด้วยกลอย่างใดอย่างหนึ่งเสียแล้ว เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว มันจึงได้เดินทางไปสืบหาหมอเสน่ห์ชั้นดีที่จะช่วยมันในเรื่องนี้ได้</p>\r\n\r\n<p>มันได้เดินทางไปหนึ่งวันเต็มๆ จึงพบกระท่อมหลังหนึ่ง ไชชายผู้นั้นจึงได้เข้าไปขอน้ำดื่มจากเจ้าของกระท่อมซึ่งเป็นหญิงชรา ยายแก่ผู้นั้นจึงได้ถามไชชายว่าเดินทางไปไหนมา ไชชายจึงเล่าความประสงค์ของตนให้ยายแก่ฟังโดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด ยายแก่จึงบอกว่า แกนี่แหละเป็นหมอเสน่ห์ และยังได้กล่าวอีกว่า เรื่อที่ไชชายต้องการทำเสน่ห์นั้นแกช่วยได้ ถ้าหากว่าไชชายสามารถหากล้วยสองปลีมาให้เพื่อจะได้ใช้เป็นเครื่องยาเสน่ห์ดังกล่าว ไชชายผู้นั้นเมื่อได้ฟังหญิงชรารับปากจะช่วยเหลือก็ดีใจมาก จึงได้รีบเดินทางไปหากล้วยสองปลี ตั้งแต่บัดนั้นมันได้ท่องเที่ยวเสาะแสวงหากล้วยสองปลีอยู่เป็นเวลาสองเดือนก็ไม่พบ มันจึงได้ปลูกกล้วยเสียเองอย่างมากมายหลายชนิดและดูแลไร่กล้วยเป็นอย่างดี เช่น ใส่ปุ๋ยและเอาใจใส่ต้นกล้วยทุกอย่างเป็นพิเศษเพื่อให้กล้วยออกปลีสองปลีให้ได้ มันได้ทำไร่กล้วยอยู่นาน ก็ยังไม่ได้กล้วยสองปลีดังกล่าวแต่อย่างใด ไชชายผู้นั้นก็ไม่ละความพยายามมันได้ปลูกกล้วยเพิ่มขึ้นอีกโดยได้ขยายไร่กล้วยของมันให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะค้นหากล้วยสองปลีให้ได้ ปีแล้วปีเล่ามันก็ทำไร่กล้วยอยู่เช่นนั้น และมันก็ได้นำผลผลิตจากไร่ไปขายอยู่เป็นเวลา 7 ปี จนทำให้มันมีเงินทองเก็บไว้จากการขายกล้วยเป็นจำนวนมาก จนมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐีในเวลาต่อมา เมื่อมีฐานะร่ำรวยขึ้นมาแล้ว มันก็ได้ขอลูกสาวเศรษฐีที่หมายปองเอาไว้จนได้ตกแต่งกันเป็นสามีภรรยาเป็นที่เรียบร้อย สมความปรารถนาของมัน แต่บรรดากล้วยที่มันปลูกไว้ก็ไม่เคยออกปลีเป็นสองปลีเลย จึงทำให้ไชชายผู้นั้นคิดได้ว่า กล้วยสองปลีที่ยายแก่บอกให้หามาทำเสน่ห์นั้น คงไม่มีในโลกนี้แน่นอน แต่การที่ยายผู้นั้นสั่งให้มันหากล้วยสองปลีให้ได้ก็คงเป็นอุบายเพื่อยั่วยุให้มันมีมานะ จนสามารถสร้างฐานะได้ในเวลาต่อมานั้นเอง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=196"
    },
    {
      "title": "การแบ่งอายุของสัตว์",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "ปัญญา  พูลสวัสดิ์",
      "description": "<p>ในสมัยดึกดำบรรพ์โลกเริ่มจะมีสัตว์ และสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นนั้น พระอิศวรผู้เป็นเจ้าโลกได้ทรงบัญญัติให้สัตว์บางชนิดมีอายุเท่า ๆ กัน คือให้มนุษย์ วัว หมา ลิง มีอายุขัยเพียง 40 ปีเท่านั้น แต่มนุษย์ ซึ่งมีความโลภอยู่ในสันดานกลับรู้สึกว่าอายุของตนนั้นน้อยเกินไป จึงได้กราบทูลพระอิศวรว่าตนนั้นน่าจะมีอายุมากกว่านี้ เพราะจะได้ทำประโยชน์ให้โลกได้นาน ๆ พระอิศวรผู้เป็นเจ้าก็ตรัสตอบว่า เมื่อได้บัญญัติไปแล้วจะขอเพิ่มอีกไม่ได้ แต่ถ้าขอลดลงนั้นได้ หรือให้ทั้งสี่ถัวเฉลี่ยอายุกันเอาเอง ฝ่ายวัวนั้นว่า 40 ปีนานเกินไปสำหรับตน แก่เกินไปที่จะลากเกวียนลากไถให้มนุษย์ จึงกราบทูลขอให้ลดอายุลงมาเหลือเพียง 20 ปี พระอิศวรก็ทรงยินยอมตามคำขอของวัวแต่อายุส่วนที่เหลือนั้น พระองค์จะเอากลับคืนไปไม่ได้เช่นกัน มนุษย์จึงสบโอกาสเช่นนั้นจึงขอรับเองเสียเอง มนุษย์จึงมีอายุเพิ่มขึ้นอีก 20 ปี ส่วนหมาก็ขอลดอายุลงเหลือ 20 ปีด้วย เพราะเห็น่วา 40 ปี นั้นแก่เกินไป อยู่ไปคงจะหากินลำบาก ขนก็จะร่วงหมดตัวทนหนาวทนร้อนไม่ได้ พระอิศวรผู้เป็นเจ้าจึงได้อนุญาตตามคำร้องขอของหมา อายุของหมาเหลือ 20 ปีนั้น มนุษย์ก็รับเอาไว้อีก อายุของมนุษย์จึงเพิ่มขึ้นเป็น 80 ปี ฝ่ายลิงเมื่อเห็นว่าวัวและหมาขอลดอายุลงได้ ตนจึงขอลดอายุลงเหลือ 20 ปีเช่นกัน โดยอ้างว่าถ้าตนอายุ 40 ปีแล้ว ร่างกายสังขารก็จะแก่เกินไป คงจะหาลูกไม้กินไม่ได้แน่นอนอยู่ไปก็ทรมานร่างกายโดยใช่เหตุ พระอิศวรก็ได้ทรงยินยอมตามที่ขออีก ส่วนอายุที่เหลือของลิง 20 ปี มนุษย์จึงได้ขอรับไว้อีก มนุษย์จึงมีอายุถึง 100 ปี ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏว่าสังขารของมนุษย์เมื่อมีอายุระหว่าง 20 - 40 ปี มนุษย์จึงมีความรู้สึกนึกคิด ร่างกายแข็งแรงว่องไว กระฉับกระเฉง เพราะอยู่ในระหว่างอายุของมนุษย์เอง พอมีอายุย่างเข้า 50 - 60 ปี ซึ่งอยู่ในอายุของวัวก็จะเห็นว่ามนุษย์ที่อยู่ในวัยนี้ ชอบทำงานทำการมากหรือมักจะขยันขันแข็งเป็นพิเศษ เช่น ตื่นขึ้นทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ เป็นต้น เมื่ออายุผ่านไปอยู่ในระหว่าง 70 - 80 ปี อันอยู่ในอายุของหมา มนุษย์ในวัยนี้ชอบดุด่า พร่ำบ่น จนลูกหลานเอือมระอาไปตา มๆ กัน แต่พอมีอายุย่างเข้า 90 - 100 ปี ซึ่งอยู่ในอายุของลิง มนุษย์ในวัยนี้ชอบวุ่นวายงานการที่ทำเองไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ต้องให้คนอื่นป้อน ด้านจิตใจก็หลง ๆ ลืม ๆ ขี้เยี่ยวไม่เป็นที่เป็นทาง เหมือนพฤติกรรมของลิงนั้นเอง จึงเห็นได้ว่ามนุษย์เรานั้นมีอายุได้มากที่สุดก็ประมาณ 100 ปี ส่วนสัตว์ทั้ง 4 ชนิดดังกล่าว จะมีอายุประมาณเพียง 20 ปีเท่านั้น</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=197"
    },
    {
      "title": "การละอายความชั่ว",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>อาจารย์คนหนึ่งสอนศิษย์สำเร็จวิชาแล้วก็เรียกบรรดาศิษย์มาประชุมพร้อมกันแล้วบอกว่า บัดนี้ศิษย์แต่ละคนก็ได้เรียนวิชาจากอาจารย์ไปจนหมดสิ้นแล้ว ถึงเวลาที่ทุกคนจะได้นำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพได้แล้ว และเนื่องจากอาจารย์เองแก่มากแล้วมีลูกสาวสวยอยู่คนหนึ่งจะยกให้ลูกศิษย์ทั่วถึงทุกคนก็ไม่ได้ จึงบอกกับลูกศิษย์ว่า อาจารย์รักศิษย์เท่ากันทุกคนไม่มีอคติ แต่มีลูกสาวอยู่คนเดียวจึงจะขอยกให้กับศิษย์ที่ดีที่สุด โดยอาจารย์จะขอพิสูจน์ให้ศิษย์ทุกคนทำอะไรสักอย่างหนึ่ง บรรดาศิษย์ก็ถามว่าจะให้ทำอะไร อาจารย์ก็บอกว่าให้ทุกคนไปลักสิ่งของที่มีค่าของชาวบ้านมาคนละอย่างให้ได้มาภายใน 7 วัน และถ้าใครทำให้เจ้าบ้านรู้ คนนั้นจะไม่มีสิทธิ์ได้ลูกสาวของอาจารย์แล้วยังถูกลงโทษอย่างหนักด้วย ครบ 7 วัน อาจารย์ก็เรียกศิษย์มาพร้อมกันแล้วตรวจดูสิ่งของว่าใครขโมยอะไรมาได้บ้าง ทุกคนมีของมาให้อาจารย์ตามเงื่อนไขของอาจารย์ แต่มีลูกศิษย์คนหนึ่งไม่มีอะไรมาส่งอาจารย์เลย อาจารย์จึงถามว่า อาจารย์ใช้ทำไมไม่ทำ ศิษย์คนนั้นตอบว่า ตั้งแต่ตนเองมาอยู่กับอาจารย์ ไม่เคยขัดคำสั่งของอาจารย์เลย แต่ครั้งนี้ทำไม่ได้จริง เพราะเป็นการทำชั่วถึงแม้คนอื่นจะไม่รู้แต่ตัวเองรู้อยู่แก่ใจ และอาจารย์ก็สอนว่าอย่าทำความชั่วทั้งที่ลับและที่แจ้ง ถ้าอาจารย์จะลงโทษที่ตนเองขัดคำสั่งก็ยอม อาจารย์จึงรู้ว่าศิษย์คนนี้เป็นคนดีมีคุณธรรมอย่างแท้จริง จึงยกลูกสาวให้และบอกให้ศิษย์คนอื่น ๆ ทุกคนเอาของที่ลักมาไปคืนเจ้าของเขาด้วย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=198"
    },
    {
      "title": "การเล่นจาโต",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "เอื้อน ทรัพย์แก้ว",
      "description": "<p>พระเจ้าซิยงนั้น เป็นกษัตริย์ที่มีหน้าตาคล้ายหนุมานเรียกกันว่า &quot;บาเต๊าะ&quot; คือ มีเขี้ยว มีหาง เดิมพระเจ้าบันนังซาเร็งมีธิดาองค์หนึ่ง พระองค์ได้ประกาศว่า ถ้าใครสามารถขึ้นต้นซาเร็งได้สูงสุดจะยกธิดาให้ ต้นซาเร็งนี้สูงมาก &nbsp;คนธรรมดาไม่สามารถขึ้นได้ แต่พระเจ้าซิยงสามารถขึ้นได้ จึงได้แต่งงานกับธิดาของพระเจ้าบันนังซาเร็ง และได้เป็นกษัตริย์ครองเมือง &nbsp;พระเจ้าซิยงนั้น ไม่ยอมให้ใครเห็นหน้าจึงสร้างที่พักอยู่สูง ชอบกินตับแพะ เมื่อไม่มีแพะก็ให้ราษฎรนำเด็กมาถวายวันละ 1 คน จนราษฎรเหลือน้อยลงทุกวันๆ อำมาตย์จึงคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้พระเจ้าซิยงกินมนุษย์อีกต่อไป ในที่สุดก็คิดเล่นหมากรุกขึ้น ขณะที่อำมาตย์เล่นจาโต (หมากรุก) กันอยู่นั้น พระเจ้าซิยงก็นั่งดูอยู่ด้วย เมื่อเล่นไปปรากฎว่าฝ่ายตรงข้ามกับอำมาตย์ขนะ ฝ่ายอำมาตย์เหลือแต่ขุน (คือ กษัตริย์) จึงจนมุมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พระเจ้าซิยงจึงได้ความคิดว่า &quot;ถ้าเรากินราษฎรหมด แล้วจะไปรบกับศัตรูได้อย่างไร&quot; พระเจ้าซิยงจึงเกิดความรักราษฎร ไม่กินราษฎรอีกต่อไป และได้ปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นสุข</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=199"
    },
    {
      "title": "กิน นอน โกหก",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "คลิ้ง  คงบัว",
      "description": "<p>มีมานพน้อย 3 คน ชื่อ นายแก้ว นายทอง และนายสุข สำเร็จการศึกษาจากสำนักตักศิลา คนแรกสำเร็จวิชากิน คนที่สองสำเร็จวิชานอน และคนที่สามสำเร็จวิชาโกหก เมื่อกลับถึงบ้านเมืองตนก็หวังที่จะได้ใช้วิชาการที่ตนได้ร่ำเรียนมาให้เป็นประโยชน์กับตนเองและสังคม จึงพากันเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเผื่อโชคดีจะได้ถวายตัวเข้ารับใช้ในราชสำนัก</p>\r\n\r\n<p>ทั้งสามคนเดินทางไปพักแรมอยู่ ณ ศาลาหน้าวังหลวง เมื่อความทราบถึงพระกรรณของพระราชา จึงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเพื่อสอบถามวัตถุประสงค์ของการมาพักอยู่ของบุคคลทั้งสาม เมื่อทรงทราบแล้วจึงให้เจ้าหน้าที่ทดสอบความรู้ตามรายวิชาที่แต่ละคนได้ศึกษามา</p>\r\n\r\n<p>คนแรกให้ทายรสอาหารที่พระองค์ทรงรับสั่งให้ปรุงโดยลดเกลือเท่าปลายข้าวสาร เขาเพียงหยิบอาหารแตะปลายลิ้นก็ทายถูก</p>\r\n\r\n<p>คนที่สองให้ทายความสมบูรณ์ปลอดภัยของฟูกบรรทม โดยที่พระราชารับสั่งให้เอาเข็มกลัดติดไว้ข้างในเขาเพียงใช้มือกดไปโดยรอบก็รู้ว่าเป็นฟูกที่ไม่ปลอดภัย พระราชาเห็นความสามารถก็รับบุคคลทั้งสองเข้ารับราชการในราชสำนัก</p>\r\n\r\n<p>เหลือนายสุขมานพคนที่สามผู้เรียนจบวิชาโกหก พระองค์รับสั่งว่า ในเมืองนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งสามีตายเมื่อแต่งงานได้ 5 วัน เหตุที่ยึดมั่นในความรักเดียวใจเดียว จึงตัดใจออกถือบวชเป็นชีพร้อมกับเก็บกระดูกสามีบรรจุหม้อติดมือไปด้วยถือธุดงควัตรปฎิบัติอยู่ตามป่าช้า ถ้าเจ้ามีความสามารถใช้วิชาการของเจ้าทำให้นางสู่เพศปกติได้ เรายินดีรับเจ้าเป็นมหาดเล็ก เขารับไปปฏิบัติตามพระราชประสงค์แต่ขอพระราชทานกระดูกควายแห้งหนึ่งหม้อกับเครื่องแต่งกายตาสำหรุด (ชุดนุ่งขาวห่มขาว) หนึ่งชุด เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็รีบไปดำเนินการทันที เขาแต่งการด้วยชุดตาสำหรุด หิ้วหม้อกระดูกควายแห้งเข้าป่าช้าที่นางชีพำนักอยู่ แสร้งทำเป็นอาลัยอาวรณ์ถึงเจ้าของกระดูกในหม้อ พร้อมกับพร่ำบ่นให้นางได้ยินและเข้าใจว่าคนที่เขาอาลัยรักนั้นคือภรรยาสุดที่รักของเขาเอง จากนั้นก็เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนางจนรู้แน่แล้วว่ามีความอาลัยอาวรณ์อยุ่กับกระดูกสามีเป็นอย่างยิ่ง หากทำลายเรื่องนี้ได้ทุกอย่างสำเร็จ ครั้นแล้วคืนหนึ่งเขาแอบเข้าไปขโมยกระดูกสามีของนางไป บรรจุไว้ในหม้อกระดูกควายของตน ฝ่ายนางชีตื่นเช้าเข้ากราบไหว้กระดูกสามีตามปกติแต่ไม่มีกระดูกในหม้อ คิดทบทวนแล้วก็ตัดสินใจออกไปถามตาสำหรุด เขาตอบไม่รู้ไม่ชี้แต่ก็ทำทีเที่ยวค้นหาดู สักครู่ก็ร้องอุทานออกมาว่า &quot;เสียแรงๆ ที่ไว้ใจอาลัยรักที่แท้เจ้าไม่ได้รักเราจริง ตายไปแล้วยังริคบชู้สู่ชาย&quot; พลางเรียกให้นางชีมาดูกระดูกในหม้อตน ซึ่งปะปนอยู่กับกระดูกสามีนางชีเห็นเช่นนั้นมิทันคิดก็เชื่อสนิทว่า จริงของเขา เราเองก็เสียแรงรัก ทั้งสองช่วยกันจับหม้อกระดูกโยนทิ้งลงแม่น้ำไป แล้วชวนกันออกจากป่าช้าและลาเพศนักบวช เมื่อพระราขาทรงทราบความสามารถของเขาก็รับสั่งให้เขารับตำแหน่งทันที</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=200"
    },
    {
      "title": "เกาะสี่เกาะห้า",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "เอื้อน ทรัพย์แก้ว",
      "description": "<p>นานมาแล้วที่บ้านคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา มีตายายสองผัวเมียกับบุตรสาว อาศัยอยู่ครอบครัวหนึ่ง ผัวชื่อว่า ตาสา เมียชื่อว่า ยายโส บุตรสาวชื่อว่า นางหัวมวย อยู่มาวันหนึ่งมีพ่อค้าสำเภาจีนได้เดินทางผ่านมาพบนางหัวมวยก็เกิดความรักใคร่กัน นายสำเภาจึงสู่ขอนางหัวมวยจากยายโส เมื่อต่างฝ่ายตกลงกันทั้ง 2 ก็ได้แต่งงานกัน แล้วพากันไปอยู่ที่บ้านนายสำเภาที่เมืองจีน อยู่ด้วยกันเป็นเวลาหลายปี นางหัวมวยก็คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน ทั้งสองจึงเดินทางโดยเรือสำเภาจีนมายังบ้านคูขุด ระหว่างทางเรือแล่นมาค่ำลงที่เกาะแห่งหนึ่ง เรียกเกาะนี้ว่า &quot;เกาะนางค่ำ&quot; ต่อมาเพี้ยนเป็นเกาะนางคำ ทั้ง 2 ได้นอนพักอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง เรียกเกาะนั้นว่า &quot;เกาะบรรทม&quot; ต่อมาเพี้ยนเป็นเกาะทม (เกาะทั้งสองอยู่ในทะเลสาปสงขลา) พอรุ่งขึ้นนายสำเภาก็แล่นเรือต่อไปจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง จึงนำเรือเข้าเทียบท่า เรียกสถานที่นั้นว่า &quot;บ้านสำเภา&quot; หรือ &quot;บ้านท่าสำเภา&quot; ฝ่ายยายโสตาสาก็ได้ทราบข่าวว่าลูกสาวและลูกเขยมาเยี่ยม ก็ตำข้าวเม่าใส่กระสอบเตรียมไว้รับลูกสาว แต่พอลูกสาวเห็นพ่อแม่แต่งตัวรุ่มร่าม นางหัวมวยเกิดความละอายผัว จึงทำทีไม่รู้จักพ่อแม่ของตน สั่งให้นายสำเภาออกเรือจากท่า ตายายทั้งสองมีความเสียใจและแค้นลูกสาวมาก ได้เทข้าวเม่าลงริมทะเลหน้าบ้านคูขุด ข้าวเม่ากลายเป็นดิน เรียกว่า &quot;ดินข้าวเม่า&quot; หรือ &quot;เม่าดินสอ&quot; หลังจากนั้นตายายจึงตรอมใจตายกลายเป็นธาตุหิน คือ &quot;เกาะยายโส-ตาสา&quot; แต่ก่อนตายได้สาปแช่งไว้ว่า ขอให้เรือที่แล่นไปกลางทะเลพบกับพายุจมลง นายสำเภากับนางหัวมวยแล่นเรือไปได้ไม่นาน ก็ถูกพายุพัดเรือจมกลางทะเลทั้ง 2 ถึงแก่ความตาย สมบัติข้าวของต่างๆ จมน้ำกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ จนกลายเป็นธาตุหิน กลายเป็นเกาะต่างๆ ได้แก่ นายสำเภา กลายเป็น เกาะหน้าเทวดา , นางหัวมวย กลายเป็น เกาะหัวมวย , เรือสำเภา กลายเป็น เกาะท้ายถ้ำดำ , กันตัง กลายเป็น เกาะกันตัง , เข็ม กลายเป็น เกาะเข็ม , เล้าไก่ กลายเป็น เกาะร้านไก่ , ป้อย กลายเป็น เกาะป้อย , แก้ว กลายเป็น เกาะแก้ว , กระ กลายเป็น เกาะกระ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=201"
    },
    {
      "title": "เกาะหนูเกาะแมว",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "เอื้อน ทรัพย์แก้ว",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีพ่อค้าจีนคนหนึ่งคุมเรือสำเภาเดินทางค้าขายแถบชายทะเลจากเมืองจีนมาถึงเมืองสงขลา เมื่อขายสินค้าจนหมดแล้วก็จะซื้อสินค้าจากสงขลาบรรทุกสำเภากลับไปขายเมืองจีน ปฏิบัติอยู่เช่นนี้เป็นเนืองนิจ วันหนึ่งเมื่อขายสินค้าหมดแล้วก็เข้าเมืองสงขลา เพื่อซื้อสินค้ากลับไปขายเมืองจีน ระหว่างที่เดินซื้อสินค้าอยู่นั้นพ่อค้าได้เห็นหมากับแมวคู่หนึ่งมีรูปร่างหน้าตาน่าเอ็นดู จึงขอซื้อหมากับแมวคู่นั้นเอาลงเรือไปด้วย ฝ่ายหมากับแมวเมื่อลงไปอยู่ในเรือนานๆ ก็เกิดความเบื่อหน่าย และอยากจะกลับไปอยู่ที่บ้านสงขลา จึงปรึกษากันหาวิธีการที่จะกลับบ้าน หมาได้บอกกับแมวว่าพ่อค้าเรือสำเภานั้นมีแก้ววิเศษสำหรับกันจมน้ำ หากใครได้ไว้จะว่ายน้ำไปไหนก็ไม่จม แมวจึงคิดอุบายที่จะได้แก้ววิเศษนั้นโดยไปข่มขู่หนูให้ขโมยแก้ววิเศษของพ่อค้ามาให้ โดยที่หนูขอหนีขึ้นฝั่งไปด้วย ครั้นเรือเดินทางมาถึงเมืองสงขลาอีกครั้งหนึ่ง หนูก็ลอบเข้าไปลักเอาดวงแก้วของพ่อค้ามา โดยอมเอาไว้ในปาก แล้วทั้งสามหนีลงจากเรือว่ายน้ำจะไปขึ้นที่ฝั่งหน้าเมืองสงขลา ขณะที่ว่ายน้ำมาด้วยกัน หนูซึ่งว่ายน้ำนำอยู่ข้างหน้า ก็นึกขึ้นได้ว่าดวงแก้วที่ตนเอาไว้ในปากนั้นมีค่ามหาศาล เมื่อถึงฝั่งหมากับแมวก็คงจะแย่งกันเอาไป จึงคิดจะหนีหมากับแมวขึ้นฝั่งไปตามลำพัง จะได้ครอบครองดวงแก้วเป็นสมบัติของตนตลอดไปแต่แมวซึ่งว่ายน้ำตามหลังหนูมาก็คิดอย่างเดียวกันกับที่หนูคิด ก็ว่ายน้ำตรงรี่เข้าไปหาหนู ฝ่ายหนูเห็นแมวตรงเข้ามาก็ตกใจนึกว่าแมวเข้ามาจะตะปบจึงว่ายน้ำหนีสุดแรง และไม่ทันระวังตัวดวงแก้ววิเศษที่อมไว้ในปากก็ตกลงจมหายไปในน้ำ เมื่อดวงแก้วจมน้ำไปแล้วทั้งหนูและแมวต่างก็หมดแรงไม่อาจจะว่ายน้ำต่อไปได้ สัตว์ทั้งสองจึงจมน้ำตายกลายเป็นเกาะหนู เกาะแมว อยู่ที่อ่าวหน้าเมืองสงขลา ส่วนหมาก็ตะเกียกตะกายว่ายน้ำไปจนถึงฝั่ง ด้วยความเหน็ดเหนื่อยหมาถึงขาดใจตายกลายเป็นหินเรียกว่า เขาตังกวน อยู่ริมอ่าวสงขลา ส่วนดวงแก้ววิเศษที่หล่นจากปากของหนู ก็แตกแหลกละเอียดเป็นหาดทรายเรียกกันว่า หาดทรายแก้ว อยู่ทางด้านเหนือของแหลมสนยื่นออกไปในอ่าวสงขลา จังหวัดสงขลา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=202"
    },
    {
      "title": "คนทีดำ",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "แรม   เทพนุรักษ์",
      "description": "<p>เรื่องคนทีดำ : กาลครั้งหนึ่งมีชายหนุ่ม 3 คน ขึ้นไปตัดไม้บนเขาชัยสน ได้ตั้งทับอยู่บนเขา เพราะตัดไม้เป็นเวลาหลายวัน การตัดไม้จะผลัดเปลี่ยนเวรกันออกไปตัดครั้งละ 2 คน อีกหนึ่งคนเฝ้าทับคอยหุงหาอาหารไว้ให้เพื่อนทั้งสองอยู่มาวันหนึ่งชายหนุ่มผู้เฝ้าทับได้หุงข้าวขึ้นหม้อหนึ่ง ในขณะที่ข้าวกำลังเดือดอยู่นั้นชายหนุ่มได้ตัดไม้ชนิดหนึ่งใช้เป็นไม้กวนข้าว ปรากฏว่าเกิดเหตุอัศจรรย์ข้าวที่หุงกลายเป็นสีดำหมดเพราะไม้ที่กวนนั้นเป็นไม้คนที เมื่อเพื่อนทั้ง 2 กลับมาเห็นข้าวมีสีดำก็ไม่กล้ารับประทานเข้าใจว่าเพื่อนอีกคนหนึ่งคิดจะวางยาพาพวกตน จึงบังคับให้ชายหนุ่มผู้เฝ้าทับกินข้าวจนหมดหม้อ ชายหนุ่มก็เกิดมีพละกำลังมหาศาลสามารถถอนต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ได้ ขณะนั้นมีเมืองหนึ่งว่างกษัตริย์ลง และข้าศึกกำลังล้อมเมืองอยู่ด้วย พวกขุนนางและเสนาทั้งหลายได้ปรึกษากันแล้วออกประกาศหาคนดีมีฝีมือปราบศึก ถ้าชนะจะยกพระราชธิดาและเมืองให้ปกครอง ชายหนุ่มผู้มีพละกำลังก็รับอาสาปราบข้าศึกด้วยตนเองจนชนะได้อภิเษกกับพระราชธิดาและปกครองบ้านเมืองต่อมา คนทั่วไปเรียกว่า &quot;พระยาแกรก&quot; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>\r\n\r\n<p>&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=203"
    },
    {
      "title": "คนธรรพ์",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "แรม   เทพนุรักษ์",
      "description": "<p>วันหนึ่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งขึ้นไปตัดไม้บนเขาชัยสน เพื่อนำไปขายในเมือง ปรากฎว่าชายหนุ่มเกิดหลงทางหาทางลงจากเขาไม่ได้ จนกระทั่งใกล้ค่ำจึงได้พบคนธรรพ์ซึ่งอาศัยอยู่บนเขานั้น &nbsp;คนธรรพ์ให้ชี้แนะทางให้ชายหนุ่มกลับลงไปจากเขา แต่ก่อนจากกันคนธรรพ์ได้มอบหัวขมิ้นจำนวนมากให้ชายหนุ่มใส่ย่ามสะพายลงจากเขา แต่เนื่องจากชายหนุ่มต้องแบกไม้ฟืนซึ่งมีน้ำหนักมากอยู่แล้ว จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องต้องสะพายหัวขมิ้นให้หนักอีก และที่บ้านก็มีอยู่แล้ว &nbsp;ชายหนุ่มจึงทิ้งหัวขมิ้นไว้บนเขา นำติดตัวไปเพียงหัวเดียว เมื่อถึงบ้านชายหนุ่มได้หยิบเอาหัวขมิ้นออกมาดูปรากฎว่าหัวขมิ้นนั้นกลายป็นทองคำ ชายหนุ่มจึงกลับมาด้วยความผิดหวัง&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=204"
    },
    {
      "title": "ปลาเงินปลาทอง",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "แรม   เทพนุรักษ์",
      "description": "<p>เล่ากันว่าที่ถ้ำน้ำร้อนที่เชิงเขาด้านทิศตะวันออก มีน้ำร้อนไหลออกมาจากถ้ำภายใต้เขาชัยสน ภายในถ้ำนั้นเมื่อตรงกับวันธรรมสวนะหรือวันพระ จะมีปลาเงินและปลาทองออกมาแหวกว่ายอยู่ในแอ่งน้ำร้อน เพื่อให้ประชาชนได้ชม อยู่มาวันหนึ่งตรงกับวันพระได้มีข้าหลวง (ข้าราชการ) มาจากในเมืองได้เห็นปลาเงินปลาทองแหวกว่ายในน้ำร้อน จึงจับเอาปลาทองไป ส่วนปลาเงินนั้นได้ว่ายหนีเข้าไปในถ้ำ ตั้งแต่นั้นมาประชาชนก็ไม่เคยเห็นปลาเงินออกจากถ้ำมาแหวกว่ายให้เห็นอีกเลย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=205"
    },
    {
      "title": "เขาปู่เขาย่า",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "ต่วน   พงศ์วงประเสริฐ",
      "description": "<p>ในสมัยก่อนมีคนเพียงสองคนอยู่กินด้วยกัน คือ ปู่กับย่า อาศัยอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ ต่อมามีลูกด้วยกัน 5 คน คือ โต๊ะบุญ แต่เป็นมุสลิมพูดภาษาไทยไม่ได้ &nbsp;คนที่ 2 ชื่อ ป้าเจ้ เป็นมุสลิม คนที่ 3 ชื่อ ป้าแหร้ เป็นมุสลิม คนที่ 4 ชื่อ ไชยบุรี คนนี้เป็นคนไทยพุทธ สามารถพูดจากับพ่อแม่รู้เรื่อง คนที่ 5 ชื่อ ญาโฮ้ง คนนี้เป็นคนจีนพูดภาษาไทยไม่ได้ พ่อแม่จึงมีลูกพูดถึง 3 ภาษา คือ ไทย จีน มลายู เกิดความหนักใจเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง ปู่กับย่าเลยหนีไปอยู่ที่ปัตตานี ลูกเกิดความคิดถึงก็ชวนกันออกติดตามผ่านเมืองสงขลาจนไปพบปู่และย่า ปู่และย่าทนคำอ้อนวอนของลูกไม่ได้ก็กลับมาอยู่ที่เดิม ฝ่ายโต๊ะบุญ ป้าเจ้ ป้าแหร้ ญาโฮ้ง ปรึกษากันว่า พวกเขาทั้ง 4 คนพูดจากับพ่อแม่ไม่รู้เรื่องเลยมอบสมบัติให้ไชยบุรี แล้วพากันไปอยู่ที่อื่น ต่อมาไชยบุรีได้ครองเมือง เรียกว่า เมืองไชยบุรี เมื่อบุคคลทั้งหมดถึงแก่กรรมแล้วก็กลายเป็นธาตุหิน คือ เขาปู่เขาย่า เขาป้าแหร้ อยู่ในท้องที่อำเภอศรีบรรพต เขาชัยบุรี (เขาเมือง) เขาป้าเจ้ เขาโต๊ะบุญ อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง เขาพญาโฮ้ง อยู่ในอำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "สงขลา ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=206"
    },
    {
      "title": "คนพาซื่อ",
      "type": "นิทานสัตว์",
      "creator": "",
      "description": "<p>ชายคนหนึ่งเป็นคนที่ซื่อตรงมาก วันหนึ่งแกไปเที่ยวป่าพบเสือตัวหนึ่งกำลังติดกรงนายพรานอยู่ เสืออ้อนวอนให้แกช่วยเปิดประตูกรงให้มันออกมาด้วย โดยเสือให้สัญญาว่าจะไม่กินชายคนนั้น แต่เมื่อชายคนนั้นเปิดประตูกรงให้เสือออกมาแล้วเสือก็จะกินชายคนนั้น โดยอ้างว่าเป็นธรรมชาติที่เสือต้องกินมนุษย์ เสือจึงอนุญาตให้ชายคนนั้นไปถามอะไรก็ได้สัก 3 สิ่งแต่อย่าถามมนุษย์ด้วยกัน ว่าเสือควรจะกินชายคนนั้นหรือไม่ ถ้าทั้ง 3 สิ่งตอบว่าควรกินก็ให้ชายคนนั้นกลับมาให้เสือกิน ถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดตอบว่าไม่ควรกินเสือก็จะไม่กินชายคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินทางไปถามตามเงื่อนไขนั้น โดยไปถามควาย ต้นม่วง และทางเดิน ตามลำดับ แต่ละสิ่งที่พรรณาให้เห็นความชั่วร้ายของมนุษย์ และสรุปตรงกันว่าเสือควรกินมนุษย์ ชายคนนั้นจึงเดินคอตกกลับมาให้เสือกิน ระหว่างทางได้พบกับลิงเจ้าปัญญาตัวหนึ่ง ลิงตัวนั้นถามความชายคนนั้นจนรู้เรื่องราว แล้วจึงขอร่วมเดินทางมาพบกับเสือด้วย เมื่อมาถึงที่เสืออยู่ ลิงก็ร้องขอไม่ให้เสือกินชายคนนั้น แล้วถามเสือว่าตัวเองสงสัยมากว่า เสือเข้าไปอยู่ในกรงนั้นได้อย่างไร เสืออธิบายเท่าไหร่ๆ ลิงก็ไม่เข้าใจ ในที่สุดเสอืก็ลองเข้าไปอยู่ในกรงให้ลิงดู ลิงได้โอกาสก็รีบปิดกรงทันที ชายคนนั้นก็รอดตาย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=207"
    },
    {
      "title": "เจ้าชายกบ",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "ต่วน   พงศ์วงประเสริฐ",
      "description": "<p>กาลครั้งหนึ่งยังมีผัวเมียคู่หนึ่ง &nbsp;อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีลูก จนทั้งสองย่างเข้าสู่วัยชราก็คิดอยากมีลูกไว้สืบสกุล จึงได้ไปบนบานต่อพระเจ้าขอให้ประทานลูกสักคน จะเป็นกบ ปลา ช้าง ม้า ก็ตาม ก็ขอเป็นลูกของเขา หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาก็ตั้งท้องและคลอดลูกออกมาเป็นกบ ลูกกบโตวันโตคืนจนเป็นหนุ่ม ได้ช่วยพ่อแม่ทำงานจนมีฐานะดีขึ้น &nbsp;</p>\r\n\r\n<p>อยู่มาวันหนึ่ง กบหนุ่มได้ยินข่าวจากชาวบ้านว่า กษัตริย์ที่ปกครองเมืองนี้มีพระธิดา 3 องค์ พระธิดาทั้ง 3 เป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่างๆ กบหนุ่มจึงบอกให้พ่อแม่ไปสู่ขอธิดาให้กับตน เมื่อพ่อแม่ไปสู่ขอปรากฏว่าธิดาทั้ง 2 องค์ไม่ตกลงแต่องค์เล็กตกลง แต่เจ้าเมืองมีข้อตกลงว่า กบจะต้องสร้างพระราชวังทอง ปราสาทเงิน และปูพื้นด้วยเพชรนิลจินดา จึงจะยินยอมยกให้กบ กบหนุ่มกลับมาบ้านได้เนรมิตพระราชวังและปราสาทเงินตามที่เจ้าเมืองต้องการ เจ้าเมืองจึงต้องจัดพิธีอภิเษกให้กับเจ้าหญิงองค์เล็ก ในเวลากลางคืนกบนอนอยู่ข้างเตียง ส่วนเจ้าหญิงนอนอยู่บนเตียง หลายวันต่อมาเจ้าหญิงเห็นผิดสังเกตว่าสามีเป็นกบไม่ใช่กบธรรมดา จึงแอบดูปรากฏว่ามีเจ้าชายรูปงามพร้อมแสงสีเป็นประกายวูบวาบออกมาจากตัวกบ เมื่อเจ้าชายเดินไปอาบน้ำ เจ้าหญิงเห็นเช่นนั้นก็วิ่งไปเอาร่างกบมาเผาทันที เมื่อเจ้าชายกลับมาเข้าร่างกบ พบว่าถูกเผาไปแล้ว ก็รู้สึกเสียใจ จึงหนีนางไป เจ้าหญิงออกติดตามหาเจ้าชายในป่า ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส เจ้าชายทราบข่าวเกิดความรักสงสาร เลยติดตามหาเจ้าหญิง แล้วทั้งสองก็เดินทางกลับบ้านเมืองอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=208"
    },
    {
      "title": "เจ้าชายปัญญา",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "หร้อหวาน   วัชรจิรโสภณ",
      "description": "<p>มีเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ในเมืองนี้มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีลูกชายชื่อ อับดุลรอมัน เศรษฐีคนนี้ได้ส่งลูกชายไปเรียนจนมีความรู้สูงและจบการศึกษา อับดุลรอมันไม่ยอมกลับมาอยู่ที่บ้าน เขาสละทรัพย์สมบัติที่พ่อให้กับพี่ชาย เขาได้เดินทางเร่ร่อนไปตามประสาคนหนุ่ม โดยอาศัยวิชาความรู้ที่เรียนมาเป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพ จนในที่สุดเขาได้ไปชอบลูกสาวเจ้าเมืองๆ หนึ่ง เขาจำเป็นต้องมาขอร้องให้พ่อไปขอธิดาเจ้าเมืองให้กับเขา &nbsp;ฝ่ายเจ้าเมืองไม่พอใจที่จะยกธิดาให้แก่อับดุลรอมันเพราะเศรษฐีเป็นชาวเมืองธรมดา ไม่มียศตำแหน่ง แต่ก็ขัดไม่ได้เพราะเศรษฐีคนนี้มีอำนาจเท่าเทียมกับเจ้าเมืองทั่วไป เจ้าเมืองจึงยอมยกธิดาให้กับเศรษฐี แต่มีข้อตกลง 2 อย่าง ข้อหนึ่ง เมื่อแต่งงานกันแล้วจะต้องได้ลูกภายใน 2 ปี ข้อสองเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายชายจะต้องไม่อยู่กับธิดาในเมือง จะต้องแยกกันอยู่ โดยให้อับดุลรอมันไปอยู่เกาะให้ครบ 2 ปี เมื่อครบ 2 ปี แล้ว ธิดาไม่มีโอรส อับดุลรอมันจะต้องสังเวยชีวิต อับดุลรอมันตอบตกลง และยอมไปอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง แต่อับดุลรอมันร้องขอให้เจ้าเมืองอนุญาตให้เขาส่งดอกไม้ ซึ่งทำด้วยเงินด้วยทอง ส่งให้กับธิดาทุกๆ เดือน เจ้าเมืองตกลง หนึ่งเดือนผ่านไปก็มีดอกไม้ส่งมาถึงราชธิดา พอถึงเดือนที่ 2 ดอกไม้ที่ส่งมาดอกโตกว่าเดิม และเดือนต่อมาดอกไม้ก็โตขึ้นเรื่อยๆ จนเดือนที่สิบ ดอกไม้มีขนาดใหญ่ คนสามารถลงไปอยู่ในดอกไม้ได้แล้ว อับดุลรอมันเข้าไปซ่อนอยู่ในดอกไม้แล้วส่งไปให้ราชธิดา เมื่อครบ 2 ปี ธิดาได้คลอดลูก เจ้าเมืองทราบข่าว พอใจในความเฉลียวฉลาดของอับดุลรอมัน และยินยอมให้อับดุลรอมันอยู่กับธิดาและลูกในเมืองในเมืองต่อไป</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=209"
    },
    {
      "title": "ค่อยโถเอาใหม่",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>ยังมีชายหนุ่มผู้หนึ่งได้รับขวานเล่มหนึ่งเป็นมรดกจากปู่ เขาจึงรักลูกขวานเล่มนี้มาก ทะนุถนอมเป็นอย่างดียิ่ง ลับทุกวันจนคมกริบ แล้วเช็ดด้วยผ้าชโลมน้ำมัน จนเป็นเงาวาววับใช้ส่องดูใบหน้าแทนกระจกได้ เมื่อชายหนุ่มผู้นี้แต่งงานได้ขอร้องภรรยาว่า ลูกขวานเล่มนี้คือชีวิตของเขา อย่าพึ่งจับต้องก่อนไปประกอบกิจการงานใดๆ ลับแล้วลองโกนไรผมดู &nbsp;เห็นว่าคมกริบก็เช็ดด้วยผ้าชโลมน้ำมันเหมือนเคยปฏิบัติมาทุกวันและเก็บไว้เหนือหัวนอน ผ่านมาหลายวัน ถึงฤดูตำข้าวเม่า ภรรยาเห็นสามีไม่อยู่ จึงไปเอาขวานมาสับฟันไม้ไผ่ เพื่อทำไม้โยงเม่า เพราะขวานคมกริบเกินไป &nbsp;ทำให้คมขวานแหว่งไปหลายแห่ง ภรรยตกใจมากรีบนำขวานไปวางไว้ ณ ที่เดิม โชคดีสามีกลับบ้านค่ำมืดแล้ว &nbsp;หลังจากอาบน้ำรับประทานอาหารแล้ว ภรรยาชวนนั่งคุยที่ระเบียงบ้านแกล้งปล่อยเนื้อปล่อยตัวเพื่อล่อให้สามีเกิดอารมณ์ทางเพศ สามีบอกให้ดับไต้ ภรรยาก็พูดขึ้นเบาๆว่า &ldquo;พี่ พี่ วันนี้ฉานเอาลูกขวานไปเหลาไม้ไผ่ทำไม้โยงเม่า ขวานแหว่งไปหลายแห่ง&rdquo; ฝ่ายสามีกำลังอารมณ์สนุก ตอบว่า &ldquo;ไม่ปรือ ไม่ปรือ ค่อยโถเอาใหม่&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=210"
    },
    {
      "title": "งูกายสิทธิ์",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "สะ  นิยมเดชา",
      "description": "<p>ตากับยายยากจนมาก หากุ้งหาปลาขายเลี้ยงชีพ วันนั้นไม่ได้กุ้งปลาเลย ใช้เครื่องมือช้อนหาทีไรติดแต่ลูกงูเหลือม จึงตัดสินใจนำมาเลี้ยงไว้ เมื่องูโตขึ้นงูก็หาให้กิน ตายายไปไหนก็เตรียมทำอาหารไว้ให้ ต่อมางูนั้นเกิดพอใจลูกสาวเศรษฐีจึงวอนให้ตายายไปสู่ขอให้ ตายายทนอ้อนวอนไม่ไหวจึงไปสู่ขอ ถูกเศรษฐีด่าว่าและไล่กลับมา ต่อมางูเกิดพอใจลูกสาวเจ้าเมืองอ้อนวอนให้ตายายไปสู่ขอให้อีก เจ้าเมืองไม่ให้ แต่ภริยาเจ้าเมืองว่า &ldquo;เป็นป่าไม้ไม่ให้ถาง เป็นทางไม่ให้เขาเดิน&rdquo; จึงตอบไม่ขัดข้องแต่เรียกสินสอนพิสดาร คือให้ทอดสะพานเงินสะพานทองตั้งแต่บ้านของตายายมาจนถึงวัง ตายายกลับไปบอกงู งูก็เนรมิตตามต้องการ เจ้าเมืองยังเกี่ยงโดยเรียกสินสอดทองหมั้นเป็นเพชรนิลจินดา 7 พาน ในที่สุดงูก้หามาได้ เจ้าเมืองอ้างว่าธิดาของตนไปอยู่ที่บ้านตายายไม่ได้ จะต้องสร้างปราสาทให้เหมือนของเจ้าเมือง &nbsp;งูก็เนรมิตขึ้นได้ในที่สุด เจ้าเมืองจำต้องยอมให้แต่งงานกันเพราะรู้ว่าเป็นงูกายสิทธิ์ ยิ่งอยู่ก็ยิ่งเจริญขึ้น &nbsp;จนรู้ถึงเศรษฐีว่างูนั้นที่แท้เป็นผู้มีบุญญาธิการ ก็อิจฉา ลูกสาวก็รบเร้าให้เศรษฐี จ้างให้หมองูไปจับงูมาให้อยู่กินกับลูกสาว ในที่สุดงูเหลือมก็กัดกินลูกสาวเสีย วิญญาณของลูกสาวก็ยังคอยตามอาฆาตหลอกหลอนธิดาของเจ้าเมืองด้วยความอิจฉาและผูกพยาบาทไม่สิ้นสุด</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=211"
    },
    {
      "title": "งูเหลือมคายพิษ",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "เลียบ  พรหมจรรย์",
      "description": "<p>วันหนึ่งมีไชชายผู้หนึ่งชื่อ &ldquo;ไอ้ดำไม่ตาย&rdquo; ตามที่จริงแล้วชื่อจริงๆ ของมันคือ &ldquo;ดำ&rdquo; คำว่า &ldquo;ไม่ตาย&rdquo; นั้น เป็นเพียงคำสร้อยคำเติมเข้าหลังชื่อเท่านั้น เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีนามสกุลใช้กัน ถ้าใครมีพฤติกรรมเป็นคนตายยาก เช่น เคยประสบอุบัติเหตุ คือ ตกน้ำตกท่า ตกต้นไม้ และควายขวิดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว มันจึงได้สมญานามจากคนทั่วไปว่า &ldquo;ไอ้ดำไม่ตาย&rdquo; แต่ในวันนั้นขณะที่ไชชายดำไม่ตายกำลังเดินอยู่นั้น ความที่มันรีบร้อนมาก มันจึงไม่เห็นงูเหลือมที่นอนขวางทางอยู่ มันจึงเหยียบลงบนหลังงูอย่างเต็มที่ &nbsp;งูเหลือมตัวนั้นโกรธมาที่ไชชายผู้นั้นไม่ได้เกรงขามมันเลย จึงได้ฉกเข้าที่เท้าของ &ldquo;ไอ้ดำ&rdquo; ทำให้ไอ้ดำถึงแก่ความตายลงทันที ผู้คนจึงโจษจันกันว่า &ldquo;งูกัดไอ้ดำไม่ตาย&rdquo; ฝ่ายงูเหลือมเมื่อได้ยินคนพูดว่า &ldquo;งูกัดไอ้ดำไม่ตาย&rdquo; ก็เข้าใจผิดว่าพิษของตนเสื่อมแล้ว เพราะเคยกัดสัตว์ใหญ่อย่างช้าง เสือ หมี ฯลฯ ก็ตายมาแล้วทั้งสิ้น แต่มากัดคนตัวเล็กๆ กลับไม่ตายงูเหลือมจึงรู้สึกเสียใจมาก เมื่อคิดว่าพิษของตนเสื่อมฤทธิ์เสียแล้ว มันก็ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำไม งูเหลือมจึงได้คายพิษของมันลงบนใบลังตังช้างทันที จึงทำให้ใบลังตังช้างมีพิษมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อคายพิษออกมาหมดแล้ว งูเหลือมจึงใช้ให้งูเขียวเที่ยวไปประกาศให้สัตว์เลื้อยคลานและพวกมด แมลง มารับพิษที่มันคายไว้ทั่วกัน</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "นครศรีธรรมราช ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=212"
    },
    {
      "title": "จระเข้กับจิ้งจก",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "เอื้อน ทรัพย์แก้ว",
      "description": "<p>จระเข้กับจิ้งจกเป็นเกลอที่รักชอบกันมากสัญญากันว่า ถ้าจระเข้กัดผู้ใดแต่ไม่ถึงตายให้จิ้งจกช่วยกัดซ้ำให้ตายด้วย จากข้อตกลงนี้พบว่าจิ้งจกชอบเลียแผลของคนที่ถูกจระเข้กัด และชาวบ้านเชื่อกันว่า ถ้าใครถูกจระเข้กัดแล้วถูกจิ้งจกเลียแผลจะต้องตาย &nbsp;เมื่อใครถูกจระเข้กัดจึงต้องป้องกันจิ้งจกกันเป็นพิเศษไม่ให้มาเลียแผลได้ มีการรักษาในเรือนแพ ศาลากลางน้ำ ถ้ารักษาบนบกก็จะต้องกำจัดจิ้งจกให้หมด แล้วเอาปูนขาวโรยโคนเสาทุกต้น มิให้จิ้งจกไต่ขึ้นมาได้ ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าเมื่อจิ้งจกถูกปูนขาวหางจะขาดและตาย</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=213"
    },
    {
      "title": "จอมคาถา",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งคิดว่าถ้าตนเป็นหมอรักษาโรคคงจะช่วยให้ฐานะร่ำรวยขึ้น เขาจึงได้ติดประกาศที่หน้าบ้านว่าเขาเป็นหมอทางไสยศาสตร์ อยู่มาวันหนึ่งมีชายคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆ กับหมู่บ้านของหมอคนนี้ ชายคนนั้นได้ไปถางป่าในไร่ เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เมื่อกลับมาบ้านเขาได้ขอร้องให้ชาวบ้านช่วยตามหมอมารักษา ชาวบ้านได้ไปหาหมอที่ติดประกาศไว้หน้าบ้าน ไปรักษาชายคนนั้น เมื่อชาวบ้านพาหมอไสยศาสตร์ไปที่บ้านชายคนนั้น หมอก็ทำเป็นดูอาการพลางบอกว่าอาการของชายคนนี้ถูกมนต์คาถาทางไสยศาสตร์ทำให้มีอาการปวดหัว &nbsp;หมอคนนั้นก็บอกว่าจะทำพิธีในคืนนี้ พอใกล้จะค่ำหมอคนนั้นก็นำไข่ไก่ไปฝังใต้ต้นมะพร้าวใกล้ๆ กับบ้านของชายที่ป่วยเพื่อจะได้อ้างว่ามีคนอิจฉากลั่นแกล้ง เมื่อหมอไปที่ต้นมะพร้าว บังเอิญบนต้นมะพร้าวมีชาวบ้านคนหนึ่งที่สงสัยกิริยาอาการของหมอคนนี้ก็แอบขึ้นไปบนต้นมะพร้าว เห็นหมอเอาไข่ไก่ฝังดินได้ต้นมะพร้าวนั้น &nbsp;เมื่อหมอไปแล้วชาวบ้านคนนั้นก็ลงมาจากต้นมะพร้าว หยิบไข่ไก่ออกและถ่ายอุจาระลงในหลุมแทนไข่ไก่และกลบดินไว้ พอได้เวลาที่หมอจะทำพิธีรักษา หมอคนนั้นก็จุดธูปเทียนว่ามนต์คาถาเสร็จแล้วก็ให้ผู้ช่วย 2 คน ช่วยถือคบเพลิงและเทียนเดินตามหมอคนนั้นไปจนถึงใต้ต้นมะพร้าวที่ฝังไข่ไว้ หมอก็จัดการขุดดินออกมาเพื่อจะเอาไข่ไก่ขึ้นมาแต่กลับหยิบเอาอุจาระขึ้นมา หมอคนนั้นรู้ทันทีว่าจะต้องมีคนรู้และกลั่นแกล้งแต่เขาก็ทำเป็นไม่รู้ จึงวิ่งไปที่คลองเพื่อที่จะล้างมือ พวกที่ถือเทียนกับคบเพลิงก็วิ่งตามหมอไป เพราะหมอได้สั่งไว้ว่าให้ตามทุกฝีก้าว หมอจึงพูดว่า &ldquo;พอแล้ว ไม่ต้องตามแล้ว ข้าเข็ดจนตายไม่เป็นหมออีกแล้ว&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=214"
    },
    {
      "title": "จังไรฉิบหาย",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีครอบครัวหนึ่งมีลูกมากมายและยากจน ซ้ำร้ายลูกคนเล็กผิดปกติไปจากเด็กธรรมดาตั้งแต่ออกจากท้องแม่มาก็ได้แต่ร้องไห้ไม่ยอมหยุด พ่อแม่จึงคิดว่าคงเป็นตัวจังไรนำเรื่องร้ายมาสู่ครอบครัว จึงนำตัวไปถวายวัด เมื่อเจ้าอาวาสถามชื่อพ่อแม่บอกว่าชื่อ &ldquo;จังไรฉิบหาย&rdquo;</p>\r\n\r\n<p>เด็กนั้นเติบโตอยู่ในวัด แต่ก็ถูกล้อเลียนและเป็นที่รังเกียจของเพื่อนๆ เพราะทุกคนกลัวจังไรฉิบหายจะติดกายตน เขาทนต่อไปไม่ไหวจึงตัดสินใจกราบลาพระอาจารย์ไปตายเอาดาบหน้าเข้าดงบุกป่าตั้งใจว่าจะหาทางตายให้ได้ ในดงเขาได้พบกับเสือ งูใหญ่ ยักษ์ และนกอินทรีย์ สัตว์ทั้ง 5 เป็นที่รู้กันว่าดุร้ายเอาชีวิตคนมามากต่อมาก แต่เขามิได้ตายเพราะสัตว์และยักษ์ร้ายเหล่านั้น เพราะเมื่อเขาเล่าเรื่องให้ฟังว่าเขาคือตัวจังไรฉิบหาย สัตว์ร้ายและยักษ์ก็พากันหนีหมด เพราะเกรงว่าจังไรฉิบหายจะติดกายตน เขาเดินทางต่อไปเข้าสู่ชานเมืองๆ หนึ่ง ชาวเมืองโจษจันกันว่าบ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามข้าศึกกำลังประชิดเมืองหลวง ทหารเสือทั้งหลายล้มตายสิ้นแล้ว พระราชากำลังออกประกาศหาตัวผู้เก่งกล้าสามารถอาสาออกสู้ศึก หากเอาชนะได้จะยกพระราชธิดาให้อภิเษกด้วย เขาคิดว่าคราวนี้คงได้ตายแน่ จึงได้ไปอาสาออกศึก แต่เมื่อข้าศึกทราบว่าเขาคือเจ้า &ldquo;จังไรฉิบหาย&rdquo; ต่างก็แตกกระจายหลบหนีกันไปหมดสิ้น เพราะกลัวจังไรฉิบหายจะติดกายตน เขาจึงได้อภิเษกกับเจ้าหญิงและได้ครองเมืองนั้นสืบมาต่อจากพระราชาองค์ก่อน ด้วยความสำนึกในพระคุณของอาจารย์ที่เคยชุบเลี้ยงมา จึงพาพระมเหสีไปเพื่อนมัสการ เมื่อพระอาจารย์ทราบความเป็นไปของเจ้าจังไรครั้งแรกก็ไม่เชื่อใจ คิดว่าเขาทำเรื่องจังไรอีกแล้วจึงให้เขาทดลองโดยให้ปัสสาวะรดในถาดทองวิเศษก็มีรูปราชสีห์ปรากฏขึ้นในถาด และเมื่อกรีดเลือดรดตามลงไปก็ปรากฏรูปปราสาทราชวังใหญ่โตตระการตา พระอาจารย์จึงเชื่อว่าเขาเป็นผู้มีบุญวาสนาจริง แล้วกล่าวว่า &ldquo;ฐานะของมนุษย์ทั้งหลาย มิได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่บุญกรรม หรือโชควาสนาของเขาเหล่านั้นด้วย&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=215"
    },
    {
      "title": "ไชชายนายปลอก",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "",
      "description": "<p>ชายคนหนึงชื่อนายปลอก มีนิสัยคดโกง วันหนึ่งได้ให้เมียตำเครื่องแกงแล้วฆ่าไก่แกง โดยตัดหัวตัดตีนไก่ทิ้งหมดสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนายปลอกก็ชวนเพื่อเข้าป่ายิงนก พอเห็นนกก็ยิงด้วยธนูแล้วพูดว่า &ldquo;ไปตายบ้านไป&rdquo; ทุกครั้งที่ยิงนกนายปลอกจะพูดแบบเดียวกัน เพื่อนเกิดสงสัยถามว่า &ldquo;ไซ่ละ อ้ายปลอก&rdquo; ไชชายนายปลอกก็บอกเพื่อนว่า &ldquo;ยิงแล้วนกไปตายบ้านเพื่อนทั้งเพ (ทั้งนั้น) แหละ&rdquo; ไชชายนายปลอกนำเพื่อนมาบ้าน เมียก็ยกแกงไก่มาให้เพื่อนๆ กิน เพื่อนก็ถามว่า &ldquo;นี่คั่วไหร&rdquo; ไชชายนายปลอกบอกว่า &ldquo;กะคั่วนกที่เรายิงแล้วใช้มาให้ตายบ้านแรกเดียวนี้แหละ&rdquo; เพื่อนคนหนึ่งก็ว่า &ldquo;นูหมึงวิเศษ กูขอซื้อตะ&rdquo; ไชชายนายปลอกก็ขายธนูให้เพื่อนและแถมสากกะเบือให้ด้วย และบอกว่าสากอันนี้เป็นสากวิเศษ ตีคนแก่ให้สาวได้ พอกลับไปบ้านเพื่อนไชชายนายปลอกคนนั้นเห็นว่าเมียตัวเองแก่แล้วอยากให้สาว ตีเมียด้วยสากกะเบือจนเมียตายเพราะคิดว่าเป็นสากวิเศษจริงๆ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=216"
    },
    {
      "title": "ไชชายเลือกเมีย",
      "type": "นิทานชีวิต",
      "creator": "เพิ่ม พวงแก้ว",
      "description": "<p>นานมาแล้ว มียายคนหนึ่งได้สอนหลายชายไว้ว่า &ldquo;ถ้าหาผู้หญิงมาทำเมีย ให้เอาลูกสาว อย่าเอาลูกแส่ ให้เอาแม่ม่าย อย่าเอาแม่แหม้&rdquo; (ลูกแส่ คือหญิงที่ไม่อยู่ในโอวาทไร้คุณสมบัติแม่บ้านแม่เรือน, แม่แหม้ คือหญิงที่ขอหย่าชาย) ฝ่ายหลานชายเลือกไม่ถูกก็หาหญิง 4 คน เอาหญิงสาว 2 คน แม่ม่าย 2 คนมาทำเมีย จากนั้นก็ลองดูว่าเมียคนไหนเป็นลูกสาว เมียคนไหนเป็นลูกแส่ เมียคนไหนเป็นแม่ม่าย เมียคนไหนเป็นแม่แหม้ โดยเข้าไปขโมยห่านเจ้าพระยามา 4 ตัว เอามาขังไว้ เอาไก่ 4 ตัวมาฆ่า ตัดหัวตัดตีนออกหมด แล้วแบ่งให้เมียคนละตัว กำชับทุกคนว่าเมื่อกินห่านเจ้าพระยาที่ไปขโมยมาแล้วอย่าไปบอกใคร เดี๋ยวเขาจะถูกลงโทษ เมื่อลูกแส่กับแม่แหม้กินไก่นั้นแล้ว ก็พูดทั่วไปว่าได้กินห่านเจ้าพระยา ฝ่ายเจ้าพระยาสืบหาห่านที่หายไปจนทั่วแล้วไม่พบก็ตั้งรางวัลให้ทองคำเท่าลูกฟักกับผู้ที่มาบอกว่าใครขโมยห่านไป ลูกแส่กับลูกแหม้อยากได้ทองก็ไปบอกเจ้าพระยาว่าผัวของตัวเองเป็นคนขโมยห่านมาให้ตัวเองกิน เจ้าพระยาก็จับผัวไปเพื่อลงโทษ ชายนั้นก็บอกความจริงแก่เจ้าพระยาว่าต้องการลองใจเมีย เพื่อให้รู้ว่าคนไหนเป็นลูกสาว คนไหนเป็นลูกแส่ คนไหนเป็นแม่ม่าย คนไหนเป็นแม่แหม้ บัดนี้ก็รู้แล้วและคืนห่านให้เจ้าพระยาไป เจ้าพระยาก็ให้ทองเท่าลูกฟักแก่ชายคนนั้น ส่วนลูกแส่กับแม่แหม้ก็ถูกเจ้าพระยาลงโทษฐานที่เป็นคนไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=217"
    },
    {
      "title": "เณรทอง",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "รมย์   เผือกแสง",
      "description": "<p>เณรทองเป็นผีที่อาศัยอยู่ในอุโมงค์ภายในถ้ำใต้ควนปริง แต่ไม่มีใครรู้ว่าปากอุโมงค์อยู่ตรงไหน เมื่อตกตอนเย็นของทุกวัน เณรทองจะออกจากถ้ำกลายเป็นสามเณรมาร่วมเตะตะกร้อกับเด็กและสามเณรในวัดควนปรง &nbsp;ในตอนเย็นวันหนึ่งมีข้าหลวง (หมายถึงข้าราชการ) มาที่วัดได้เห็นสามเณรและเด็กวัดกำลังเตะตะกร้อกันอยู่ ได้พิจารณาเห็นว่าเป็นเณรทองที่ปลอมมา ข้าหลวงจับพร้าได้ก็วิ่งเข้าไปหมายจะฟันเณรทอง เณรทองเห็นดังนั้นก็วิ่งหนีขึ้นไปบนควนปรงหมายจะเข้าอุโมงค์ ข้าหลวงจับขาข้างหนึ่งไว้ได้ฟันด้วยพร้าขาขาด เณรทองจึงหนีรอดไปได้ แต่ขาที่ขาดตกอยู่ที่ปากอุโมงค์และได้กลายเป็นทองคำ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฎว่าเณรทองออกจากอุโมงค์อีกเลย ชาวบ้านเชื่อกันว่าแม้ปัจจุบันนี้ภายในควนปรงยังมีทรัพย์สมบัติซ่อนอยู่มากมายโดยมีเณรทองเป็นผู้เฝ้ารักษา สำหรับที่สัดควนกรวดก็มีเรื่องเล่าทำนองเดียวกัน แต่ที่อยู่ของเณรทองนั้นอยู่ภายในอุโมงค์ใต้อุโบสถซึ่งตั้งอยู่บนควนกรวด หน้าอุโบสถมีหลักหินทรายแดงขนาดใหญ่ปักไว้เป็นเครื่องหมาย ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นปากถ้ำเข้าไปสู่ขุมทรัพย์แต่ถูกปิดตายมาตั้งแต่เณรทองถูกข้าหลวงฟันขาขาด&nbsp;&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=218"
    },
    {
      "title": "ดวงอาทิตย์กับไก่",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "รมย์   เผือกแสง",
      "description": "<p>นานมาแล้วตั้งแต่สมัยที่โลกเกิดขึ้นใหม่ๆ นั้น ในสมันนั้นมีดวงอาทิตย์อยู่ถึง 10 ดวงด้วยกัน เมื่อดวงอาทิตย์ทั้งสิบขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมๆ กัน ก็ทำให้แผ่นดินร้อนระอุไปทั่วกระทั่งน้ำในแม่น้ำลำคลองก็เหือดแห้งไปหมด คน สัตว์ พืช ในโลกก็มีอันล้มตายลงไปเป็นอย่างมากมาย</p>\r\n\r\n<p>เมื่อทุกชีวิตในโลกได้รับความเดือดร้อนกันเช่นนั้น สัตว์โลกทุกหมู่เหล่าก็ต่างหันหน้าเข้าหากันเพื่อปรึกษาหารือกันในอันที่จะยุติความเดือดร้อน ในขณะนั้นได้มีชายหนุ่มนักแม่นธนูผู้หนึ่งรับอาสาช่วยเหลือในเรื่องราวดังกล่าว นักแม่นธนูผู้นั้นสามารถยิงธนูได้ไกลและแม่นยำที่สุดในโลกของสมัยนั้น เขาได้ยิงธนูไปยังดวงอาทิตย์ทุกเดือน เพื่อเตือนและปรามให้ทั้ง 10 ดวงลดแสงสว่างและความร้อนลงเสียบ้าง เขาได้ยิงธนูไปยังดวงอาทิตย์ทุกวันและทุกดวง เป็นเวลาถึง 10 วัน จนกระทั้งดวงอาทิตย์ทั้ง 10 ต่างพากันหวาดเกรงธนูของเขา และในที่สุดดวงอาทิตย์ก็ได้หลบหนีลี้ภัยธนูไปจากโลกเสียทั้งหมดทุกดวง &nbsp;เมื่อไม่มีดวงอาทิตย์ โลกก็มืดลง ทุกชีวิตต่างก็อยู่ในท่ามกลางความมืด ความหนาวเย็นก็ได้เกิดขึ้น จึงทำให้บรรดาสัตว์โลกและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต่างก็ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสโดยทั่วหน้า นับเป็นภัยธรรมชาติที่รุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆทั้งสิ้น &nbsp;สัตว์โลกจึงต่างหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมกันแก้ไขเภทภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นอีก ได้ประชุมตกลงให้ราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่าแก้ไขเหตุร้ายในครั้งนั้น โดยให้ส่งเสียงร้องขึ้นไปขอร้องต่อดวงอาทิตย์ให้ช่วยส่องแสงลงมายังโลก ราชสีห์ก็ได้แผดเสียงดังกึกก้องขึ้นไปถึงดวงอาทิตย์ เสียงดัง &ldquo;โฮกๆ ฮึ่มๆ ... โฮกๆ ฮึ่มๆ...&rdquo; จนดวงอาทิตย์ทั้งสิบตกใจกลัวและพากันเกลียดเสียงอันหยาบกระด้างนั้น จึงไม่คิดที่จะเยี่ยมกรายเข้ามาให้เห็นอีก เมื่อราชสีห์แก้ไขไม่ได้ ต่อมาก็เป็นหน้าที่ของช้างบ้าง ช้างได้ร้องอ้อนวอนดวงอาทิตย์ด้วยเสียงอันดังว่า &ldquo;ฮูม แปร๋น... ฮูม แปร๋น&rdquo; ดวงอาทิตย์ทั้งหมดก็ยังคงเฉยอยู่ ต่อมาก็ตกเป็นหน้าที่ของวัว วัวได้ร้องเรียนขึ้นไปด้วยเสียงอันดังว่า &ldquo;มอ มอ ฮึก มอ ฮึด มอ&rdquo; เสียงของวัวก็ไม่ได้ทำให้ดวงอาทิตย์สนใจแต่อย่างใด ที่ประชุมจึงลงมติให้เปลี่ยนมาเป็นสัตว์เล็ก เช่น กบ เขียด อึ่งอ่าง หรือจิ้งหรีดดูบ้าง เพราะคิดว่าบางทีดวงอาทิตย์คิดจะสงสารสัตว์พวกนี้บ้าง แต่เมื่อทดลองแล้วก็ไม่ได้ผลอยู่เช่นเคย ทำให้บรรดาสัตว์โลกต่างวิตกกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ นานไปโลกก็จะถึงกาลวิบัติลงอย่างแน่นอน &nbsp;ขณะที่ทุกฝ่ายตกอยู่ในห้วงแห่งความวิตกกังวลนั้น ไก่ก็ได้รับอาสาทดลองดูบ้างทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีความสำคัญของไก่กันเลย แต่เมื่อต่างก็จนปัญญากันหมดเช่นนั้นแล้วต่างก็ยอมให้ไก่ร้องเรียน อ้อนวอนต่อดวงอาทิตย์ดูบ้าง ไก่จึงขันขึ้นด้วยเสียงเจื้อยแจ้วว่า &ldquo;ค๊อกกี้ ค้างกื๊ด... ค๊อกกี้ ค้างกื๊ด...&rdquo; ซ้ำๆ กันอยู่หลายครั้งหลายหน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งนึกชอบใจเสียงขันของไก่ จึงค่อยๆ โผล่ขึ้นมาๆ จากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เพื่อต้องการฟังเสียงไก่ขันเพื่อต้องการฟังเสียงไก่ขันให้ชัดเจนขึ้น จึงเป็นอันว่าไก่ได้ช่วยโลกให้พ้นจากความวิบัติไว้ในที่สุด ตั้งแต่นั้นมาดวงอาทิตย์ดวงนั้นก็จะมาเยือนโลก เมื่อเวลาที่ไก่ขันในเวลาเช้ามืดของทุกวันเสมอมา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=219"
    },
    {
      "title": "ต้นลำพูกับนิทานหิ่งห้อย",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "อารี  เส้งวั่น",
      "description": "<p>นานมาแล้วมีหญิงสาวกับชายหนุ่มคู่หนึ่งรักกันมากแต่ก็มีอุปสรรคเพราะทั้งสองถูกกีดกันไม่ให้พบกัน ด้วยสาเหตุที่ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงไม่ชอบชายหนุ่มผู้นั้น &nbsp;อูย่มาวันหนึ่งหญิงสาวผู้นั้นได้หายไปจากบ้าน พ่อแม่เที่ยวตามหาอยุ่ 2 &ndash; 3 วัน จึงได้พบศพลูกสาวผูกคอตายที่ต้นไม้ชนิดหนึ่งริมคลองในระแวกบ้านนั้น ชายหนุ่มคนรักเมื่อทราบข่าวก็เสียใจมาก จึงได้แทงตัวตายตามคนรักไปอีกคน ก่อนจะตายได้อธิษฐานขอให้ได้อยู่ร่วมกันกับคนรักในชาติต่อไปด้วยแรงอธิษฐานจึงทำให้ทั้งสองได้อยุ่ร่วมกัน โดยฝ่ายหญิงได้เกิดเป็นต้นลำพู ฝ่ายชายได้เกิดเป็นหิ่งห้อยชอบเกาะอยู่ตามต้นลำพู ดังที่เห็นกันมาทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=220"
    },
    {
      "title": "ตาแขนปม",
      "type": "นิทานมหัศจรรย์",
      "creator": "",
      "description": "<p>ชายชราคนหนึ่งชื่อตาแขนปม ปลูกกระท่อมอยู่กลางป่า ทำสวนผักเป็นอาชีพ เมื่อฤดูร้อนมาถึงพืชผักทั่วไปก็ตายสิ้น ที่ลานดินหน้ากระท่อมมีมะเขือทรงตัวอยู่ได้ไม่ยอมตายเพียงต้นเดียวและยังออกดอกออกผลให้เขากินอีกด้วย ทั้งนี้เพราะเขาเอาใจใส่ ปัสสาวะรดทั้งเช้าและเย็น ต่อมาในฤดูกาลนั้นเอง เจ้าหญิงแห่งแคว้นที่เขาอาศัยทรงประชวร และมีพระราชประสงค์แรงกล้าที่จะเสวยมะเขือ เจ้าแห่งแคว้นจึงเกณฑ์ให้บริวารออกเสาะแสวงหาผลมะเขือ หาจนทั่วก็ไม่ได้สมประสงค์ เมื่อสอบถามพนักงานผู้ใกล้ชิดก็ได้รับรายงานว่า ในเขตแคว้นนี้ไม่มีแล้ว จะมีก็เฉพาะที่กระท่อมตาแขนปมที่ปลายแดนเท่านั้น เมื่อได้มะเขือดังกล่าวมาเสวยเจ้าหญิงก็หายประชวรอย่างมหัศจรรย์และตั้งครรภ์ในเวลาต่อมาโดยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับชายใด เป็นที่แปลกพระทัยของเจ้าหญิงเองและเกิดวุ่นวายกันไปทั่ว แต่มิได้รับการลงโทษแต่ประการใด เมื่อถึงกำหนดเธอก็ให้กำเนิดทารกเป็นชาย พระราชาทรงมุ่งหมายที่จะใช้ทารกเป็นเครื่องมือในการหาตัวพระราชบุตรเขยจึงออกประกาศโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ใดสามารถทำให้ทารกน้อยคลานเข้าหาตนได้จะยกเจ้าหญิงให้ เพราะถือว่าผู้นั้นเป็นบิดาของเด็ก มีชายมากมายเข้าไปทดลองแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนต้องให้ไปตามตาแขนปมมาเข้าเฝ้า เขานำข้าวเย็นติดมือมา 1 ก้อน เมื่อมีโอกาสได้อยู่ใกล้เขาหยิบก้อนข้าวที่เตรียมไว้ขึ้นมาถือ เด็กน้อยก็คลายเข้ามาหา พระราชาก็ทรงปฏิบัติตามสัญญาคือยอมยกพระราชธิดาให้ โดยทรงหักพระราชหฤทัยว่าเป็นบุพเพสันนิวาสของบุคคลทั้งสองที่เคยครองรักกันมาแต่ชาติปางก่อน ตาแขนปมรับนางและลูกกลับไปอยู่กระท่อมตามเดิม ประกอบอาชีพตามที่ตนเคยทำ แต่ประสบปัญหามากมาย ถางป่าต้นไม้ก็กลับคืนยืนต้นขึ้นมาใหม่ ภรรยาเอาข้าวห่อไปส่งให้ ก็ถูกฝูงลิงลงมาแอบขโมยกินเสมอ จึงดักจับลิงใหญ่ได้ตัวหนึ่งหมายจะฆ่าให้ตายสมแค้น แต่ลิงก็อ้อนวอนร้องขอชีวิต โดยขอแลกกับกลองศักดิ์สิทธิ์ที่นำไปใช้ได้สารพัดนึก เขายอมรับตามคำขอของลิง นำกลองกลับมาเล่าเรื่องให้ภรรยาฟัง แล้วช่วยกันนึกถึงสิ่งที่ต้องการและตีกลองซึ่งตีได้เพียง 3 ครั้ง ครั้งแรกนึกให้ตัวเองกลายเป็นหนุ่มหล่อ ครั้งที่ 2 นึกให้มีปราสาทราชวังและข้าทาสบริวาร และครั้งที่ 3 นึกให้มีถนนตัดเข้าสู่เมืองของพ่อตาแล้วตีกลอง เขาได้สิ่งที่ปรารถนาทั้งสามประการ</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=221"
    },
    {
      "title": "ตำนานมะโย่ง",
      "type": "ตำนานปรัมปรา",
      "creator": "หร้อหวาน   วัชรจิรโสภณ",
      "description": "<p>รายาบือราสะครองเมืองบรือดะ ทรงมีพระราชธิดาพระนามว่า ฆานอสุรี และโอรส (ไม่ปรากฏนาม) โอรสสามารถแปลงกายเป็นสุนัขดำได้ อยู่มาวันหนึ่งพระธิดาและสุนัขดำเสด็จประพาสป่าไปพบบาเตาะ (คนป่า) ซึ่งสามารถร้องเพลงได้ไพเราะจับใจพระธิดา พระธิดาจึงขอเรียนร้องเพลงด้วย เมื่อเรียนครบเจ็ดวันจึงเสด็จกลับวัง อยู่มาไม่นานฆานอสุรีทรงครรภ์กับพระเชษฐา เป็นสาเหตุให้ทั้งสองถูกขับออกจากเมือง ต่อมารายาบือราสะรับสั่งให้ทหารไปฆ่าสุนัขดำ และรับเอาพระธิดาพร้อมทั้งพระนัดดากลับเมือง วันหนึ่งพระกุมารล้มเจ็บลง รายาสั่งให้โหรทำนายและรักษาพระนัดดา โหรให้นำกะโหลกสุนัขดำมาทำเป็นซอ และเส้นพระเกศาฆานอสุรีเป็นสายคันซอ เอ็นสุนัขดำเป็นสายซอ เมื่อประกอบเสร็จโหรจึงให้พระกุมารสีซอ ซอมีเสียงดังว่า &ldquo;พ่อตายแต่แม่ยังอยู่&rdquo; พระกุมารได้ยินดังนั้นก็หายเจ็บไข้ จากนั้นพระกุมารได้ลาพระมารดาไปเรียนสีซอและการร้องรำกับบาเตาะปูเตะ เสียงซอที่บาเตาะสอนนั้นมีเสียงว่า &ldquo;เปาะโย่ง&rdquo; พระนัดดาจึงมีนามว่าเปาะโย่งมาแต่บัดนั้น เมื่อเปาะโย่งกลับถึงเมืองบรือดะแล้วได้แสดงความสามารถถวายรายา เปาะโย่งให้คนไปตัดไม้ทำซือแระ (แกระ) ทำกือแน (กลอง) จากไม้ปูตะ (ไม้จิก) ส่วนแกระทำจากไม้ไผ่ พร้อมกับผู้สีซออีกคน เสร็จแล้วเปาะโย่งร่ายรำและร้องเพลงเป็นที่สบอารมณ์ผู้ชมอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้การแสดงประเภทนี้แพร่หลายในเวลาต่อมา</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=222"
    },
    {
      "title": "ตำราหมอดู",
      "type": "มุขตลก",
      "creator": "มาลี   พันธ์วงศ์",
      "description": "<p>มีตำราหลวงพ่ออยู่เล่มหนึ่ง เป็นตำราที่ทายแม่นยำมากไม่ว่าของสิ่งใดของใครหาย เมื่อเปิดตำราดู ตำราก็จะทายได้ถูกต้องว่าของนั้นอยู่ไหน จึงมีคนอยากได้ตำราเล่มนี้กันมาก หลวงพ่อจึงให้ผีตนหนึ่งเป็นผู้เฝ้ารักษาตำราเล่มนี้เอาไว้ มีชายคนหนึ่งคิดจะลักตำราเล่มนี้ ผีตนนั้นเปิดตำราออกดูก็รู้ว่ามีคนจะมาลักตำรา ผีจึงปรากฏตัวหลอกหลอนชายคนนั้น ชายคนนั้นกลัวผีจึงหนีไปซ่อนอยู่บนบ้าน ผีเปิดตำราออกดูก็รู้ว่าชายคนนั้นซ่อนอยู่ที่ไหน จึงไปปรากฏตัวหลอกหลอนอีก ชายคนนั้นจึงวิ่งหนีไปหลบซ่อนในป่ากล้วย ผีเปิดตำราดูก็รู้ที่ซ่อนและตามไปหลอกหลอนอีก ชายคนนั้นจึงวิ่งหนีและลงไปหลบซ่อนอยู่ในสระ ผีเปิดตำราดูก็รู่ว่า &ldquo;อ้อ...มันอยู่ในสระ&rdquo; ชายคนนั้นได้ยินก็ตกใจรีบขึ้นจากสระและวิ่งหนีไปพร้อมกับคิดว่าตนเองจะหลบซ่อนที่ไหนดี จึงจะไม่ให้ตำรานี้ทายได้ถูก ในที่สุดจึงเอาก้อนดินมาโปะ เข้าบนหัว แล้วตนเองขึ้นไปอยู่บนปลายไม้ ผีก็เปิดตำราดูอีกว่าชายคนนั้นซ่อนอยู่ที่ไหน ในตำรานั้นบอกว่า &ldquo;อยู่ปลายไม้ แต่ใต้ธรณี&rdquo; ผีตนนั้นก็งุนงง เพราะนึกไม่ออกว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ เพราะจะอยู่ปลายไม้ใต้ธรณีได้อย่างไร เปิดตำราดูเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ตำราก็คงบอกเช่นเดิม ผีตนนั้นจึงคิดว่าตำรานี้ไม่แม่นเสียแล้ว ด้วยความโกรธจึงเผาตำราเล่มนี้ใต้ต้นไม้ต้นนั้น แล้วผีก็จากไป ชายคนนั้นเห็นผีไปแล้วจึงลงมาจากต้นไม้รีบดับไฟที่เผาตำรานั้น เอาตำรานั้นเป็นของตนเองแล้วเที่ยวไปทายให้เพื่อนๆ แต่เนื่องจากตำราถูกไฟไหม้เสียหายบางส่วนจึงทำให้ทายถูกบ้างผิดบ้าง ด้วยเหตุนี้ตำราหมอดูจึงแม่นยำบ้างไม่แม่นยำบ้าง ดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=223"
    },
    {
      "title": "เต่ากับพระพุทธเจ้า",
      "type": "นิทานอธิบายเหตุ",
      "creator": "",
      "description": "<p>มีเต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ตามชายป่าใกล้ทุ่ง ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จออกโปรดสัตว์ได้พบเต่าตัวนั้นเข้าจึงเทศนาเรื่องบุญบาปให้ฟัง เมื่อพระพุทธเจ้าเทศนาเสร็จก็เสด็จไปโปรดพุทธมารดาในเมืองสวรรค์ เต่าขอติดตามพระพุทธเจ้าด้วยโดยคาบชายจีวรของพระพุทธเจ้าขึ้นไป ขณะที่พระพุทธเจ้าเหาะไปถึงกลางทุ่งแห่งหนึ่ง วัวตัวหนึ่งเห็นเต่าคาบชายจีวรพระพุทธเจ้าเช่นนั้นก็หัวเราะ เต่าโกรธจึงด่าแม่ลงมาโดยลืมไปว่าตนกำลังคาบจีวรพระพุทธเจ้าอยู่ เต่าตกลงมาถึงปากวัวพอดี ทำให้วัวฟันบนหักหมด เต่าเองก็กระดองร้าวมาจนทุกวันนี้</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=224"
    },
    {
      "title": "ถ้ำคูหาสวรรค์",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>นานมาแล้ว มีเทวดาอยู่องค์หนึ่งถูกพระอิศวรสาปให้ลงมาเกิดเป็นความชื่อว่า &ldquo;ทรพา&rdquo; มีบริวารตัวเมีย 500 ตัว เหตุที่มีบริวารเป็นตัวเมียก็เนื่องมาจากพระอิศวรได้สาปไว้ว่าถ้าทรพาได้ลูกตัวผู้เมื่อใดลูกจะเป็นผู้ฆ่าบิดา เพราะฉะนั้นเมื่อนางกระบือเกิดลูกเป็นตัวผู้ ทรพาฆ่าตายหมด จึงเหลือแต่ตัวเมีย อยู่มาวันหนึ่งมีนางกระบือชื่อว่า &ldquo;นางกุรำ&rdquo; ท้องแก่ใกล้จะคลอด ได้หลบหนีจากฝูงไปคลอดลูกในถ้ำแห่งหนึ่งต่อมาเรียกถ้ำนั้นว่า &ldquo;ถ้ำนางคลอด&rdquo; ลูกที่เกิดมาเป็นตัวผู้ นางจึงฝากฝังเทวดารักษาไว้ในถ้ำนางคลอด นางกุรำเมื่อกลับไปหาทรพา ก็ได้โกหกว่าลูกที่เกิดเป็นตัวผู้ทิ้งไว้ในป่าให้เสือกินเป็นอาหารแล้ว ทรพาก็เชื่อว่าเป็นความจริง พอตกกลางคืนนางกุรำก็จะหนีจากฝูงไปให้นมลูกกิน ทำเช่นนี้อยู่จนลูกเติบใหญ่ นางกุรำจะให้ลูกของตนออกหากินอยู่บริเวณใกล้ๆ ถ้ำนางคลอด ต่อมาสถานที่นั้น เรียกว่า &ldquo;บ้านทรพี&rdquo; หรือ &ldquo;บ้านพี&rdquo; และนางกุรำได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกฟัง ทำให้ลูกของนางมีความโกรธแค้นทรพามาก จึงหาโอกาสเที่ยวตามวัดรอยตีนพ่อจนเห็นว่าเท่ากันแล้ว จึงออกจากถ้ำไปท้าทรพารบกัน สถานที่นั้นเรียกว่า &ldquo;บ้านท้ารบ&rdquo; ต่อมาเพี้ยนเป็น &ldquo;บ้านท่ารบ&rdquo; ปรากฏว่าทรพาถูกลูกตัวเองชนรุน (ดัน) ไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ต่อมาเรียกว่า &ldquo;บ้านดอนรุน&rdquo; และถูกฆ่าตาย ณ สถานที่แห่งนั้น เลือดกระจายไปทั่ว เรียกที่นั้นว่า &ldquo;บ้านน้ำเลือด&rdquo; ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกลูกของนางกุรำว่า &ldquo;ทรพี&rdquo; หมายถึง ผู้ฆ่าบิดาผู้มีพระคุณ &nbsp;ทรพีเมื่อฆ่าพ่อตายแล้วก็มีจิตกำเริบ ไปเที่ยวท้ารบกับเทวดาต่างๆ จนถึงพระอิศวร พระอิศวรจึงแนะนำให้ไปรบกับพระยาพาลี พระยาพาลีออกอุบายให้ทรพีไปรบกันในถ้ำคูหาสวรรค์ ก่อนไปรบพระยาพาลีได้สั่งสุครีพน้องชายไว้ว่า ให้ไปคอยอยู่ที่ปากถ้ำ ถ้าเห็นว่าเลือดข้นไหลออกมาเป็นเลือดของทรพีแต่ถ้าเลือดใสเป็นเลือดของพระยาพาลี ให้สุครีพนำหินปิดปากถ้ำเสีย ปรากฏว่าพระยาพาลีได้ฆ่าทรพีตายขณะเดียวกันเกิดฝนตกหนักทำให้เลือดไหลออกมาผสมกับน้ำฝนกลายเป็นเลือดใส สุครีพเข้าใจว่าพี่ชายตายแล้ว จึงนำหินปิดปากถ้ำไว้ พระยาพาลีมีความโกรธมากที่ออกจากถ้ำไม่ได้จึงตัดเอาหัวของทรพีขว้างไปที่ปากถ้ำทำให้ปากถ้ำเปิดออก หัวของทรพีกลายเป็นธาตุดินตั้งพิงอยู่ปากถ้ำ จนถึงปัจจุบันชาวบ้านังเรียกหินก้อนนั้นว่า &ldquo;หัวทรพี&rdquo; พระยาพาลีเมื่อกลับถึงเมืองก็ไล่สุครีพออกจากเมือง สุครีพมีความเสียใจมากก็เข้าไปนั่งร้องไห้อยู่ในถ้ำคูหาสวรรค์ จนน้ำตากลายเป็นธาตุหินขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า &ldquo;ขี้ตาสุครีพ&rdquo;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=225"
    },
    {
      "title": "ถ้ำทองและถ้ำเปอร์งง",
      "type": "นิทานประจำถิ่น",
      "creator": "",
      "description": "<p>ถ้ำเปอร์งง มีลำธารไหลลอดถ้ำออกไปสู่แม่น้ำปัตตานีตรงน้ำไหลมาบรรจบกันนี้ เป็นสถานที่สรงน้ำของพระนางปุตรี อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่พระนางปุตรีกำลังสรงน้ำอยู่นั้น พญาครุฑบินผ่านมาเกาะที่ถ้ำกะเปอร์งง เห็นพระนางปุตรีกำลังสรงน้ำก็พูดเกี้ยวหวังจะเอาพระนางปุตรีไปเป็นภรรยา พระรามซึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำทอง ได้ยินเสียงพญาครุฑเกี้ยวพระนางปุตรีเช่นนั้น จึงเงื้อตามฟันฟาดลงบนคอพญาครุฑ เลือดสาดกระเด็นพุ่งติดหน้าผาถ้ำแดงชาดจนทุกวันนี้ และสืบเนื่องที่พระรามจะต้องออกแรงยกดาบขึ้นเพื่อฟันลงบนคอพระยาครุฑ ถ้ำทองทัดทาน และรับน้ำหนักไม่ไหว ถ้ำจึงทรุดและเอนไปทางทิศตะวันตกจนทุกวันนี้ &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>\r\n",
      "subject": "นิทานพื้นบ้าน",
      "spatial": "ไทย,",
      "temporal": "",
      "language": "ไทย",
      "rights": "",
      "license": "สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์",
      "source.uri": "https://www.sac.or.th/databases/folktales/folktale-details.php?id=226"
    }
  ]
}